ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 47 ประหาร

            หลังจากที่เฉินเย่เซิงถูกจับตัวเอาไว้ เขาก็นิ่งไป

            เหมือนว่าเขาจะพอรู้ตัวแล้วว่าวันนี้จะเป็นวันตายของตัวเองแววตาเริ่มหม่นลง เลิกที่จะต่อต้านไปแล้ว

            ซ่างกวัยเฟยเองตอนนี้ก็ไร้ซึ่งท่าทีโอหังอวดเบ่งเหมือนก่อนหน้าแล้ว

            ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความหวาดกลัวจนตัวสั่นไปหมดน้ำหูน้ำตาไหลเป็นหยดๆ ทั้งตัวมันเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อนเย็นๆ จากความกลัว

            เขามองไปทางหลิงหยางที่กำลังเดินเข้ามาจากนั้นก็รีบคุกเข่าคลานไปหาหลินหยางไม่ต่างอะไรกับหมาตัวหนึ่งดิ้นรนเพื่อให้ตัวเองมีโอกาสรอดชีวิตเพิ่มมากขึ้นแม้สักเล็กน้อยก็ยังดี

            “หลินอี้ ท่านฟังข้านะ พ่อของข้า ซ่างกวันอวิ๋นเป็นเจ้าของโรงงานช่างของราชสำนักแห่ง ‘ราชอาณาจักรโล่ยื่อ’ ถ้าท่านไว้ชีวิตข้า เรื่องของพวกดาบอำมหิตถือว่าหายกันแล้วข้าจะมอบผลึกวิญญาณต้นกำเนิดให้อีก 1 ตันเพื่อแลกกับชีวิตข้า...ไว้ชีวิตข้าด้วย!!”

            คำพูดของซ่างกวันเฟยทำเอาผู้คนถึงกับอึ้งไป

            ตัวตนของมันมีสถานะที่น่าเกรงขามขนาดนั้นเชียว

            ราชอาณาจักรโล่ยื่อเป็นอาณาจักรที่แข็งแกร่งกว่าอาณาจักรชูอวิ๋นหลายเท่า

            ในทวีปชี่อู่แห่งนี้ อาณาจักรจะมีอาณาเขตประมาณหนึ่งล้านลี้ประชากรประมาณร้อยล้านคน แต่ราชอาณาจักรนั้นมีอาณาเขตอย่างต่ำก็สิบล้านลี้แล้วจำนวนประชากรหลักพันล้านคน

            ทั้งอำนาจด้านการทหาร ด้านเศรษฐกิจหรือจะเป็นด้านจำนวนยอดฝีมือในปกครองต่างก็แข็งแกร่งจนทิ้งห่างอาณาจักรชูอวิ๋นไปไกลจนไม่เห็นฝุ่น

            ซึ่งพ่อของซ่างกวันเฟยก็เป็นเจ้าของโรงงานช่างของเชื้อพระวงศ์แห่งราชอาณาจักรด้วยสถานะแบบนั้นแทบจะเทียบเคียงกับจักรพรรดิของอาณาจักรชูอวิ๋นได้เลยทีเดียวมิน่าทำไมเจ้าซ่างกวันเฟยอายุน้อยๆ แต่กลับมีทักษะด้านการช่างร้ายกาจขนาดนี้แถมยังมียอดฝีมืระดับเซียนเทียนสี่คนเป็นองครักษ์ส่วนตัวอีก

            ไม่รู้ว่าเจ้าเฉินเย่เซิงมันไปข้องเกี่ยวกับบุคคลที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นได้อย่างไรแต่ในเมื่อซ่างกวันเฟยเอาสถานะของบิดาออกมาอ้างแบบนี้เกรงว่าหลินหยางเองก็คงต้องกลับมาพิจารณาผลได้ผลเสียใหม่อีกครั้ง

            แต่การกระทำของหลินหยางนั้นช่างโหดเหี้ยมเย็นชาและไร้ความรู้สึกเหลือเกิน!!

            ผัวะ!!

