***สตรีผู้มีไฟหน้าอันยิ่งใหญ่ [ดิวซ์]
" นี่ฉัน โนอาร์ค่ะ รบกวนท่านดิวซ์ช่วยไปเปิดสวิตช์ของระบบเตาสุริยะที่ 8 ให้ทีค่ะ ถ้าทำได้ มันจะช่วยหยุดหายนะที่จะเกิดขึ้นกับชนเผ่าสัตว์ได้ค่ะ"
นั่นคือข้อความสุดท้ายที่ติดต่อกับพวกลิลลี่ ก่อนจะกัดฟันเบือนหน้าหนีจากการสังหารหมู่ที่ลานกว้าง
ที่ตรงนี้ ฉันไม่สามารถทำอะไรได้อีกแล้ว
พวกโกเลม.. มันสังหารชนเผ่าท้องถิ่นตรงลานกว้างไปกันหมดแล้ว
ฉันไม่รู้ว่าสิ่งที่โนอาร์พูดมันเชื่อถือได้หรือไหม แต่ฉันเองก็ใช้ว่าจะมีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้
แถมสงครามที่ไม่อยากให้เกิดมันก็อุบัติขึ้นมาแล้ว
ภายในเมืองกำลังเริ่มควบคุมชนเผ่าท้องถิ่น กำแพงถูกปิดกั้นห้ามเข้าออก เรด้า กับโดรนสังหารถูกปลดปล่อยบินว่อนไปทั่วป่า กองทัพอากาศกับเรือรบพร้อมเตรียมโจมตีทุกเวลา
ด้วยระดับทางเทคโนโลยีที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว ไม่ว่าพวกเขางัดเอากลยุทธ์อะไรออกมาใช้ พวกเขาจะไม่มีทางเอาชนะเทคโนโลยีสงครามยุคใหม่ได้
พวกเขาจะต้องตายราบไม่มีเหลือแน่นอน
ฉันคิดเช่นนั้น
"ว่าแต่จะตามมาทำไมเนี่ย!? ไม่ได้ยินหรือยังไง ว่าเจ้านายของเจ้ากำลังเดินทางมานะ! "
*ฟ่อ*
เจ้าควอตซ์มันยังคงเลื้อยตามฉันไม่ยอมออกห่าง
มันผงกหัว แล้วส่งสายตาที่แน่วแน่มาให้ฉัน
"นี่เจ้า... อยากจะช่วยสินะ? "
*ฟ่อ! *
สมกับที่เป็นสัตว์เลี้ยงของไพไรต์ มีหัวใจที่คิดอยากจะปกป้องชนเผ่า แทบไม่ต่างกับเจ้านายของมันเลยสักนิด
"งั้นตามมา! "
ฉันกับควอตซ์เริ่มออกตัวมุ่งหน้าไปเหมืองแร่โฮป ปากทางเข้าสู่ [ดินแดนใต้พิภพ] ที่พวกโฮปกับลิลลี่เคยผจญภัยในอดีต
เพราะโฮปค้นพบแร่ภูติที่นั่น เลยถูกนายทุนเข้าควบคุมจัดทำเป็นเหมืองแร่ขนาดใหญ่
"ชะ---ช่วยด้วย! "
พวกโกเลมอีกแล้วเรอะ
ฉันรีบใช้วิชาย่นระยะ ถีบสองขาพุ่งตัวออกไปดั่งจรวด พร้อมกับง้างเคียวสีดำขนาดใหญ่ขึ้นที่ข้างลำตัว
"ย๊ะ! "
แล้วจัดการฟันโกเลมขนาดสามเมตรตรงหน้าไปพร้อมกับแกนคริสตัลที่อยู่ข้างใน
"ขะ---ขอบคุณ! "
ถึงจะดูเสียมารยาท แต่ตอนนี้ฉันกำลังรีบอยู่
