Pioneer Era

    ตอนที่ 120 มุ่งสู่เตาสุริยะแห่งสุดท้าย

    ***สตรีผู้มีไฟหน้าอันยิ่งใหญ่ [ดิวซ์]

    " นี่ฉัน โนอาร์ค่ะ รบกวนท่านดิวซ์ช่วยไปเปิดสวิตช์ของระบบเตาสุริยะที่ 8 ให้ทีค่ะ ถ้าทำได้ มันจะช่วยหยุดหายนะที่จะเกิดขึ้นกับชนเผ่าสัตว์ได้ค่ะ"

    นั่นคือข้อความสุดท้ายที่ติดต่อกับพวกลิลลี่ ก่อนจะกัดฟันเบือนหน้าหนีจากการสังหารหมู่ที่ลานกว้าง

    ที่ตรงนี้ ฉันไม่สามารถทำอะไรได้อีกแล้ว

    พวกโกเลม.. มันสังหารชนเผ่าท้องถิ่นตรงลานกว้างไปกันหมดแล้ว



    ฉันไม่รู้ว่าสิ่งที่โนอาร์พูดมันเชื่อถือได้หรือไหม แต่ฉันเองก็ใช้ว่าจะมีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้

    แถมสงครามที่ไม่อยากให้เกิดมันก็อุบัติขึ้นมาแล้ว

    ภายในเมืองกำลังเริ่มควบคุมชนเผ่าท้องถิ่น กำแพงถูกปิดกั้นห้ามเข้าออก เรด้า กับโดรนสังหารถูกปลดปล่อยบินว่อนไปทั่วป่า กองทัพอากาศกับเรือรบพร้อมเตรียมโจมตีทุกเวลา

    ด้วยระดับทางเทคโนโลยีที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว ไม่ว่าพวกเขางัดเอากลยุทธ์อะไรออกมาใช้ พวกเขาจะไม่มีทางเอาชนะเทคโนโลยีสงครามยุคใหม่ได้

    พวกเขาจะต้องตายราบไม่มีเหลือแน่นอน

    ฉันคิดเช่นนั้น



    "ว่าแต่จะตามมาทำไมเนี่ย!? ไม่ได้ยินหรือยังไง ว่าเจ้านายของเจ้ากำลังเดินทางมานะ! "

    *ฟ่อ*

    เจ้าควอตซ์มันยังคงเลื้อยตามฉันไม่ยอมออกห่าง

    มันผงกหัว แล้วส่งสายตาที่แน่วแน่มาให้ฉัน

    "นี่เจ้า... อยากจะช่วยสินะ? "

    *ฟ่อ! *

    สมกับที่เป็นสัตว์เลี้ยงของไพไรต์ มีหัวใจที่คิดอยากจะปกป้องชนเผ่า แทบไม่ต่างกับเจ้านายของมันเลยสักนิด

    "งั้นตามมา! "

    ฉันกับควอตซ์เริ่มออกตัวมุ่งหน้าไปเหมืองแร่โฮป ปากทางเข้าสู่ [ดินแดนใต้พิภพ] ที่พวกโฮปกับลิลลี่เคยผจญภัยในอดีต

    เพราะโฮปค้นพบแร่ภูติที่นั่น เลยถูกนายทุนเข้าควบคุมจัดทำเป็นเหมืองแร่ขนาดใหญ่



    "ชะ---ช่วยด้วย! "

    พวกโกเลมอีกแล้วเรอะ

    ฉันรีบใช้วิชาย่นระยะ ถีบสองขาพุ่งตัวออกไปดั่งจรวด พร้อมกับง้างเคียวสีดำขนาดใหญ่ขึ้นที่ข้างลำตัว

    "ย๊ะ! "

    แล้วจัดการฟันโกเลมขนาดสามเมตรตรงหน้าไปพร้อมกับแกนคริสตัลที่อยู่ข้างใน

    "ขะ---ขอบคุณ! "