            กร็อบ

            ซ่างกวันเฟยเพิ่งพูดจบได้ไม่ทันไรมือซ้ายที่สวมถุงมือเอาไว้ตบเข้าใส่กะโหลกของคุณชายผู้สูงศักดิ์คนนั้นแล้วส่วนกะโหลกปริแตกดังขึ้น ซ่างกวันเฟยมีเลือดออกจากรูทวารทั้งเจ็ดลูกนัยน์ตาหลุดออกจากเบ้า ก่อนตายมันยังไม่อยากจะเชื่อว่าหลินหยางจะฆ่ามันอย่างเลือดเย็นได้ขนาดนี้

            ความเงียบเข้าปกคลุมจนได้ยินแต่เพียงเสียงลมพัดผ่าน

            พวกเขาได้เห็นบุคคลที่สถานะสูงส่งระดับเทียบเท่ากับเจ้าชายของอาณาจักรผู้นั้นสิ้นชีพภายใต้เงื้อมมือของหลินหยางอย่างอำมหิตแต่เรื่องยังไม่จบพียงเท่านี้

            หลินหยางเรียกเอาดาบยาวเล่มหนึ่งออกมาจากแหวนพระสุเมรุจากนั้นก็ยกดาบขึ้นแล้วฟันตัดเอาศรีษะของซ่างกวันเฟยลงมาพร้อมกับโยนมันไปไว้ตรงหน้าชั้นวางป้ายชื่อขนาดใหญ่อันนั้น

            “ผู้อาวุโสถัง ผู้อาวุโสหลิ่วชิง พี่น้องทุกท่านนั่นคือตัวที่ห้า...”

            ตัวที่ห้า

            หลินหยางยังคงนับจำนวนเอาไว้อยู่

            จะราชอาณาจักรหรือโรงงานช่างของเชื้อพระวงศ์อะไรนั่นก็ไม่อาจหยุดยั้งการแก้แค้นของเขาได้

            ต่อให้ซ่างกวันเฟยจะเป็นบุตรของเทวดาบนสวรรค์หรือทายาทของอสูรจากนรก มันก็ไม่มีทางหนีพ้นความตายได้เด็ดขาด!!

            และตัวสุดท้าย

            เหลือแค่เฉินเย่เซิงแล้ว!!!!

            หวังหมิงชงที่เห็นเจตนาฆ่าคนอันชัดเจนของหลินหยางแล้วก็รีบเปลี่ยนน้ำเสียงกลับมานุ่มนวลทันทีเพราะมันรู้ว่าต่อให้ตะโกนตะคอกจนคอแทบแตกก็ไม่อาจหยุดยั้งหลินหยางได้แน่นอน

            “หลินอี้ท่านมอบเฉินเย่เซิงให้พวกเราฝ่ายผู้ดูแลภายในจัดการเถอะ... ข้าขอสัญญาว่าจะจัดการมันตามกฏหมายของอาณาจักรชูอวิ๋นแน่นอน...”

            คำพูดแบบนี้มันไร้ค่าไปแล้ว

            หลินหยางขี้เกียจเงยหน้าขึ้นมองมันด้วยซ้ำ

            เขามองไปทางเฉินเย่เซิงที่สายตาเลื่อนลอยไปแล้ว “เฉินเย่เซิง เจ้ายังจำได้ไหมว่าข้าเป็นใคร ?”

            เอ๋?

            เฉินเย่เซิงไม่รู้ว่าหลินหยางถามคำถามนี้ทำไม จึงได้สติกลับมาทันใดนั้นก็หัวเราะฮ่าฮ่าออกมา “หลินอี้ เจ้าคิดจะเหยียดหยามข้าหรือ? บอกไว้เลยนะถ้าเจ้าฆ่าข้าไป จะต้องมีคนตามมาจัดการทั้งแก ทั้งตระกูลเวินทั้งตระกูลเอามาเป็นเครื่องบูชาศพข้าแน่!!!!”