ฉันวิ่งต่อไปโดยไม่แต่จะมองหน้าคนที่ถูกช่วย
เสียงกรีดร้องยังคงดังไปทั่วทุกมุมถนนไม่ขาดสาย
ฉันอยากวิ่งไปช่วยทุกคนเท่าที่จะทำได้ แต่เวลามันไม่มีแล้ว
ที่ทำได้ จึงมีแต่ช่วยเฉพาะคนที่บังเอิญมาอยู่ในเส้นทางที่ฉันวิ่งผ่านเท่านั้น
ชิ…
รู้สึกเจ็บใจชะมัด
" ถึงแล้ว! "
*ฟ่อ! *
พวกเราใช้เวลาห้านาทีกับการวิ่งตัดถนนใหญ่มาที่หน้าเหมืองแร่โฮป
ปากทางเข้ายังคงถูกคลุมด้วยเต็นท์สนามผ้าใบสีขาวขนาดใหญ่
ยามคือเผ่ายักษ์ท่าทางแข็งแกร่งจำนวนสี่คน
อาวุธคือปืนกลขนาดใหญ่ที่เอาไว้สำหรับติดบนรถถัง
"หละหลวมสิ้นดี ฮึบ! ”
ฉันใช้วิชาตัวเบา วิ่งไร้เสียง อ้อมไปทางด้านหลังของเต็นท์ แล้วใช้มีดเตรียมสร้างทางเข้าจากทางด้านหลังของเต็นท์---
"เต็นท์ขาดเป็นรู? หละหลวมสุด ๆ! "
คิดไม่ถึงเลยแฮะว่าผนังเต็นท์จะขาดเป็นรูมาตั้งแต่แรก
ฉันลดมีดในมือแล้วมุดเข้าไปข้างในอย่างเงียบ ๆ
ข้างในเต็นท์ มีเพียงแค่โต๊ะ เครื่องตรวจอาวุธ กับกล้องวงจรปิดจำนวนสามตัวที่แขวนเอาไว้ตรงหัวมุม
ไม่มียามเฝ้าข้างใน ไม่มีพนักงานดูแล ไม่มีคนงาน แถมยังปิดไฟมืดสนิท
ดูท่าจะเป็นเพราะการประกาศเคอร์ฟิว เลยทำให้ไม่มีใครมาทำงานกันสินะ?
“บุกเข้าไปเลย! ”
ฉันวิ่งผ่านห้องฆ่าเชื้อ ผ่านห้องพักพนักงาน แล้วลงไปตามเส้นทางเดินที่ถูกปูเอาไว้ด้วยแผ่นยางสีเทากันลื่น
อุโมงค์ที่ถูกขุดขึ้นเป็นเส้นทางเดินแห่งนี้ มีขนาดอยู่ที่ราวสี่เมตร สูงห้าเมตร
รางคู่ที่ใช้สำหรับขนถ่ายสินค้า ถูกขุดเป็นอีกเส้นเลียบขนานไปกับเส้นทางเดิน
ผนังทั้งสองฝั่ง จะมีโครงเหล็กบอบบางค้ำเอาไว้เป็นระยะทุก ๆ สิบเมตร
ถึงจะดูบอบบาง แต่มันแข็งแรงมาก เพราะพวกมันจะคอยแผ่สนามพลังงานแรงสูง จนกลายเป็นกำแพงโปรงแสงที่คอยใช้คำยันผนังดินที่อยู่รายรอบ
“อย่าเผลอไปโดนมันเข้านะควอ
แต่เทคโนโลยีตัวนี้มันอันตราย เพราะถ้าหากมีใครไปสัมผัส ส่วนกายเนื้อที่สัมผัสจะถูกสนามพลังนั้นทำลาย แล้วกลายเป็นเนื้อมะเร็งในทันที
“ระวังอย่าไปโดนมันนะควอตซ์”
*ฟ่อ! *
พวกเราวิ่งไปตามเส้นทางอย่างรวดเร็ว โดยไม่สนใจว่ากล้องวงจรปิดจะเก็บภาพของพวกเราเอาไว้