    ถึงจะดูเสียมารยาท แต่ตอนนี้ฉันกำลังรีบอยู่

    ฉันวิ่งต่อไปโดยไม่แต่จะมองหน้าคนที่ถูกช่วย

    เสียงกรีดร้องยังคงดังไปทั่วทุกมุมถนนไม่ขาดสาย

    ฉันอยากวิ่งไปช่วยทุกคนเท่าที่จะทำได้ แต่เวลามันไม่มีแล้ว

    ที่ทำได้ จึงมีแต่ช่วยเฉพาะคนที่บังเอิญมาอยู่ในเส้นทางที่ฉันวิ่งผ่านเท่านั้น

    ชิ…

    รู้สึกเจ็บใจชะมัด



    " ถึงแล้ว! "

    *ฟ่อ! *

    พวกเราใช้เวลาห้านาทีกับการวิ่งตัดถนนใหญ่มาที่หน้าเหมืองแร่โฮป

    ปากทางเข้ายังคงถูกคลุมด้วยเต็นท์สนามผ้าใบสีขาวขนาดใหญ่

    ยามคือเผ่ายักษ์ท่าทางแข็งแกร่งจำนวนสี่คน

    อาวุธคือปืนกลขนาดใหญ่ที่เอาไว้สำหรับติดบนรถถัง



    "หละหลวมสิ้นดี ฮึบ! ”

    ฉันใช้วิชาตัวเบา วิ่งไร้เสียง อ้อมไปทางด้านหลังของเต็นท์ แล้วใช้มีดเตรียมสร้างทางเข้าจากทางด้านหลังของเต็นท์---

    "เต็นท์ขาดเป็นรู? หละหลวมสุด ๆ! "

    คิดไม่ถึงเลยแฮะว่าผนังเต็นท์จะขาดเป็นรูมาตั้งแต่แรก

    ฉันลดมีดในมือแล้วมุดเข้าไปข้างในอย่างเงียบ ๆ

    ข้างในเต็นท์ มีเพียงแค่โต๊ะ เครื่องตรวจอาวุธ กับกล้องวงจรปิดจำนวนสามตัวที่แขวนเอาไว้ตรงหัวมุม

    ไม่มียามเฝ้าข้างใน ไม่มีพนักงานดูแล ไม่มีคนงาน แถมยังปิดไฟมืดสนิท

    ดูท่าจะเป็นเพราะการประกาศเคอร์ฟิว เลยทำให้ไม่มีใครมาทำงานกันสินะ?



    “บุกเข้าไปเลย! ”

    ฉันวิ่งผ่านห้องฆ่าเชื้อ ผ่านห้องพักพนักงาน แล้วลงไปตามเส้นทางเดินที่ถูกปูเอาไว้ด้วยแผ่นยางสีเทากันลื่น

    อุโมงค์ที่ถูกขุดขึ้นเป็นเส้นทางเดินแห่งนี้ มีขนาดอยู่ที่ราวสี่เมตร สูงห้าเมตร

    รางคู่ที่ใช้สำหรับขนถ่ายสินค้า ถูกขุดเป็นอีกเส้นเลียบขนานไปกับเส้นทางเดิน

    ผนังทั้งสองฝั่ง จะมีโครงเหล็กบอบบางค้ำเอาไว้เป็นระยะทุก ๆ สิบเมตร

    ถึงจะดูบอบบาง แต่มันแข็งแรงมาก เพราะพวกมันจะคอยแผ่สนามพลังงานแรงสูง จนกลายเป็นกำแพงโปรงแสงที่คอยใช้คำยันผนังดินที่อยู่รายรอบ

    “อย่าเผลอไปโดนมันเข้านะควอ

    แต่เทคโนโลยีตัวนี้มันอันตราย เพราะถ้าหากมีใครไปสัมผัส ส่วนกายเนื้อที่สัมผัสจะถูกสนามพลังนั้นทำลาย แล้วกลายเป็นเนื้อมะเร็งในทันที



    “ระวังอย่าไปโดนมันนะควอตซ์”

    *ฟ่อ! *

    พวกเราวิ่งไปตามเส้นทางอย่างรวดเร็ว โดยไม่สนใจว่ากล้องวงจรปิดจะเก็บภาพของพวกเราเอาไว้

    ถ้ามามัวแต่ระวังกล้อง คงใช้เวลาทั้งวันแน่

    พวกเราลงมาลึกมากขึ้น จนกระทั้งพบกับแสงสว่างส่องประกายขึ้นที่ปลายของเส้นทางเดิน

    “ที่นี่นะหรือคือดินแดนใต้พิภพ? ”

