จนกระทั่งเช้ามืดกู้เลี่ยงรุ่ยพาเด็กน้อยที่มารู้ภายหลังว่าหลินโม่และปันน่า ไปยังหมู่บ้านของหลินโม่ที่ชื่อหมู่บ้านสือซาน ตั้งอยู่บนเส้นทางขรุขระหลังแนวสันเขา เป็นหมู่บ้านที่อยู่ติดกับรัฐฉีมากที่สุด ไม่แปลกเลยที่หมู่บ้านนี้จะได้รับผลกระทบก่อน กู้เลี่ยงรุ่ยส่งผ้าปิดจมูกให้กับทุกคน โดยเฉพาะหลินโม่ ทั้งยังกำชับให้ทุกคนอย่าแตะต้องอะไรส่งเดชเด็ดขาด
ตลอดทางที่ผ่านไปจนมาถึงบ้านหลินโม่ หมู่บ้านสือซานแทบจะร้างผู้คนแล้ว ตามรายทางมีสัตว์เลี้ยงจำพวกไก่และเป็ดนอนตายอยู่ กู้เลี่ยงรุ่ยยิ่งเห็นยิ่งเครียด แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากจะเตือนทุกคนว่าอย่าไปจับ อย่าไปเข้าใกล้ จนเดินมาถึงบ้านของหลินโม่ที่อยู่ในสุดของหมู่บ้าน เป็นบ้านไม้ชั้นเดียวทรุดโทรมที่พร้อมจะพังทุกเมื่อ กู้เลี่ยงรุ่ยสั่งเสียงเฉียบขาดให้ทุกคนอย่าเข้ามาแม้กระทั่งหลินโม่ก็ตาม หากใครกล้าขัดคำสั่งกู้ลี่ยงรุ่ยจะส่งกลับรัฐฉี ส่วนหลินโม่จะส่งไปยังศาลตามความผิดที่คิดขโมยมันเทศ
ปันน่าคิดจะเถียง แต่นับตั้งแต่รู้จักพี่รุ่ยมา ไม่เคยเห็นครั้งไหนที่พี่รุ่ยจะจริงจังเท่านี้มาก่อน จึงต้อเชื่อฟัง หยุดอยู่หน้าบ้านพร้อมกับทุกคน
ในบ้านของหลินโม่ไม่มีเครื่องใช้อะไรเลย มีเพียงตั่งไม้เก่าๆ ที่ร่างซีดเซียวของหญิงวัยสาวที่อายุไม่น่าจะเกินสี่ยิบห้า หลินโม่บอกว่าแม่ของเขาชื่อหลินม่าย ไม่ญาติหรือครอบครัวที่ไหนอีก กู้เลี่ยงรุ่ยหยิบถุงมือทำเองที่ประดิษฐ์ขึ้นมาเมื่อคืนจากถุงกระเพาะแกะมาสวม แล้วแตะมือลงไปยังตัวของนาง สัมผัสแรกเลยคือความร้อน ตัวของนางร้อนเหมือนมีเปลวไฟกำลังลุกไหม้ ก่อนที่เปือกตาจะกระพริบปริบๆ แล้วมองมายังกู้เลี่ยงรุ่ยด้วยท่าทีอ่อนแรงแลไอเสียงดัง
“ทะ...ท่าน เป็นใคร...” หลินม่ายอีกหลายที เริ่มรู้สึกหายใจยากลำบาก ทว่าคนตรงหน้าก็สร้างความสงสัยให้แก่นางมากเช่นกัน
“แม่นาง เจ้าป่วยเช่นนี้มานานเท่าไหร่แล้ว พอจะจำได้หรือไม่ว่าครั้งแรกที่รู้สึกป่วย เกิดขึ้นหลังจากทำอะไร” กูเลี่ยงรุ่ยถามเสียงอ่อนโยน ปกติน้ำเสียงของเจ้าสำนักกู้ก็น่าฟังอยู่แล้ว ยิ่งตั้งใจพูดยิ่งน่าฟัง
หลินม่ายทำท่านึก แม้จะสงสัยว่าคนผู้นี้เป็นใคร แต่ด้วยกิริยาท่าทางที่เหมือนจะรู้วิชาแพทย์ ตอนมาถึงก็วัดไข้ดูอาการนางก่อน นางจึงคิดว่าน่าจะเป็นแพทย์ “ข้า..จำได้ว่า ข้าป่วยหลังจากกลับจากฟาร์มไก่ป่าที่ข้าไปทำงาน วันนั้นข้าท้องเสีย มีไข้เล็กน้อย แต่คิดว่าไม่เป็นอะไร กินยาแล้วนอนพักผ่อน รุ่งเช้าก็ยังไปทำงานตามปกติ แต่วันถัดมาข้าก็ลุกไม่ขึ้นแล้ว”
“ก่อนหน้าที่เจ้าจะไปล้มป่วย หลินโม่บอกว่าที่ฟาร์มมีไก่ป่าตายไปหลายตัว สาเหตุเป็นเช่นไร เจ้ารู้หรือไม่ แล้วคนพวกนั้นจัดการกับไก่อย่างไร”