            เฉินเย่เซิงรู้ว่าอย่างไรตัวเองก็ไม่รอดแล้วแต่ก็ยังทำตัวอวดดีออกมาอีก แต่ด้วยประโยคที่หลินหยางกล่าวออกมาเพียงประโยคเดียวก็ทำให้มันตกใจจนตัวแข็งไปเลย

            “เจ้าหมายถึง...เฉินเฉาเกอหรือ?”

            เฮ้ยย!!!!

            เฉินเย่เซิงตาเบิกโพลง

            นั่นมันความลับที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขาเลย ไอ้หลินอี้นี่มันกำลังพูดอะไรของมัน?

            หลินอี้...หลินอี้....

            เขาจ้องมองไปที่แววตาของหลินอี้ภายใต้หน้ากากนั่นอย่างเอาเป็นเอาตายจากนั้นก็ตกใจจนรู้สึกเหมือนวิญญาณเกือบหลุดออกจากร่าง “เจ้าเป็นใคร!! เจ้าเป็นใครกันแน่!! เจ้าคือมันอย่างนั้นหรือ!! เป็นไปไม่ได้ เจ้าไม่ใช่มัน!! ตกลงเจ้าเป็นใครกันแน่!!!!”

            เฉินเย่เซิงที่ชั่วร้ายมาตลอดชีวิตแต่คนอย่างมันก็มีช่วงเวลาที่หวาดกลัวจนพูดมั่วไม่เป็นภาษาเหมือนกัน

            มันตะโกนกู่ก้องอย่างบ้าคลั่งอย่างกับหมาบ้าตัวสั่นหงกไปทั้งตัว ไม่เหลือท่าทีเหมือนเมื่อก่อนเลยสักนิด

            ผู้คนเองก็งงเหมือนกัน

            พวกเขาไม่รู้ว่าหลินหยางทำอะไรลงไป ถึงสามารถทำให้เฉินเย่เซิงหวาดกลัวได้ถึงขนาดนี้

            จากนั้นหลินหยางก็ค่อยๆ ถอดหน้ากากของตัวเองออกมาเผยให้เห็นใบหน้าที่มีแต่เฉินเย่เซิงเท่านั้นที่รู้จัก

            ฉึก

            ในขณะเดียวกันหลินหยางก็แทงดาบในมือทะลุเข้าไปในหัวใจของเฉินเย่เซิง

            ดาบยาวนั่นค่อยๆ เสียบเข้าไปทีละนิดๆใบหน้าของหลินหยางเองก็ค่อยๆ ขยับเข้าหาใบหน้าที่เปลี่ยนรูปไปอย่างน่าเกลียดของเฉินเย่เซิงทีละน้อยเช่นกันแต่ละคำที่กล่าวออกมานั้นเยือกเย็นเสียยิ่งกว่าน้ำค้างแข็ง

            “ข้าบอกแล้วไงข้าคือคนที่แต่เดิมน่าจะต้องตายไปนานแล้ว...”

            “อัก...อัก!!”

            เฉินเย่เซิงได้พบกับเรื่องที่น่ากลัวมากที่สุดในชีวิตก่อนที่จะต้องตายไป

            สองมือของมันพยายามคว้าอากาศแทบเป็นแทบตายพยายามเค้นเสียงออกมาจากลำคอสุดชีวิต อยากจะตะโกนออกมาดังๆ ว่า... หลินหยางหลินหยางมันยังไม่ตาย!!

            เฉินเฉาเกอลูกข้า ไอ้หลินหยางนั่นยังไม่ตาย!!

            แต่หลินหยางไม่เปิดโอกาสให้มันพูดเลยสักคำ

            ดาบยาวของมันเสียบทะลุกลางอกของเฉินเย่เซิงจนมิดด้ามหลินหยางกระซิบที่ข้างหูของมันเป็นครั้งสุดท้ายว่า

            “ไม่ต้องห่วงอีกไม่นานข้าจะส่งเฉินเฉาเกอตามไปอยู่กับเจ้าแน่!!!!”

            ไม่นะ!!!!