ถ้ามามัวแต่ระวังกล้อง คงใช้เวลาทั้งวันแน่
พวกเราลงมาลึกมากขึ้น จนกระทั้งพบกับแสงสว่างส่องประกายขึ้นที่ปลายของเส้นทางเดิน
“ที่นี่นะหรือคือดินแดนใต้พิภพ? ”
ข้างในนั้นเหมือนอย่างที่ลิลลี่กับโฮปเคยเล่าให้ฟังทุกประการ
มันคือโพรงใต้ดินขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่กว้างขวาง จนราวกับเป็นโลกอีกใบหนึ่ง
มีต้นไม้ มีลำธาร มีระบบนิเวศน์ มีซากของโบราณสถาน รวมไปถึงมีพระอาทิตย์
เจ้าวัตถุนั้นมันลอยอยู่ใจกลางอากาศ ณ ใจกลางดินแดน
มันทำหน้าที่เป็นดั่งพระอาทิตย์ของดินแดนใต้พิภพ
สิ่งเดียวที่แตกต่างจากเรื่องเล่าของลิลลี่ คือการที่มีเต็นท์คนงานจำนวนมากกระจายไปทั่ว กับมีร่องรอยของการขุดเจาะเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก
หากสังเกตุให้ดี ยังมีซากของบางสิ่งที่ดูคล้ายหุ่นยนต์ถูกนำมาสุมรวมกันเป็นภูเขาขยะที่ใกล้ ๆ ปากทางเข้าตรงนี้ด้วย
พวกมันคงเป็นหุ่นยนต์กอลิล่าที่ลิลลี่เคยเล่าให้ฟังสินะ?
“ต้องรีบหาห้องควบคุม”
จากคำบอกเล่าของโนอาร์ เห็นว่าก้อนทรงกลมที่ส่องแสง แท้ที่จริงมันคือหนึ่งในระบบให้พลังงานของเตาสุริยะ
ส่วนเครื่องควบคุม มันน่าจะตั้งอยู่ไม่ไกลจากเตาที่ว่า
ฉันวิ่งตรงไปที่พระอาทิตย์ใต้พิภพด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่ขาคู่นี้จะทำได้
“น่าสงสัย…”
มันสงบเกินไป
ไม่มีแม้แต่เสียงของสัตว์ป่า
แถมตามรายทาง ยังมีเศษซากของหุ่นยนต์กอลลิล่าสี่แขนที่ถูกทำลาย ทิ้งนอนเรียงรายเป็นเส้นทางตรงไปทั่ว
สภาพของหุ่นยนต์ยังดูสดใหม่ ราวกับว่าพึ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้
ซากศพของพวกมัน กำลังนำทางฉันไปสู่หอคอยสีเทาที่เต็มไปด้วยเถาวัลย์ตรงใจกลางดินแดน ณ ใต้พระอาทิตย์เทียมดวงนั้น
“... ระวังตัวด้วยนะ”
*ฟ่อ! *
ดวงตาของเจ้าควอตซ์เริ่มกลายเป็นสีแดง
มันแลบลิ้น แล้วลงไปเลื้อยแนบผิวดิน เพื่อเตรียมตัวรับมือการโจมตีที่อาจจะกำลังเกิดขึ้น
“มาแล้ว! ”
ฉันรีบกระโดดหลบลำแสงสีแดงที่พุ่งเข้าใส่
มีหุ่นยนต์กอลลิล่าสี่แขนจำนวนสิบตัวกำลังผุดขึ้นมาจากผิวดินข้างใต้