“เรียนคุณชายข้าน้อยไม่ทราบ เพียงแต่ไก่พวกนั้นมีอาการซึม ไม่อยากอาหาร เช้ามาก็ตายไปหลายร้อยตัวแล้ว นายจ้างให้พวกข้านำไก่ที่ตายไปถอนขนแล้วทอดขายที่ตลาดด้วย และไก่ที่ยังไม่ตายก็ขายออกไปจนหมด ข้าเองก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ชอบกล แต่ไม่อาจออกปากออกเสียงได้ ข้าเป็นเพียงแค่คนงานคนหนึ่ง”
“ข้ารู้ เจ้าพักก่อน วางใจได้ ข้าจะช่วยเจ้าแน่”
กู้เลี่ยงรุ่ยให้หลินโม่สวมผ้าปิดปากและถุงมือก่อนจะบอกให้ดูแลแม่ตนให้ดี ต้องเช็ดตัวอย่าให้ไข้สูงเกินไป ส่วนเรื่องยานั้น กู้เลี่ยงรุ่ยยังจนปัญญา สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้คือเรียกทุกคนในหมู่บ้านมารวมกันแล้วให้ความรู้เรื่องโรคและแผนรับมือ ทีแรกกู้เลี่ยงรุ่ยก็กลัวว่าจะถูกต่อต้านไม่มีคนรับฟัง แต่ด้วยหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะคนตาย คนป่วยหรือเรื่องสัตว์เลี้ยงทั้งหมดที่ตายเรียบไม่มีเหลือ ยิ่งบวกกับบุคลิกและท่าทางการพูดการทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ทั้งดูมีความรู้แต่ไม่เหยียดคนหรือทำตัวสูงส่ง ยิ่งทำให้ชาวบ้านเชื่อในสิ่งที่กู้เลี่ยงรุ่ยพูด ไม่มีต่อต้านคัดค้านสักคนเดียว กู้เลี่ยงรุ่ยบอกให้แยกคนออกเป็นสามกลุ่มก็แยก โดยกลุ่มแรกคือคนป่วยที่ติดเชื้อแล้ว อาการออกแล้ว ต้องแยกออกไปให้อยู่ด้วยกันในเรือนกลางของหมู่บ้าน มีจำนวน แปดสิบเก้าคน กลุ่มที่สองคือคนที่ใกล้ชิด เสี่ยงสูงและมีแววว่าจะติด ให้อยู่รวมกันอีกที่ตรงศาลาของหมู่บ้าน มีอยู่ หนึ่งร้อยเก้าคน ส่วนกลุ่มที่สาม คือกลุ่มที่แข็งแรงและไม่ได้สัมผัสใกล้ชิดหรือเสี่ยงต่ำให้แยกออกมาอีกกลุ่มแล้วทำหน้าที่ช่วยเหลือคนที่ติดเชื้อในการรักษาไม่ให้ช็อกตาย มีห้าสิบห้าคน ทั้งยังประกาศปิดหมู่บ้านนับตั้งแต่วินาทีนั้น
กู้ลี่ยงรุ่ยสรุปแล้วว่าเป็นไข้หวัดนกแน่ ฟาร์มไก่ป่าอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านหลินโม่ กู้เลี่ยงรุ่ยก็เดินทางไปดู ไปตรวจด้วยตัวเอง ทุกอย่างว่างเปล่าแต่มีร่องรอยหลงเหลือเอาไว้ พวกชามเลี้ยงไก่ มูลไก่และอื่นๆ อีกมากมาย กู้เลี่ยงรุ่ยถอนหายใจแล้วเริ่มเรียบเรียงทุกอย่างออกมาให้กระชับและรวดเร็วที่สุด เพราะเรื่องนี้ช้าไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียว
ในวันนั้นกู้เลี่ยงรุ่ยเขียนจดหมายสองฉบับแบบยาวๆ ด้วยภาษาจีน ที่ต้องยอมรับเลยว่าอ่อนด้อยมาก แต่ไม่มีทางเลือก เรื่องนี้ไม่ควรจะมาเป็นประเด็นในตอนนี้ เนื้อหาและใจความของจดหมายต่างหากที่สำคัญกว่า กู้เลี่ยงรุ่ยยัดจดหมายใส่หม่าจวี้ไปหนึ่งฉบับพร้อมทั้งยังอุส่าห์ควักเอาผงอันตรธานที่แอบยักยอกมาระหว่างให้หม่าจวี้ใช้ ยังไงเขาก็โดนโทษห้ามใช้อยู่แล้ว ให้หม่าจวี้ใช้ไปเลยก็ได้ ทั้งยังย่ำว่าให้รีบสุดชีวิต ไปให้ถึงรัฐฉีแล้วหาท่านอ๋องให้เจอโดยเร็วที่สุด ส่วนอีกฉบับให้หนิงเก่อไปส่งถึงหลู่อ๋องของรัฐ กู้เลี่ยงรุ่ยต้องการให้พระองค์ได้รับรู้เรื่องโรคระบาดนี้ก่อนที่อะไรๆ จะเกินควบคุม
