ร้านน้ำชายังคงคึกคักไปด้วยเสียงเจรจาพาทีและกลิ่นไอของใบชาชั้นดี ลู่เอินไม่ได้คิดจะนั่งแช่อยู่ในภวังค์แห่งอดีตนานนัก นางลุกขึ้นยืนจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ ก่อนจะค้อมศีรษะเล็กน้อยให้แก่เด็กหนุ่มเสิร์ฟผู้มีน้ำใจ
"หากวันหน้าข้ามีโอกาส... ข้าจะกลับมาตอบแทนน้ำใจของเ้า" ลู่เอินเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความจริงจัง
เด็กหนุ่มยิ้มกว้างจนตาหยี "คุณหนูอย่าได้คิดมากไปเลยขอรับ เพียงแค่ท่านแวะกลับมาอุดหนุนร้านเราบ้างในวันที่ท่านสะดวกก็พอแล้วขอรับ!"
ลู่เอินคลี่ยิ้มบาง ๆ เป็การตอบรับ ก่อนจะเดินออกจากร้านเข้าสู่แสงแดดในยามสาย ลมพัดเอื่อย ๆ พาเอาบรรยากาศความคึกคักของตลาดพัดผ่านใบหน้า สิบปีที่ล่วงเลยไปนั้นเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในหมู่บ้านแห่งนี้ไปจนแทบจำไม่ได้... แม้แต่ความเงียบสงบที่เคยมีก็ถูกแทนที่ด้วยความเจริญที่รวดเร็วเกินคาดหมาย
ระหว่างทางเดินที่เต็มไปด้วยผู้คน สายตาของลู่เอินพลันสะดุดเข้ากับเด็กกลุ่มหนึ่งที่กำลังวิ่งเล่นอยู่กลางลานดิน พวกเขากำลังใช้กระบี่ไม้ที่ถากถางอย่างหยาบ ๆ ต่อสู้กันด้วยความสนุกสนาน
"ข้าคือจอมมารเทพอุดรผู้เกรียงไกร!" เด็กชายตัวน้อยในชุดมอมแมมะโก้อง
เพื่อนอีกคนรีบชี้กระบี่ไม้สวนกลับ "เช่นนั้นข้าจะเป็เทพมารผู้กวาดล้างพรรคมารเอง!"
"ไม่ได้! เ้าเป็ไม่ได้!" เด็กคนแรกแย้งเสียงเข้ม "เพราะเทพมารตายไปนานแล้ว!"
สิ้นคำพูดนั้น เด็กทั้งกลุ่มก็พากันหัวเราะร่าด้วยความไร้เดียงสา โดยหารู้ไม่ว่า 'เทพมาร' ที่พวกเขากำลังพูดถึงกำลังยืนมองอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว ลู่เอินยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ริมฝีปากเผยรอยยิ้มจาง ๆ อย่างขบขัน... ไม่เคยคิดเลยว่าในวันที่นางจากไป ชื่อของนางจะกลายเป็เพียงตัวละครในเกมของเด็ก ๆ ไปเสียแล้ว
ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว คำพูดที่ว่า 'เทพมารตายไปแล้ว' ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท มันเป็ความจริงที่นางไม่อาจปฏิเสธได้ในโลกใบนี้
นางถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะเบนความสนใจไปสู่เหตุการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในตรอกเบื้องหน้า
"ปล่อยข้านะ! ข้าบอกแล้วว่าข้าไม่ได้ขโมย!" เสียงแหลมเล็กที่สั่นเครือด้วยความหวาดกลัวดังขึ้น
หญิงสาวคนหนึ่งในชุดมอซอที่ขาดวิ่นถูกชายฉกรรจ์ร่างใหญ่สองคนลากตัวออกมาจากร้านขายผ้า ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยคราบน้ำตาและความสิ้นหวัง ผู้คนรอบข้างต่างพากันรุมล้อม แต่ไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยว เพราะกลัวอำนาจมืดของเ้าของร้าน
"ยังจะปากแข็งอีก!" ชายฉกรรจ์ผลักร่างนั้นจนล้มกระแทกพื้น "หลักฐานคาตาขนาดนี้ เ้ายังกล้าปฏิเสธว่าไม่ได้ขโมยเงินของนายท่านอีกรึ!"