พวกมันง้างแขนทั้งสี่ขึ้นสูง พร้อมกับใช้ดวงตาสีแดงยิงลำแสงโจมตีใส่ต่อเนื่อง โดยไม่คิดที่จะหยุดพักหายใจ
หลบได้ไม่หมดแฮะ…
โชคดีที่ผ้าคลุมนักเรียนถูกออกแบบมาให้เป็นเกราะป้องกัน เลยทำให้ยังพอรับการโจมตีประเภทนี้ได้
แต่ชุดนักเรียนมันไม่ใช่ชุดนักรบ
เพียงรับลำแสงไปแค่สองถึงสามนัด มันก็เริ่มเสียหายจนกลายเป็นรูกว้าง
ฉันเห็นลิลลี่เคยบอก ว่าตอนนั้นเกือบเอาชีวิตไม่รอด ถ้าหากว่าไม่ได้คนมาช่วยเอาไว้ทัน
สรุปคือหุ่นยนต์พวกนี้มันมีฝีมือน่ากลัวพอตัว
แต่ฉันไม่เหมือนกับพวกลิลลี่ในตอนนั้น เพราะว่าฉันมีอาวุธสงครามพกติดตัวมาด้วย
“หมอบ! ”
*ฟ่อ!? *
เจ้าควอตซ์รีบมุดลงดินโดยสัญชาตญาณ
เคียวสีดำที่ฉันพกมา มันไม่ใช่เคียวสำหรับใช้ฝึกซ้อมอย่างที่เข้าใจกัน
แต่มันเป็นเคียวสุดรักที่ฉันใช้เงินเก็บแอบสั่งทำพิเศษ แล้วปลอมแปลงให้ดูเหมือนเป็นของสำหรับใช้ฝึกซ้อมที่โรงเรียนจัดหามาให้
ไม่อย่างงั้น มันคงเอามาใช้ต่อสู้จริงไม่ได้หรอก
ฉันหมุนด้ามจับเพื่อปรับความแรงของคลื่นรังสีให้ทะลุแกนขีดจำกัด เปลี่ยนโหมดให้มันเข้าสู่สภาวะสงคราม
ใบดาบของเคียวถูกหุ้มไปด้วยแสงสีน้ำเงินที่เจิดจ้า ประดุจมีออร่าของเทพเจ้ากำลังห่อหุ้มเอาไว้
“ฮะ! ”
ทันทีที่วาดเคียวออกไป คลื่นรังสีอันคมกริบก็ถูกปลดปล่อย
มันคือคลื่นดาบสีน้ำเงินที่มีถูกวาดเป็นวงพระจันทร์เสี้ยว
ขนาดของมันมีความยาวมากถึงสามสิบเมตร
มันถูกวาดเป็นวงกลมขนาดใหญ่ขึ้นตรงหน้า แล้วตัดทุกสิ่งจนขาดสะบั้นเป็นส่วนบนกับล่างในพริบตา
แต่ทว่า…
*ฮูมมมมม! *
คมดาบรังสีที่โจมตีออกไปนั้น ไม่อาจทำได้แม้แต่ระคายผิวกายของเจ้ากอลลิล่าสีขาว
จริงสิ…
เจ้านี่คงถูกสร้างจากแร่เฮเดส แร่ที่มีคุณสมบัติดูดซับคลื่นรังสีได้ทุกชนิด
แถมยังทนความร้อนได้สูงอีกด้วย
ฉันนี่… ดันมาพลาดท่าโง่ ๆ เสียได้นะ
เจ้าหุ่นกอลลิล่าเริ่มยกแขนทั้งสี่ขึ้นสูง แล้วทุบหน้าอกตัวเองอย่างรุนแรง
ดวงตาสีแดงของมันเริ่มส่องประกายเจิดจ้า---
“เหวอ! ”
---ก่อนจะยิงเลเซอร์โจมตีใส่ฉันอีกครั้ง
คราวนี้มันเล็งโจมตีใส่หัว เพื่อหวังให้ตายคาที่ภายในนัดเดียว