            เฉินเย่เซิงอยากจะขอร้องให้หลินหยางมีเมตตาเป็นครั้งสุดท้าย ลนลานจนฉี่แตกน้ำตาไหลออกมาสภาพของมันอนาถจนดูไม่เหมือนคนอีกแล้ว

            ถ้ารู้แต่แรกว่าจะกลายเป็นแบบนี้ไม่น่าโลภมากจนกลายเป็นว่าสร้างอสูรกายตัวน้อยอันน่าสะพรึงกลัวขึ้นมา

            สุดท้าย ไม่เพียงแต่ตัวเองต้องตายเท่านั้นตระกูลเฉินเองเกรงว่าไม่น่าจะรอดพ้นชะตากรรมแห่งการล่มสลายไปได้และยังมีลูกชายของตนที่กำลังจะต้องเผชิญกับเทพอสูรแห่งการแก้แค้นที่น่ากลัวที่สุดในโลก

            อ๊ากกก!!!!!!!!

            ถึงมันจะรู้สึกเสียใจกับการกระทำของตัวเองแค่ไหนแต่ก็ไม่อาจกลับไปแก้ไขได้อีกแล้วมันกระอักเลือดออกมาไม่หยุด แววตาของมันค่อยๆ หม่นลงเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็ไร้ซึ่งประกายแห่งชีวิตหลงเหลืออีก

            ในที่สุดมันก็มาถึงจุดสิ้นสุดของชีวิตแล้ว

            เลือดสีแดงสดพุ่งกระฉูดออกมาตามดาบยาวที่หลินหยางดึงออกเป็นดั่งสัญลักษณ์แห่งความโกรธแค้นอันไร้ก้นบึ้งที่ถูกระบายออกมา

            แผนการล้างแค้นครั้งใหญ่ก้าวที่สำคัญที่สุดได้สำเร็จลุล่วงลงแล้วตอนนี้ก็เหลือแค่เฉินเฉาเกอที่กลายเป็นเจ้าชายไปแล้วคนเดียวเท่านั้น

            รอก่อนเถอะ เฉินเฉาเกอ!!

            อีกไม่นานหรอก ข้าจะส่งเจ้าไปอยู่กับพ่อของเจ้าซะ!!!!

            หลินหยางหายใจเข้าไปเฮือกใหญ่ในที่สุดก็สามารถสงบเจตนาฆ่าอันเกรี้ยวกราดภายในใจของตัวเองลงได้

            ขั้นต่อไป

            ตัดหัว!!

            เอาไปบูชา!!

            หัวมนุษย์สองหัว อาวุธสี่ชิ้นทั้งหมดถูกวางเอาไว้หน้าชั้นวางป้ายชื่อผู้ตายทั้งหกสิบแปดชีวิตของตระกูลเวิน

            เวินติ่งเทียน เวินชิงชิงนำเหล่าคนของตระกูลเวินทั้งหมดเข้ามาโค้งคำนับให้กับผู้ที่ตายในการต่อสู้อันโหดร้ายของตระกูลเวิน

            นี่คือพิธีอันศักดิ์สิทธิ์เป็นความยุติธรรมที่หลินหยางใช้เลือดสดๆ ทวงคืนกลับมา

            แต่ในขณะที่พวกเขากำลังแสดงความอาลัยให้กับผู้เสียชีวิตอยู่นั้นหวังหมิงชงที่อยู่ด้านหลังพวกเขาก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า

            “หลินอี้ เวินติ่งเทียน!! เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้ข้าจะต้อง...”

            พอพูดไปแค่ครึ่งประโยค หั่วเอ๋อร์ก็บินขึ้นมา

            “ไอ้เวรนี่ น่ารำคาญจังเลยเจ้านี่ ไม่เห็นหรือว่าคนเขากำลังยุ่งอยู่ตาเจ้ายังใช้งานได้อยู่รึเปล่า? ข้าจะนับหนึ่งถึงสามรีบไสหัวไปซะ ไม่อย่างนั้นข้าจะจับเจ้ากินเสียเลย!!”