    ข้างในนั้นเหมือนอย่างที่ลิลลี่กับโฮปเคยเล่าให้ฟังทุกประการ

    มันคือโพรงใต้ดินขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่กว้างขวาง จนราวกับเป็นโลกอีกใบหนึ่ง

    มีต้นไม้ มีลำธาร มีระบบนิเวศน์ มีซากของโบราณสถาน รวมไปถึงมีพระอาทิตย์

    เจ้าวัตถุนั้นมันลอยอยู่ใจกลางอากาศ ณ ใจกลางดินแดน

    มันทำหน้าที่เป็นดั่งพระอาทิตย์ของดินแดนใต้พิภพ

    สิ่งเดียวที่แตกต่างจากเรื่องเล่าของลิลลี่ คือการที่มีเต็นท์คนงานจำนวนมากกระจายไปทั่ว กับมีร่องรอยของการขุดเจาะเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก

    หากสังเกตุให้ดี ยังมีซากของบางสิ่งที่ดูคล้ายหุ่นยนต์ถูกนำมาสุมรวมกันเป็นภูเขาขยะที่ใกล้ ๆ ปากทางเข้าตรงนี้ด้วย

    พวกมันคงเป็นหุ่นยนต์กอลิล่าที่ลิลลี่เคยเล่าให้ฟังสินะ?



    “ต้องรีบหาห้องควบคุม”

    จากคำบอกเล่าของโนอาร์ เห็นว่าก้อนทรงกลมที่ส่องแสง แท้ที่จริงมันคือหนึ่งในระบบให้พลังงานของเตาสุริยะ

    ส่วนเครื่องควบคุม มันน่าจะตั้งอยู่ไม่ไกลจากเตาที่ว่า

    ฉันวิ่งตรงไปที่พระอาทิตย์ใต้พิภพด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่ขาคู่นี้จะทำได้

    “น่าสงสัย…”

    มันสงบเกินไป

    ไม่มีแม้แต่เสียงของสัตว์ป่า

    แถมตามรายทาง ยังมีเศษซากของหุ่นยนต์กอลลิล่าสี่แขนที่ถูกทำลาย ทิ้งนอนเรียงรายเป็นเส้นทางตรงไปทั่ว

    สภาพของหุ่นยนต์ยังดูสดใหม่ ราวกับว่าพึ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้

    ซากศพของพวกมัน กำลังนำทางฉันไปสู่หอคอยสีเทาที่เต็มไปด้วยเถาวัลย์ตรงใจกลางดินแดน ณ ใต้พระอาทิตย์เทียมดวงนั้น



    “... ระวังตัวด้วยนะ”

    *ฟ่อ! *

    ดวงตาของเจ้าควอตซ์เริ่มกลายเป็นสีแดง

    มันแลบลิ้น แล้วลงไปเลื้อยแนบผิวดิน เพื่อเตรียมตัวรับมือการโจมตีที่อาจจะกำลังเกิดขึ้น

    “มาแล้ว! ”

    ฉันรีบกระโดดหลบลำแสงสีแดงที่พุ่งเข้าใส่

    มีหุ่นยนต์กอลลิล่าสี่แขนจำนวนสิบตัวกำลังผุดขึ้นมาจากผิวดินข้างใต้

    พวกมันง้างแขนทั้งสี่ขึ้นสูง พร้อมกับใช้ดวงตาสีแดงยิงลำแสงโจมตีใส่ต่อเนื่อง โดยไม่คิดที่จะหยุดพักหายใจ

    หลบได้ไม่หมดแฮะ…

    โชคดีที่ผ้าคลุมนักเรียนถูกออกแบบมาให้เป็นเกราะป้องกัน เลยทำให้ยังพอรับการโจมตีประเภทนี้ได้

    แต่ชุดนักเรียนมันไม่ใช่ชุดนักรบ

    เพียงรับลำแสงไปแค่สองถึงสามนัด มันก็เริ่มเสียหายจนกลายเป็นรูกว้าง

    ฉันเห็นลิลลี่เคยบอก ว่าตอนนั้นเกือบเอาชีวิตไม่รอด ถ้าหากว่าไม่ได้คนมาช่วยเอาไว้ทัน