"ข้าไม่ได้ทำ... ข้าเพิ่งถูกขายมาที่นี่ ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเงินเก็บอยู่ที่ไหน..." เสียงของหญิงสาวแ่ลงด้วยความเ็ป
"ยังจะโกหก!" ชายคนนั้นตวาดลั่นก่อนจะเงื้อมือขึ้นตบฉาดใหญ่!
เพียะ!
เสียงฝ่ามือกระทบใบหน้าดังลั่นไปทั่วบริเวณ หญิงสาวล้มพับลงไปกับพื้น ร่างเล็กสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวแต่ยังคงยืนยันในความบริสุทธิ์ของตน
ลู่เอินขมวดคิ้วเล็กน้อย สายตากวาดมองสำรวจเหตุการณ์อย่างใจเย็น นางไม่รีบเข้าไปช่วย ไม่ใช่เพราะแล้งน้ำใจ แต่เพราะนางเคยเห็นฉากละครตบตาเช่นนี้มานับครั้งไม่ถ้วนในยามที่ยังเป็ประมุขพรรค หลายครั้งที่ผู้คนมักจะตัดสินจากสิ่งที่เห็นเพียงผิวเผิน
ขณะที่ชายอีกคนกำลังจะเข้าค้นตัว หญิงสาวที่ล้มอยู่บนพื้นก็กอดตัวเองแน่น ร่างกายสั่นสะท้าน มือของนางหยาบกร้านเต็มไปด้วยรอยแตกและแผลเป็จากการตรากตรำทำงานหนัก ไม่ใช่สภาพของคนที่ฉกชิงทรัพย์อย่างแน่นอน
ลู่เอินกวาดสายตามองไปใต้โต๊ะวางผ้าใกล้ ๆ ตรงนั้น... มีเหรียญเงินสองเหรียญตกอยู่ท่ามกลางความมืดมิดที่ไม่มีใครสังเกตเห็น
มุมปากของลู่เอินยกขึ้นเล็กน้อย "เล่นละครได้แเีดีนี่..."
นางก้าวเท้าออกจากฝูงชน เสียงฝีเท้าเบาบางจนแทบไม่ได้ยิน ทว่ากลับแฝงไปด้วยแรงกดดันที่ทำให้อากาศรอบตัวดูหนักอึ้งขึ้น
"หยุดมือเสีย" เสียงใสแต่กังวานดังขึ้นขัดจังหวะ
ทุกคนหันมามองเป็ตาเดียว หญิงสาวในชุดเรียบง่ายคนหนึ่งยืนโดดเด่นอยู่กลางถนน สายตาของนางว่างเปล่าทว่าทรงพลังอย่างประหลาด เ้าของร้านขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ
"เ้าเป็ใคร? อย่าได้เสือกเื่ของผู้อื่น!"
ลู่เอินไม่ตอบคำถามนั้น นางเดินตรงไปหยุดข้างหญิงสาวที่ล้มอยู่ ก่อนจะก้มลงเก็บเหรียญเงินสองเหรียญที่ตกอยู่ใต้โต๊ะขึ้นมา แล้วโยนมันลงบนโต๊ะไม้ใกล้ ๆ อย่างแ่เบา
กริ๊ง...
เสียงเหรียญกระทบไม้ดังก้องท่ามกลางความเงียบงัน เ้าของร้านหน้าถอดสีทันที ราวกับถูกกระชากหน้ากากออกกลางที่สาธารณะ
ลู่เอินคลี่ยิ้มจาง ๆ "ของที่หาย... ก็ยังอยู่ตรงนี้ครบถ้วนมิใช่หรือ? เหตุใดจึงต้องใส่ร้ายผู้อื่นให้เสียเวลาเล่า?"
ความเงียบเข้าปกคลุมตรอกทั้งตรอก ชาวบ้านที่มองอยู่เริ่มซุบซิบกันด้วยความใ ขณะที่เ้าของร้านอ้าปากค้างพูดอะไรไม่ออก ส่วนหญิงสาวที่นั่งอยู่บนพื้นได้แต่มองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความซาบซึ้งใจจนน้ำตาไหลอาบแก้ม นางไม่เข้าใจ... เหตุใดคนแปลกหน้าผู้หนึ่งจึงยอมเสี่ยงอันตรายเข้ามาช่วยเหลือตนเพียงเพราะความถูกต้อง