ส่วนปันน่า กู้เลี่ยงรุ่ยครุ่นคิดหนักทีเดียวว่าจะให้นางทำดีหรือไม่ โรคไข้หวัดนกแม้จะหายเองได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานของแต่ละคน ไม่ใช่ทุกคนจะรอดจากไข้หวัดนกไปได้ อีกทั้งจากการสังเกตและวิเคราะห์ ตอนนี้โรคนี้ได้กระจายไปทั่วรัฐหลู่แล้ว ยากเกินกว่าจะบอกได้ว่าสามารถควบคุมได้ ทางที่ดีที่สุดคือยารักษา แต่ที่นี้ไม่มีวัคซีนอะไรทั้งนั้น ต้องใช้วิธีตามมีตามเกิด ดังนั้นจึงต้องมีหมอเก่งๆ มารับมือด้วย กู้เลี่ยงรุ่ยในตอนนี้คิดออกอยู่ท่านเดียวคือผู้อาวุโสเว่ยชิง ต้องเป็นเขาแล้ว คนที่ในนิยายยกย่องว่าเก่งกาจที่สุด ชำนาญวิชาแพทย์ที่สุดต้องทำได้แน่ แต่จะส่งจดหมายไปได้อย่างไร ผู้อาวุโสเว่ยอยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง ยากจะตามหา ทว่าปันน่าทำได้ นางบินได้...
ทว่ามันเสี่ยงเกินไป หากนางไปพบคนชั่วหรือคนขอตู้จิ้งกง นั้นต้องแย่แน่ แต่เมื่อคิดถึงคนที่กำลังนอนหายใจโรยรินและรายชื่อผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยคนละหนึ่งเค่อ กู้เลี่ยงรุ่ยก็ต้องให้นางทำ
“พี่รุ่ย ท่านจะไม่เป็นไรหรือ ข้าเป็นห่วงท่าน” ปันน่าเห็นแล้วว่าโรคนี้ร้ายแรงอย่างไร นางพึ่งเห็นคนตายไปสี่คนในเวลาหนึ่งชั่วยาม
“ข้าไม่เป็นไรหรอก ปันน่า เจ้าต่างหากจะทำได้หรือไม่ เรื่องนี้ต้องลำบากเจ้าแล้ว” กู้เลี่ยงรุ่ยในชาติก่อนเคยรับวัคซีน รู้อยู่ว่ามันไม่น่าจะติดมากับวิญญาณด้วย แต่มันก็พอหลอกตัวเองได้บ้างว่าคงไม่เป็นไรหรอก อีกทั้งเขายังแข็งแรงขึ้นมาก ทั้งยังป้องกันตัวอย่างดี น่าจะไม่เป็นไร
“ข้าทำได้เจ้าค่ะ พี่รุ่ยวางใจได้ ข้าต้องทำให้สำเร็จแน่นอน” ปันน่ารับคำหนักแน่น
“เช่นนั้นก็มาเถอะ” กู้เลี่ยงรุ่ยกรีดแผลกลางฝ่ามือใส่ถ้วยให้ปันน่าดื่ม นี่เป็นเรื่องที่ค้นพบในช่วงก่อนว่าหากปันน่าอยากกลายร่างจำเป็นต้องดื่มเลือดเขาไปเล็กน้อย อาจจะเป็นเพราะปันน่ายังไม่ถึงเวลาที่จะสามารถกลายร่างได้ตามใจ นางจึงตองอาศัยแรงกระตุ้นจากเลือดสด อีกทั้งต้องเป็นเลือดของเขาเท่านั้น เลือดผู้อื่นไม่มีผลใดๆ
ปันน่าอยู่ในอาการสงบ เธอค่อยตัวหดลงและกลายเป็นผีเสื้อแสนสวยที่ตัวใหญ่กว่าปกติเล็กน้อย ปันน่าในร่างผีเสื้อหลากสีกระพือปีกอย่างเป็นอิสระมาใกล้กู้เลี่ยงรุ่ย ดูนางไม่ค่อยชินในทีแรกจนบินฉวัดเฉวียนแต่ก็เริ่มดีขึ้น นางบินมาทักทายกู้เลี่ยงรุ่ยอย่าอ่อนโยน หนวดเส้นเล็กแตะลงกับหน้าผากตนแล้วบินจากไป กู้เลี่ยงรุ่ยมองส่งไปจนลับสายตา ภาวนาว่าขอให้ปันน่าปลอดภัยและกลับมาพร้อมกับผู้อาวุโสเว่ยชิง
ขอล่ะนะ ขอให้ทุกอย่างยังทันด้วยเถอะ!