    สรุปคือหุ่นยนต์พวกนี้มันมีฝีมือน่ากลัวพอตัว

    แต่ฉันไม่เหมือนกับพวกลิลลี่ในตอนนั้น เพราะว่าฉันมีอาวุธสงครามพกติดตัวมาด้วย



    “หมอบ! ”

    *ฟ่อ!? *

    เจ้าควอตซ์รีบมุดลงดินโดยสัญชาตญาณ

    เคียวสีดำที่ฉันพกมา มันไม่ใช่เคียวสำหรับใช้ฝึกซ้อมอย่างที่เข้าใจกัน

    แต่มันเป็นเคียวสุดรักที่ฉันใช้เงินเก็บแอบสั่งทำพิเศษ แล้วปลอมแปลงให้ดูเหมือนเป็นของสำหรับใช้ฝึกซ้อมที่โรงเรียนจัดหามาให้

    ไม่อย่างงั้น มันคงเอามาใช้ต่อสู้จริงไม่ได้หรอก

    ฉันหมุนด้ามจับเพื่อปรับความแรงของคลื่นรังสีให้ทะลุแกนขีดจำกัด เปลี่ยนโหมดให้มันเข้าสู่สภาวะสงคราม

    ใบดาบของเคียวถูกหุ้มไปด้วยแสงสีน้ำเงินที่เจิดจ้า ประดุจมีออร่าของเทพเจ้ากำลังห่อหุ้มเอาไว้

    “ฮะ! ”

    ทันทีที่วาดเคียวออกไป คลื่นรังสีอันคมกริบก็ถูกปลดปล่อย

    มันคือคลื่นดาบสีน้ำเงินที่มีถูกวาดเป็นวงพระจันทร์เสี้ยว

    ขนาดของมันมีความยาวมากถึงสามสิบเมตร

    มันถูกวาดเป็นวงกลมขนาดใหญ่ขึ้นตรงหน้า แล้วตัดทุกสิ่งจนขาดสะบั้นเป็นส่วนบนกับล่างในพริบตา



    แต่ทว่า…

    *ฮูมมมมม! *

    คมดาบรังสีที่โจมตีออกไปนั้น ไม่อาจทำได้แม้แต่ระคายผิวกายของเจ้ากอลลิล่าสีขาว

    จริงสิ…

    เจ้านี่คงถูกสร้างจากแร่เฮเดส แร่ที่มีคุณสมบัติดูดซับคลื่นรังสีได้ทุกชนิด

    แถมยังทนความร้อนได้สูงอีกด้วย

    ฉันนี่… ดันมาพลาดท่าโง่ ๆ เสียได้นะ



    เจ้าหุ่นกอลลิล่าเริ่มยกแขนทั้งสี่ขึ้นสูง แล้วทุบหน้าอกตัวเองอย่างรุนแรง

    ดวงตาสีแดงของมันเริ่มส่องประกายเจิดจ้า---

    “เหวอ! ”

    ---ก่อนจะยิงเลเซอร์โจมตีใส่ฉันอีกครั้ง

    คราวนี้มันเล็งโจมตีใส่หัว เพื่อหวังให้ตายคาที่ภายในนัดเดียว

    "อ๊าย! "

    ฉันหลบออกมาได้ทันในเสี้ยววินาที

    ถ้าตัดสินใจช้ากว่านี้ ฉันคงกลายเป็นร่างไร้หัวตายคาที่ไปแล้ว

    รู้สึกได้ว่าชีวิตตัวเองกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้ายของความเป็นกับความตาย

    หัวใจเต้นระส่ำอย่างรุ่นแรง

    เหงื่อกาฬไหลรินท่วมผิวกายกับใบหน้า

    ถ้าหากพลาดเพียงครั้งเดียว นั่นคือชีวิตของตัวเอง

    สถานการณ์แบบนี้ มันกำลังทำให้ฉัน…

    รู้สึก

    รู้สึกสนุกจัง~



    “การต่อสู้มันต้องแบบนี้สิ! ”

    นี่เป็นอีกหนึ่งความลับที่ฉันไม่เคยบอกใคร หรือแม้แต่กับพี่ชายตัวเอง

    ว่าความจริงแล้ว ฉันเป็นคนที่ชอบการต่อสู้แบบเสี่ยงชีวิต

    รู้สึกว่าจะเริ่มชอบความรู้สึกตื่นเต้นนี้ ก็ตั้งแต่ตอนที่แขนตัวเองขาดเพราะสู้กับปีศาจสีทองเมื่อเดือนที่แล้ว

    และนั่นเป็นจุดเริ่มที่ฉันสั่งซื้อเคียวสงครามมาใช้

    แต่เพื่อรักษาภาพลักษณ์ ฉันเลยยังทำตัวเป็นเด็กเรียบร้อยดั่งผ้าพับเวลาที่อยู่ต่อหน้าคนอื่น

    ไม่สิ มีเจ้าเยลโล่รู้ความลับอยู่คนหนึ่ง

    ตอนนั้น ฉันสังสอนมันรุนแรงไปหน่อย เลยเผลอปล่อยนิสัยดิบเถือนออกไป

    โชคดีที่มันกลัวจนความทรงจำเลือนหาย เลยทำให้ความลับนี้ยังไม่แตก

    แต่ทว่าที่นี่ไม่มีใครอยู่

    ดังนั้นฉันจึงสามารถ---



    “เฮียะ ฮะ ฮะ ฮะ! ”

    ---สามารถปลดปล่อยอารมณ์ของตัวเองได้เต็มที่!

    วิ่งสวนทางเส้นแสง ตัดระยะตรงเข้าใส่ด้วยเส้นทางที่สั้นที่สุด

    อุ๊ก! รู้สึกเหมือนจะถูกถากเข้าที่หน้าผากแฮะ

    ความร้อนจากปากแผลแผ่ซ่านไปทั่วร่าง หัวใจเต้นอย่างบ้าคลั่ง อะดรีนาลีนสูบฉีดพล่าน

    มันเป็นความรู้สึกที่ดีที่ไม่อาจหาได้จากการต่อสู้ฝึกซ้อมใด ๆ

    ฟินแท้~



    “ตาย! ”

    ฉันเข้าประชิดหุ่นยนต์โกเลมที่อยู่ใกล้ที่สุด วิ่งหลบหมัดทั้งสี่ขนาดยักษ์ที่โหมทุบลงมาใส่ แล้วซ่อนตัวอยู่ในม่านฝุ่นดินที่ลอยคลุ้งขึ้นสูง

    ใช้ขาทั้งสองกระโดดเหยียบไต่ขึ้นไปตามแผ่นหลังที่แผ่กว้าง แล้วลงเคียวสังหาร ตัดต้นคอของมันออกมา

    ถึงจะป้องกันรังสีได้ทุกชนิด แต่แร่เฮเดสนั้นไม่อาจทนต่อแรงกระแทกอย่างลูกปืนได้

    ความมีความแข็งแค่ระดับทนต่อการฟันแทงธรรมดาเท่านั้น

    แล้วเคียวนี้จะฟันเข้าหรือเปล่า?

    ฉันไม่รู้

    งั้นคงต้องเล็งไปที่ช่องว่างเล็ก ๆ ระหว่างรอยต่อของมันแทน

    เล็งไปตรงรอยต่อที่เล็กระดับให้ตัวอะมีบามุดนั่นละ

    ฉันรวมพลังทั้งหมดไปที่คมของเคียว แล้วฟันด้วยความรวดเร็วดั่งแสงลงไปที่รอยต่อระหว่างส่วนหัวกับร่างกาย



    ปลายเคียวของฉันแทงลึกเข้าไปในรอยแยก

    แทงลงไป แล้วแหวกเปิดออกจนกว้างขึ้น ดั่งการแงะเปิดฝากระป๋องเหล็ก

    *ปี๊ด*

    แสงสว่างสีแดงจากดวงตาของมันเลือนหายไป

    แต่มันยังไม่ตาย แขนของมันยังขยับได้อยู่

    ฉันจึงมอบของขวัญชิ้นสุดท้ายให้มัน ด้วยการแทงปลายที่โค้งงอของเคียวเข้าไปในร่าง ซ้ำลงไปที่แผลเดิมตรงรูกว้างที่คอ แล้วฟันจนขาดครึ่งจากผิวด้านในของมัน