"อ๊าย! "
ฉันหลบออกมาได้ทันในเสี้ยววินาที
ถ้าตัดสินใจช้ากว่านี้ ฉันคงกลายเป็นร่างไร้หัวตายคาที่ไปแล้ว
รู้สึกได้ว่าชีวิตตัวเองกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้ายของความเป็นกับความตาย
หัวใจเต้นระส่ำอย่างรุ่นแรง
เหงื่อกาฬไหลรินท่วมผิวกายกับใบหน้า
ถ้าหากพลาดเพียงครั้งเดียว นั่นคือชีวิตของตัวเอง
สถานการณ์แบบนี้ มันกำลังทำให้ฉัน…
รู้สึก
รู้สึกสนุกจัง~
“การต่อสู้มันต้องแบบนี้สิ! ”
นี่เป็นอีกหนึ่งความลับที่ฉันไม่เคยบอกใคร หรือแม้แต่กับพี่ชายตัวเอง
ว่าความจริงแล้ว ฉันเป็นคนที่ชอบการต่อสู้แบบเสี่ยงชีวิต
รู้สึกว่าจะเริ่มชอบความรู้สึกตื่นเต้นนี้ ก็ตั้งแต่ตอนที่แขนตัวเองขาดเพราะสู้กับปีศาจสีทองเมื่อเดือนที่แล้ว
และนั่นเป็นจุดเริ่มที่ฉันสั่งซื้อเคียวสงครามมาใช้
แต่เพื่อรักษาภาพลักษณ์ ฉันเลยยังทำตัวเป็นเด็กเรียบร้อยดั่งผ้าพับเวลาที่อยู่ต่อหน้าคนอื่น
ไม่สิ มีเจ้าเยลโล่รู้ความลับอยู่คนหนึ่ง
ตอนนั้น ฉันสังสอนมันรุนแรงไปหน่อย เลยเผลอปล่อยนิสัยดิบเถือนออกไป
โชคดีที่มันกลัวจนความทรงจำเลือนหาย เลยทำให้ความลับนี้ยังไม่แตก
แต่ทว่าที่นี่ไม่มีใครอยู่
ดังนั้นฉันจึงสามารถ---
“เฮียะ ฮะ ฮะ ฮะ! ”
---สามารถปลดปล่อยอารมณ์ของตัวเองได้เต็มที่!
วิ่งสวนทางเส้นแสง ตัดระยะตรงเข้าใส่ด้วยเส้นทางที่สั้นที่สุด
อุ๊ก! รู้สึกเหมือนจะถูกถากเข้าที่หน้าผากแฮะ
ความร้อนจากปากแผลแผ่ซ่านไปทั่วร่าง หัวใจเต้นอย่างบ้าคลั่ง อะดรีนาลีนสูบฉีดพล่าน
มันเป็นความรู้สึกที่ดีที่ไม่อาจหาได้จากการต่อสู้ฝึกซ้อมใด ๆ
ฟินแท้~
“ตาย! ”
ฉันเข้าประชิดหุ่นยนต์โกเลมที่อยู่ใกล้ที่สุด วิ่งหลบหมัดทั้งสี่ขนาดยักษ์ที่โหมทุบลงมาใส่ แล้วซ่อนตัวอยู่ในม่านฝุ่นดินที่ลอยคลุ้งขึ้นสูง
ใช้ขาทั้งสองกระโดดเหยียบไต่ขึ้นไปตามแผ่นหลังที่แผ่กว้าง แล้วลงเคียวสังหาร ตัดต้นคอของมันออกมา
ถึงจะป้องกันรังสีได้ทุกชนิด แต่แร่เฮเดสนั้นไม่อาจทนต่อแรงกระแทกอย่างลูกปืนได้
ความมีความแข็งแค่ระดับทนต่อการฟันแทงธรรมดาเท่านั้น
แล้วเคียวนี้จะฟันเข้าหรือเปล่า?