            เจ้า!!!!

             หวังหมิงชงเสียหน้าจนทำหน้าบิดเบี้ยวแต่สายตาของหั่วเอ๋อร์ที่จ้องมองมา มันก็น่ากลัวเหลือเกิน

            เจ้านกนี่...

            ปากหมาไม่พอ ยังป่าเถื่อนอีก

            ฝ่ายผู้ดูแลของพวกเขาไม่คิดเลยว่าสถานการณ์ในวันนี้จะพลิกกลับตาลปัตรจนกลายเป็นแบบนี้ขนาดซูหมิงชุนยังหยุดหลินหยางเอาไว้ไม่ได้เลย

            แต่เรื่องนี้มันไม่จบแค่นี้แน่

            เขาหวังหมิงชงขอสาบานเขาจะต้องบดขยี้ตระกูลเวินให้สูญสิ้นไปจากเมืองอวิ๋นเฉิงให้ได้!!!!

            “ยังไม่ไปอีก!!”

            ทำเหี้ยมได้ไม่ถึงสามวิ พอหั่วเอ๋อร์ตะโกนออกมาหวังหมิงชงก็หัวหดกลับไปทันที จากนั้นก็พาเหล่าองครักษ์ราชวงศ์สลายตัวกลับไป

            ในที่สุด ลานกว้างเมฆาร่วงโรยแห่งนี้ก็เงียบสงบลงเสียที

            หลินหยางและเวินติ่งเทียนเคารพผู้ตายตามธรรมเนียมประเพณีเสร็จแล้วตอนนั้นเอง ท่านแม่ทัพตู้หมิงที่ยืนดูเงียบๆ อยู่ข้างๆ มาตลอดก็ก้าวเท้ายาวๆ เข้ามา

            สีหน้าของเขายังคงดูแปลกประหลาดอยู่บ้างมองไปที่เวินติ่งเทียนและหลินหยางด้วยความรู้สึกผิด แต่ก็รู้สึกยินดีและสะใจด้วยเช่นกัน

            เขากล่าวออกมาว่า “ท่านประมุขเวิน ผู้อาวุโสหลิน เรื่องในวันนี้เกรงว่าคงจะดังกระฉ่อนไปทั่วแล้ว!!”

            ..................................

            เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน สายลมที่พัดผ่านในลานกว้างเมฆาร่วงโรยแห่งนี้ก็ค่อยๆสงบลง

            ผู้คนของแต่ละฝ่ายต่างก็แยกย้ายกันกลับไปแล้ว เหลือเพียงแต่ร่องรอยของความเสียหายที่เกิดจากการต่อสู้ครั้งใหญ่ที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งอาณาจักรชูอวิ๋น

            ตระกูลเวินตอบโต้ครั้งใหญ่ หลินอี้สะเทือนฟ้าดิน

            ประมุขตระกูลเฉิน เฉินเย่เซิง คุณชายผู้สูงศักดิ์แห่งราชอาณาจักรโล่ยื่อซ่างกวันเฟย ล้วนตายกลายเป็นศพ แม้แต่หัวของพวกมันก็โดนตัดออกไปเป็นเครื่องบูชา

            เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นกลายเป็นหัวข้อสนทนาของเหล่าชาวเมืองแทบทุกคนพวกเขาต่างก็พูดชื่อของคนๆ หนึ่งออกมาไม่หยุด...หลินอี้

            หลินอี้ผู้นี้แหละ ที่สามารถโค่นโอวหยาง สังหารสี่ผู้คุมกฎ

            สองหมัดสยบมังกร เอาชนะคนระดับเทพสงครามแห่งเมืองอวิ๋นเฉิงซูหมิงชุนลงได้

            และสุดท้าย สามารถเดินฝ่ากองทัพองครักษ์ของฝ่ายผู้ดูแลภายในกว่าสองพันคนเข้าไปได้ราวกับไม่มีคนยืนขวางอยู่เลยจากนั้นก็ลงดาบประหาร ตัดสินโทษของเฉินเย่เซิงและซ่างกวันเฟยอย่างเป็นธรรม