    หุ่นยนต์กอลลิล่าที่พวกลิลลี่เคยบอกต้องหนีเอาชีวิตรอด ถูกฉันคนนี้ฟันขาดครึ่งอย่างง่ายดายในชั่วพริบตา

    นี่ละคือความแตกต่างของการมีอาวุธสงครามอยู่ในมือ



    “เจ้าควอตซ์เองก็ไม่เบาเหมือนกันนะ”

    ที่ทางด้านซ้าย ฉันปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าควอตซ์ไป

    เจ้าควอตซ์ใช้ร่างกายที่ใหญ่โตถึงสิบเมตร กับความสามารถดำดินในการสังหารศัตรู

    มันใช้ร่างกายที่ใหญ่กว่า ใช้หางกับพลังรัดที่เหนือสามัญสำนึก พันธนาการร่างกาย แล้วดึงลงไปในดินเพื่อบีบรัดให้กลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

    เห็นแล้วรู้สึกอยากลองสู้กับเจ้าควอตซ์ดูสักครั้งจัง

    ถ้าถูกรัด มันจะรู้สึกดี---

    อันตรายแฮะ…

    เริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะเบี่ยงเบนไปในทิศทางที่อันตรายเอาเสียมาก ๆ

    "..."

    ตั้งสติหน่อยดิวซ์

    ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาจะมาทำแบบนี้นะ!



    ฉันก้มตัวหลบแสงเลเซอร์ที่ยิงมาจากทางด้านหลัง แล้ววิ่งไปหากลุ่มศัตรูที่อยู่ทางขวา

    ศัตรูมีจำนวนมากกว่า การที่จะหลบทุกการโจมตีนั้น มันเป็นไปไม่ได้ตั้งแต่แรก

    ดังนั้นจึงต้องใช้การสังเกตุดวงตา จับจังหวะที่เริ่มเรืองแสง แล้วหลบเฉพาะการโจมตีที่ทำให้ตัวเองหมดสภาพต่อสู้ก็พอ

    ถึงจะโดนแสงถากแขนกับขาจนเกิดแผลน่ากลัวก็ช่างหัวมันไป

    “ตัวที่สอง”

    ฉันวาดขากวาดพื้นให้ฝุ่นฟุ้งกระจายขึ้นสูง แล้วหมุนตัวเพิ่มแรงฟันของเคียว ตัดรอยต่อตรงแขนทั้งสี่ข้างออกจากร่างกาย แล้วแทงเคียวเข้าไปในปากแผล ก่อนจะเร่งพลังรังสี ยิงโจมตีคลื่นความร้อนแผดเผาวงจรจากภายใน จนมันร้อนระอุแตกออกเป็นชิ้น ๆ



    “ตัวที่สามกับตัวที่สี่”

    กระโดดหลบหมัดที่ถูกเหวี่ยงมาจากทางขวา พลิกตีลังกาสามตลบพร้อมกับควงเคียวด้วยสองมือ แล้วฟันใส่ศรีษะอีกสองตัวที่อยู่ด้านล่าง

    “ทางนี้ ทางนี้”

    พอสูญเสียส่วนศรีษะ มันก็เริ่มบ้าคลั่ง แล้วเหวี่ยงหมัดไปทั่วจนไม่สนว่าใครเป็นมิตรหรือศัตรู

    ฉันล่อพวกมัน ให้มาโจมตีใส่พวกมันกันเอง



    “อึ๊ก… ตัวที่ห้ากับตัวที่หก”

    แต่ก็แลกมากับการที่เสี่ยขาขวาไปข้างหนึ่ง

    ในจังหวะที่ล่อให้มันชกเข้าใส่ เจ้าตัวที่หกก็ใช้มืออันใหญ่โตเข้ามาคว้าขาของฉันเอาไว้