ฉันไม่รู้
งั้นคงต้องเล็งไปที่ช่องว่างเล็ก ๆ ระหว่างรอยต่อของมันแทน
เล็งไปตรงรอยต่อที่เล็กระดับให้ตัวอะมีบามุดนั่นละ
ฉันรวมพลังทั้งหมดไปที่คมของเคียว แล้วฟันด้วยความรวดเร็วดั่งแสงลงไปที่รอยต่อระหว่างส่วนหัวกับร่างกาย
ปลายเคียวของฉันแทงลึกเข้าไปในรอยแยก
แทงลงไป แล้วแหวกเปิดออกจนกว้างขึ้น ดั่งการแงะเปิดฝากระป๋องเหล็ก
*ปี๊ด*
แสงสว่างสีแดงจากดวงตาของมันเลือนหายไป
แต่มันยังไม่ตาย แขนของมันยังขยับได้อยู่
ฉันจึงมอบของขวัญชิ้นสุดท้ายให้มัน ด้วยการแทงปลายที่โค้งงอของเคียวเข้าไปในร่าง ซ้ำลงไปที่แผลเดิมตรงรูกว้างที่คอ แล้วฟันจนขาดครึ่งจากผิวด้านในของมัน
หุ่นยนต์กอลลิล่าที่พวกลิลลี่เคยบอกต้องหนีเอาชีวิตรอด ถูกฉันคนนี้ฟันขาดครึ่งอย่างง่ายดายในชั่วพริบตา
นี่ละคือความแตกต่างของการมีอาวุธสงครามอยู่ในมือ
“เจ้าควอตซ์เองก็ไม่เบาเหมือนกันนะ”
ที่ทางด้านซ้าย ฉันปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าควอตซ์ไป
เจ้าควอตซ์ใช้ร่างกายที่ใหญ่โตถึงสิบเมตร กับความสามารถดำดินในการสังหารศัตรู
มันใช้ร่างกายที่ใหญ่กว่า ใช้หางกับพลังรัดที่เหนือสามัญสำนึก พันธนาการร่างกาย แล้วดึงลงไปในดินเพื่อบีบรัดให้กลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
เห็นแล้วรู้สึกอยากลองสู้กับเจ้าควอตซ์ดูสักครั้งจัง
ถ้าถูกรัด มันจะรู้สึกดี---
อันตรายแฮะ…
เริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะเบี่ยงเบนไปในทิศทางที่อันตรายเอาเสียมาก ๆ
"..."
ตั้งสติหน่อยดิวซ์
ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาจะมาทำแบบนี้นะ!
ฉันก้มตัวหลบแสงเลเซอร์ที่ยิงมาจากทางด้านหลัง แล้ววิ่งไปหากลุ่มศัตรูที่อยู่ทางขวา
ศัตรูมีจำนวนมากกว่า การที่จะหลบทุกการโจมตีนั้น มันเป็นไปไม่ได้ตั้งแต่แรก
ดังนั้นจึงต้องใช้การสังเกตุดวงตา จับจังหวะที่เริ่มเรืองแสง แล้วหลบเฉพาะการโจมตีที่ทำให้ตัวเองหมดสภาพต่อสู้ก็พอ
ถึงจะโดนแสงถากแขนกับขาจนเกิดแผลน่ากลัวก็ช่างหัวมันไป
“ตัวที่สอง”
ฉันวาดขากวาดพื้นให้ฝุ่นฟุ้งกระจายขึ้นสูง แล้วหมุนตัวเพิ่มแรงฟันของเคียว ตัดรอยต่อตรงแขนทั้งสี่ข้างออกจากร่างกาย แล้วแทงเคียวเข้าไปในปากแผล ก่อนจะเร่งพลังรังสี ยิงโจมตีคลื่นความร้อนแผดเผาวงจรจากภายใน จนมันร้อนระอุแตกออกเป็นชิ้น ๆ
“ตัวที่สามกับตัวที่สี่”
กระโดดหลบหมัดที่ถูกเหวี่ยงมาจากทางขวา พลิกตีลังกาสามตลบพร้อมกับควงเคียวด้วยสองมือ แล้วฟันใส่ศรีษะอีกสองตัวที่อยู่ด้านล่าง
“ทางนี้ ทางนี้”
พอสูญเสียส่วนศรีษะ มันก็เริ่มบ้าคลั่ง แล้วเหวี่ยงหมัดไปทั่วจนไม่สนว่าใครเป็นมิตรหรือศัตรู