            เรื่องราวแบบนี้ มนุษย์ระดับนี้ทุกรายละเอียดของมันล้วนสามารถนำมาเล่าเป็นตำนานอภินิหารสืบต่อให้คนรุ่นหลังรับรู้ได้

            และหลังจากที่เรื่องราวทั้งหมดได้จบลงแล้ว คนของตระกูลเวินก็พาหลินอี้กลับไปที่คฤหาสน์ตระกูลเวินสีหน้าของพวกเขาแต่ละคนต่างก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความยินดีและประดับไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข

            ถึงแม้ในใจของพวกเขาจะรู้ว่า หลังจากวันนี้ไปเกรงว่าตระกูลเวินคงจะถูกพวกผู้ดูแลภายในปองร้ายอย่างหนักหน่วงแน่นอน

            หรืออาจถึงขั้นที่ตระกูลซ่างกวันจากราชอาณาจักรโล่ยื่อเปิดฉากการล้างแค้นครั้งใหญ่อันน่าหวาดหวั่นกับพวกเขาตระกูลเวินก็เป็นได้

            ภายในประตูคฤหาสน์ตระกูลเวินที่ปิดแน่นสนิทเหมือนจะได้ยินเสียงหัวเราะพูดคุยที่เต็มไปด้วยความยินดีดังขึ้นจากในนั้นบ้างเป็นบางครั้งคราแต่ก้อนเมฆสีดำอันมืดครึมกำลังค่อยๆ ถูกพัดเข้ามาแล้ว

            ..................................

            กลางดึกคืนนั้น

            ภายในพระตำหนักของอาณาจักรชูอวิ๋น

            ภายในห้องบรรทมของเจ้าชายนั้นหวังหมิงชงกำลังนั่งตัวลีบอยู่บนเก้าอี้ตัวหนึ่ง คนที่นั่งอยู่ข้างๆ เขาคือชายหนุ่มที่สวมชุดของเจ้าชายเอาไว้คนหนึ่ง

            ชายหนุ่มผู้นี้มีใบหน้าที่ดูหล่อเหลาและดูสะอาดสะอ้านถ้าสังเกตดูดีๆ จะพบว่ามีความคล้ายคลึงกับหลินหยางอยู่หลายส่วน

            ดวงตาคู่นั้นของเขากึ่งปิดกึ่งเปิด กำลังพยายามทำใจให้สงบอยู่แต่ความโกรธแค้นและความเศร้าโศกที่ยากจะอธิบายได้นั้นได้สาดซัดใส่เขาราวกับคลื่นน้ำในมหาสมุทรอย่างที่ไม่อาจควบคุมได้

            จากนั้น เจ้าชายท่านนี้ก็พูดออกมาว่า “ท่านหวัง... เฉิน เฉินเย่เซิงผู้นั้นตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง...”

            “รายงานท่านเจ้าชายลำดับที่เก้าร่างกายอันล้ำค่าของเฉินเย่เซิงได้ถูกคนของตระกูลเฉินพากลับไปไว้ที่คฤหาสน์แล้วแต่ว่าส่วนหัวของเขา...”

            พอพูดถึงตรงนี้ หวังหมิงชงก็หยุดไปครู่หนึ่งเขารับรู้ได้แล้วว่าเจ้าชายลำดับเก้ากำลังปลดปล่อยจิตสังหารอันเข้มข้นออกมา

            “พูดออกมา”

            “ขอรับส่วนหัวของเขาถูกพวกของเวินติ่งเทียนนำกลับไปที่คฤหาสน์ตระกูลเวินแล้ว บอกว่าจะเอาไปใช้เป็นของบูชาในห้องบูชาของพวกมันเจ็ดวัน!!!!”

            แกร๊กก!!!!

            ที่พักมือบนเก้าอี้ขององค์ชายเก้าถูกบีบจนแตกเละคามือ

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน