บทที่ 23 ไม่มีงานทำไม่ได้
เช้าวันรุ่งขึ้น ซ่งเฉียวและซูจงจวินตื่นนอนพร้อมกัน ขณะที่ซ่งเฉียวกำลังล้างหน้าแปรงฟัน ซูจงจวินก็อาสาไปทำอาหารเช้าให้ด้วยความเต็มใจ โดยปกติเขาจะทำอาหารเช้าอยู่แค่สองอย่าง คือก๋วยเตี๋ยวและแผ่นแป้งทอด ขณะที่กำลังทอดแผ่นแป้ง ซูจงจวินก็นึกถึงคำพูดของซ่งเฉียวที่บอกว่าต้องกินไข่วันละฟอง เขาจึงหันไปหยิบไข่สองฟองจากตู้ชั้นล่างสุดมาต้ม
ข้างหน้าต่างมีโถดินเผาใบเล็กใส่ผักดองที่ซ่งเฉียวเรียนรู้วิธีทำมาจากพี่สะใภ้ต้วน
"ซ่งเฉียว ผักดองกินได้หรือยัง?" ซูจงจวินยืนถามอยู่ที่ประตูครัว
ซ่งเฉียวได้ยินเสียงจึงะโตอบกลับไปว่า "พรุ่งนี้ถึงจะเปิดฝาได้น่ะ คุณผัดพวกผักใบเขียวแทนไปก่อนก็ได้ ถ้าไม่กินเดี๋ยวมันก็เหี่ยวเน่าหมด"
เขาทำปากเบะ พลางคิดว่าพอสั่งเขาได้ก็สั่งเอาเสียจริง
ซูจงจวินถอนหายใจอย่างจนใจ แล้วเด็ดผักใบเขียวที่เหลือในตะกร้า ล้างแล้วนำไปผัดในกระทะ ตอนที่เขาออกมาทิ้งเศษผัก เห็นซ่งเฉียวกำลังเดินขึ้นไปชั้นบน
เธอจะขึ้นไปฉีดน้ำหอมทุกวัน รอให้อยู่บนเกาะสักสามสี่ปีก่อนเถอะ คงไม่มีอารมณ์มาทำอะไรพวกนี้แล้ว!
ซูจงจวินรู้สึกว่าตัวเองแต่งงานแล้วกลับกลายเป็คนรับใช้ของซ่งเฉียว นอกจากซักผ้าแล้ว ยังต้องทำอาหารและต้มน้ำ ยังมีอะไรที่เขาไม่ได้ทำบ้าง? เื่นี้แม้แต่ผู้บัญชาการหลิวก็ยังเอามาหัวเราะเยาะเขาหลายครั้งแล้ว
หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ ซ่งเฉียวออกไปให้อาหารไก่ หวังว่าจะได้เห็นแม่ไก่ออกไข่สักฟอง แต่ผลปรากฏว่าในรังว่างเปล่าจนทำให้เธอผิดหวัง
"เกิดอะไรขึ้นนะ สองวันแล้วยังไม่มีไข่สักฟอง"
"แค่สองวันเอง คุณจะรีบร้อนไปทำไม" ซูจงจวินกำลังล็อกประตู ไม่เคยคิดว่าจะมีวันที่พวกเขาสองคนได้ไปทำงานด้วยกัน แถมยังเป็ที่เดียวกันอีก
วันนี้เสี่ยวจางมีธุระ จึงขอลาครึ่งวันกับซูจงจวิน
ทำให้ทั้งสองคนจำต้องเดินไปทำงาน ระหว่างทางสายตาของทุกคนจับจ้องมาที่ซ่งเฉียว พอทั้งสองคนเดินผ่านไปไกล ๆ ก็กระซิบกระซาบวิพากษ์วิจารณ์กัน
"ภรรยาของผู้พันซูมีความสามารถขนาดนั้นจริงเหรอ?"
"ฉันว่าเธอยังดูเด็กมากอยู่เลยนะ แม้แต่เื่ที่ผู้บัญชาการหลิวยังทำไม่ได้ เธอจะแก้ปัญหาได้เหรอ?"
บางคนก็ไม่เชื่อในความสามารถของเธอ
"รอดูความอัปยศกันได้เลย ตอนนี้ก็ทำท่าเหมือนเก่งไปเถอะ"
ซ่งเฉียวมีหูที่ดี แม้จะอยู่ห่างจากพวกเธอพอสมควร แต่ก็ยังได้ยินทุกอย่างชัดเจน เธอหันกลับไปจ้องมองพวกนั้นด้วยสายตาดุดัน ทำให้อีกฝ่ายใรีบกระจายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว
"เห็นแล้วใช่ไหมว่าคนอื่นมีทัศนคติยังไงกับคุณ" ซูจงจวิน้าจะบอกว่าความคิดเห็นของเขาเมื่อคืนไม่ได้มาจากความว่างเปล่า
"จะให้ฉันถอยเพราะความคิดเห็นของคนอื่นงั้นเหรอ?"
ซูจงจวินได้ยินดังนั้นก็เลิกคิ้วขึ้น เด็กสาวคนนี้พูดจากล้าหาญจริง ๆ เขาหัวเราะเบา ๆ แล้วพูดสนับสนุนเธอ "เอาซิ คุณก็แสดงความสามารถของคุณให้พวกเขาเห็นไปเลย"
ซ่งเฉียวกลอกตาใส่เขา ราวกับจะบอกว่าไม่อยากคุยกับคนที่พูดจาประชดประชัน
วันนี้เมื่อมาถึงสำนักงาน เธอก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าบรรยากาศของนายทหารทั้งสองคนในห้องนั้นแตกต่างจากเมื่อวาน หยางกุ้ยมองเธอด้วยสายตาชื่นชม ส่วนหลิวจวินแม้จะยังไม่พอใจ แต่น้ำเสียงในการพูดก็ถือว่าดีกว่าเมื่อวานมาก
"พี่สะใภ้ นั่งก่อนครับ วันนี้คุณจะทำอะไรครับ?" หยางกุ้ยพูดพลางหยิบสมุดโน้ตของตัวเองออกมา
ซ่งเฉียวรู้สึกเขินอาย พลางโบกมือเรียกเขา "เพื่อนร่วมงานหยางกุ้ย คุณทำเกินไปแล้ว พวกเราแค่เรียนรู้ร่วมกันเอง" จากนั้นเธอหันไปมองหลิวจวินและถามอย่างสุภาพ "เพื่อนร่วมงานหลิวจวินคะ ฉันขอดูแผนที่สำรวจทางธรณีวิทยาก่อนได้ไหมคะ?"
หลิวจวินไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ส่งสายตาให้ทหารหนุ่มที่ยืนอยู่ที่หน้าประตู เขาก้าวมารับกุญแจแล้วเดินไปที่ห้องเก็บเอกสารข้าง ๆ รีบนำแผนที่สำรวจทางธรณีวิทยาทั้งหมดมาให้
ซ่งเฉียวใช้เวลาทั้ง่เช้าดูแผนที่สำรวจทางธรณีวิทยา โดยมีหยางกุ้ยนั่งอยู่ตรงข้าม แผนที่ในปัจจุบันกับในอนาคตยังมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง เมื่อซ่งเฉียวมองไม่ชัดหรือไม่เข้าใจตรงไหน เธอก็จะถามหยางกุ้ย อีกฝ่ายก็จะถือโอกาสถามคำถามเชิงวิชาการไปด้วย ซ่งเฉียวก็อธิบายให้เขาฟังอย่างใจเย็น ทำให้ความชื่นชมที่เขามีต่อซ่งเฉียวพุ่งสูงขึ้นอีกไม่น้อย
ซ่งเฉียวดูแผนที่จนเพลิน จนกระทั่งได้ยินเสียงสัญญาณเวลาอาหารกลางวัน เธอถึงได้สติกลับมา
"พี่สะใภ้ครับ เที่ยงนี้ไปกินข้าวที่โรงอาหารกับพวกเราไหมครับ?" หยางกุ้ยลุกขึ้นเก็บของ
ซ่งเฉียวไม่ชินกับสถานที่แปลกใหม่ เธอจึงโบกมือปฏิเสธ "ไม่ละ ฉันกลับไปทำกินที่บ้านดีกว่า"
เวลาพักเที่ยงบนเกาะมีเกือบสามชั่วโมง เธอกลับไปทำอาหารแล้วยังมีเวลางีบได้อีก จู่ ๆ เธอก็นึกถึงกำหนดการ่บ่าย จึงบอกกับหยางกุ้ยว่า "ตอนบ่ายเราไปดูที่โรงงานประปาด้วยกันนะคะ พอหมดเวลาพักเที่ยง เจอกันที่โรงงานประปาเลยแล้วกัน"
ซ่งเฉียวรู้ว่าคงเรียกหลิวจวินที่เป็ทหาราุโแบบนั้นไปด้วยไม่ได้ ทั้งยังเห็นได้ชัดว่าหยางกุ้ยเรียนจบสาขาประปาและการระบายน้ำมาโดยตรง ดังนั้นพาเขาไปด้วยจึงดีกว่าพาหลิวจวินไปมาก
"ได้ครับ" หยางกุ้ยดีใจจนแทบจะะโตัวลอย การได้เรียนรู้จากคนที่มีประสบการณ์แบบนี้ เขายินดีเป็อย่างยิ่ง
ระหว่างทางกลับบ้าน มีพี่สะใภ้หลายคนเข้ามาทักทายซ่งเฉียว พูดคุยเื่ท่อน้ำประปาว่าจะดำเนินการต่อเข้าบ้านได้เมื่อไหร่ ตอนแรกมีคนถามแค่ไม่กี่คน ซ่งเฉียวยังพอมีความอดทนอธิบายได้สองสามประโยค แต่พอคนเริ่มมากขึ้น เธอรู้สึกถึงแรงกดดันที่มองไม่เห็น หัวใจเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ
จนท้ายที่สุด เธอต้องเร่งฝีเท้า เมื่อเห็นว่ามีคนจะเข้ามาคุยด้วย เธอก็ก้มหน้าเดินเร็ว ๆ ไปข้างหน้า พอเข้ามาในหมู่บ้าน เธอก็ยืนอยู่ที่มุมตึก เอามือกุมอกพลางหายใจหอบ
เธอเข้าใจความกังวลของซูจงจวินที่มีต่อเธอแล้ว ทุกคนคาดหวังสูงเกินไป ถ้าเธอทำไม่สำเร็จจริง ๆ ก็คงเหมือนกำแพงที่พังทลายเพราะทุกคนช่วยกันผลัก แม้คำพูดนี้จะดูเกินจริงไปหน่อย แต่แรงกดดันจากสังคมก็เป็ที่คาดเดาได้
เธอกำมือแน่น แอบให้กำลังใจตัวเอง อย่างน้อยต้องแก้ปัญหาน้ำประปาในหมู่บ้านให้ได้
"เฉียวเอ๋อร์ เธอเพิ่งเลิกงานเหรอ?"