    พยายามที่จะหลบแล้ว แต่จำนวนที่ถูกโจมตีจากทั้งสี่ตัวพร้อมกัน มันมีมากไปหน่อย

    สุดท้ายเลยพลาดท่า ถูกตัวที่หกคว้าขาข้างขวาเอาไว้ได้

    ในช่วงนาทีของความเป็นความตายที่กำลังจะถูกตัวที่สามกับสี่กระหน่ำหมัดใส่ ฉันเลยตัดสินใจหมุนตัวบิดร่างกายเพื่อหักข้อต่อกับกระดูกขาขวาตัวเอง แล้วหลุดออกมาจากช่างว่างระหว่างมืออันใหญ่โตของมัน

    สุดท้ายเจ้าตัวที่สามกับสี่เลยกระหน่ำชกใส่ตัวที่หกจนพังยับไปแทน

    ถึงจะเจ็บแต่เร้าใจ---

    สติค่ะ

    ตั้งสติหน่อยค่ะตัวฉัน…



    “ลาก่อน”

    ฉันใช้ขาซ้ายยันพื้น แล้วกระโดดใส่เจ้าสามตัวที่กำลังสับสนตรงหน้า

    ใช้เคียววาดระบำกลางอากาศ ฟันใส่ข้อต่อของศัตรูทุกตัวตรงอย่างแม่นยำ แยกพวกมันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยด้วยความเร็วสูง

    เศษเหล็กพร้อมขายสามที่ได้แล้วค่ะ~



    “ทางนั้นเองก็เรียบร้อยดีแล้วเหมือนกันสินะ”

    ฉันหันกลับไปมองที่ศัตรูกลุ่มทางซ้ายมือ

    ที่ตรงนั้น ไม่มีศัตรูเหลืออยู่อีกต่อไป

    เพราะพวกมันถูกเจ้าควอตซ์ลากลงไปเชือดใต้ดินกันหมดแล้ว

    ถึงจะมีเกล็ดหลุดร่วงไปบ้าง แต่โดยรวมถือว่ามันยังปลอดภัยดีกว่าฉันที่ขาขวาหักไปแล้ว

    “ศัตรูหมดแล้วสินะ”

    ถึงจะพูดออกไปแบบนั้น แต่ในใจกลับคิดว่ายังไม่น่าหมดแค่นี้



    ทันใดนั้นแผ่นดินก็สั่นไหวราวกับจะตอบรับความคาดหวังของฉัน

    “ชิ พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มาทันทีเลยนะ"

    *ฟ่อ! *

    จะเอายังไงดี

    จากจุดนี้ถึงหอคอยโบราณ มันยังอยู่อีกไกลมาก

    ด้วยสภาพขาแบบนี้ จะวิ่งไปทันก่อนที่กำลังเสริมของศัตรูจะโผล่ออกมาหรือเปล่า?

    ไม่ลองคงไม่รู้---



    *บรึ้ม! *

    หอคอยโบราณที่เป็นเป้าหมายสำรวจแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยต่อหน้า

    ควันสีดำ กับระเบิดแสงสีแดงผุดขึ้นเป็นดอกเห็นไปทั่วแผ่นดินโดยรอบหอคอย

    แล้ววินาทีถัดมา ทั้งแผ่นดินรอบหอคอยก็แตกระแหงออกเป็นชิ้น ๆ

    "เกิดอะไรขึ้น? "

    ท่ามกลางหมอกควันไฟที่ขึ้นหนาทึบ มีเงาของบางสิ่งซ่อนอยู่ในนั้น

    มันมีขนาดใหญ่มากกว่าสิบเมตร และมีดวงตาสีแดงเป็นเส้นตรงยาว

    มันส่งเสียงหวูดร้องคล้ายเสียงปลาวาฬ

    ด้วยเหตุผลบางอย่าง พอได้ยินเสียงนั้นแล้ว ฉันกลับรู้สึกเศร้าเป็นอย่างมาก

    ในตอนนั้นเอง

    "ม่ายยยยยย! "

    "กรีด! "

    ก็มีอีกเสียงหนึ่งดังขึ้นมา

    มันเป็นเสียงที่ฉันรู้จักเป็นอย่างดี

    ฉันจำไม่ผิดแน่ เจ้าของเสียงนั้นคงเป็น

    "พี่ค่ะ! "

    เสียงของเอจ พี่ชายของฉันเอง