ฉันล่อพวกมัน ให้มาโจมตีใส่พวกมันกันเอง
“อึ๊ก… ตัวที่ห้ากับตัวที่หก”
แต่ก็แลกมากับการที่เสี่ยขาขวาไปข้างหนึ่ง
ในจังหวะที่ล่อให้มันชกเข้าใส่ เจ้าตัวที่หกก็ใช้มืออันใหญ่โตเข้ามาคว้าขาของฉันเอาไว้
พยายามที่จะหลบแล้ว แต่จำนวนที่ถูกโจมตีจากทั้งสี่ตัวพร้อมกัน มันมีมากไปหน่อย
สุดท้ายเลยพลาดท่า ถูกตัวที่หกคว้าขาข้างขวาเอาไว้ได้
ในช่วงนาทีของความเป็นความตายที่กำลังจะถูกตัวที่สามกับสี่กระหน่ำหมัดใส่ ฉันเลยตัดสินใจหมุนตัวบิดร่างกายเพื่อหักข้อต่อกับกระดูกขาขวาตัวเอง แล้วหลุดออกมาจากช่างว่างระหว่างมืออันใหญ่โตของมัน
สุดท้ายเจ้าตัวที่สามกับสี่เลยกระหน่ำชกใส่ตัวที่หกจนพังยับไปแทน
ถึงจะเจ็บแต่เร้าใจ---
สติค่ะ
ตั้งสติหน่อยค่ะตัวฉัน…
“ลาก่อน”
ฉันใช้ขาซ้ายยันพื้น แล้วกระโดดใส่เจ้าสามตัวที่กำลังสับสนตรงหน้า
ใช้เคียววาดระบำกลางอากาศ ฟันใส่ข้อต่อของศัตรูทุกตัวตรงอย่างแม่นยำ แยกพวกมันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยด้วยความเร็วสูง
เศษเหล็กพร้อมขายสามที่ได้แล้วค่ะ~
“ทางนั้นเองก็เรียบร้อยดีแล้วเหมือนกันสินะ”
ฉันหันกลับไปมองที่ศัตรูกลุ่มทางซ้ายมือ
ที่ตรงนั้น ไม่มีศัตรูเหลืออยู่อีกต่อไป
เพราะพวกมันถูกเจ้าควอตซ์ลากลงไปเชือดใต้ดินกันหมดแล้ว
ถึงจะมีเกล็ดหลุดร่วงไปบ้าง แต่โดยรวมถือว่ามันยังปลอดภัยดีกว่าฉันที่ขาขวาหักไปแล้ว
“ศัตรูหมดแล้วสินะ”
ถึงจะพูดออกไปแบบนั้น แต่ในใจกลับคิดว่ายังไม่น่าหมดแค่นี้
ทันใดนั้นแผ่นดินก็สั่นไหวราวกับจะตอบรับความคาดหวังของฉัน
“ชิ พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มาทันทีเลยนะ"
*ฟ่อ! *
จะเอายังไงดี
จากจุดนี้ถึงหอคอยโบราณ มันยังอยู่อีกไกลมาก
ด้วยสภาพขาแบบนี้ จะวิ่งไปทันก่อนที่กำลังเสริมของศัตรูจะโผล่ออกมาหรือเปล่า?
ไม่ลองคงไม่รู้---
*บรึ้ม! *
หอคอยโบราณที่เป็นเป้าหมายสำรวจแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยต่อหน้า
ควันสีดำ กับระเบิดแสงสีแดงผุดขึ้นเป็นดอกเห็นไปทั่วแผ่นดินโดยรอบหอคอย
แล้ววินาทีถัดมา ทั้งแผ่นดินรอบหอคอยก็แตกระแหงออกเป็นชิ้น ๆ
"เกิดอะไรขึ้น? "
ท่ามกลางหมอกควันไฟที่ขึ้นหนาทึบ มีเงาของบางสิ่งซ่อนอยู่ในนั้น
มันมีขนาดใหญ่มากกว่าสิบเมตร และมีดวงตาสีแดงเป็นเส้นตรงยาว
มันส่งเสียงหวูดร้องคล้ายเสียงปลาวาฬ
ด้วยเหตุผลบางอย่าง พอได้ยินเสียงนั้นแล้ว ฉันกลับรู้สึกเศร้าเป็นอย่างมาก
ในตอนนั้นเอง
"ม่ายยยยยย! "
"กรีด! "
ก็มีอีกเสียงหนึ่งดังขึ้นมา
มันเป็นเสียงที่ฉันรู้จักเป็นอย่างดี
ฉันจำไม่ผิดแน่ เจ้าของเสียงนั้นคงเป็น
"พี่ค่ะ! "
เสียงของเอจ พี่ชายของฉันเอง