ซ่งเฉียวได้ยินเสียงก็เงยหน้าขึ้นมอง เห็นหลิวเยว่กำลังยืนให้อาหารไก่อยู่ในบ้านของเธอ
"เธอไม่ได้ไปทำงานเหรอ?" เธอจำได้ว่าหลิวเยว่เคยบ่นว่าต้องสอนถึงสองระดับชั้น บางครั้งก็ยุ่งจนกินข้าวไม่ทัน
สีหน้าของหลิวเยว่หม่นลง โบกมือเรียกให้ซ่งเฉียวเข้าไปคุยด้วยกันในบ้าน
"มีคนมาตรวจสอบครูบนเกาะน่ะ ผู้อำนวยการจึงบอกให้หยุดเรียนก่อนสองวัน"
ซ่งเฉียวเข้าใจความหมายของหลิวเยว่ทันที นี่คือคณะกรรมการปฏิวัติได้ขึ้นมาบนเกาะตงซานแล้ว
"ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่มีอำนาจเหนือพวกเราหรอกเหรอ?" ซ่งเฉียวเอ่ยถามเสียงเบา
สมกับเป็เพื่อนกัน มีความเข้าใจกันดีจนบางเื่ไม่ต้องพูดทั้งหมดก็รู้เื่
ไม่เหมือนน้องสาวของตัวเอง ที่ต้องให้พูดคำนั้นออกมาก่อน เธอถึงจะยอมคุยต่อ
พอถามเธอว่าทำไมต้องพูดให้ชัดเจน เธอก็จะมีเหตุผลของตัวเอง บอกว่าถ้าไม่พูดให้ชัดั้แ่แรก ทั้งสองคนจะคุยกันรู้เื่ได้อย่างไร อาจจะคุยกันคนละเื่มาตั้งนาน
สิ่งที่เธอพูดมีเหตุผล แต่บางเื่ก็ไม่สามารถพูดออกมาตรง ๆ ได้ ดูท่าทางไร้เดียงสาของเธอสิ จริง ๆ แล้วไม่รู้ว่าตอนนั้นคิดอะไรอยู่ถึงได้พาเธอขึ้นมาบนเกาะ
ทันใดนั้นหลิวเยว่ก็รู้สึกว่าตัวเองเข้ากับซ่งเฉียวได้ดี เธอเดินเข้าไปจับมือซ่งเฉียวด้วยความจริงจังและพูดเสียงเครียดว่า "พวกนั้นได้เอกสารมาจากเบื้องบน บอกว่าบนเกาะนอกจากทหารเรือแล้วยังมีชาวประมง และชาวประมงอยู่ในขอบเขตอำนาจของพวกเขา ดังนั้นพวกเราต้องให้ความร่วมมือน่ะ"
"ครูในโรงเรียนมีชาวประมงด้วยเหรอ?" ซ่งเฉียวถาม
หลิวเยว่พยักหน้า "แต่ก่อนเกาะตงซานมีประชากรไม่มาก เด็ก ๆ ต้องนั่งเรือไปเรียนที่เมืองปินไห่ หลังจากที่มีกองทหารระดับกองร้อยมาประจำการที่เกาะตงซาน จึงได้มีการก่อตั้งโรงเรียนประถมศึกษาเกาะตงซานขึ้น”
“ตอนนั้นมีลูกสาวของเถ้าแก่ชาวประมงคนหนึ่ง เธอเคยเรียนหนังสือมาและสามารถสอนเด็ก ๆ ได้ ตอนนี้มีกองทหารระดับกองพลมาประจำการ โรงเรียนจึงขยายและเปิดมัธยมต้นด้วย ลูกสาวเถ้าแก่ชาวประมงคนนั้นสอนมาสิบปีแล้ว จะไล่เธอออกก็คงไม่ได้ ผู้อำนวยการเลยให้เธอย้ายไปทำงานฝ่ายสนับสนุน ก็ถือว่าให้เธอมีที่ทางที่มั่นคง"
"ผู้อำนวยการของพวกเธอเข้มงวดจริง ๆ นะ คนเขาสอนมาตั้งสิบปี ยังให้ไปอยู่ฝ่ายสนับสนุนอีก" ซ่งเฉียวก็เคยได้ยินมาว่าเพราะวุฒิการศึกษาของเธอ ทำให้ไม่สามารถเป็ครูที่โรงเรียนได้ แม้แต่สอนชั้นประถมหนึ่งก็ไม่ได้
หลิวเยว่หัวเราะแห้ง ๆ "ผู้อำนวยการก็เข้มงวดจริง ๆ นั่นแหละ" งานของเธอก็ได้มาเพราะสามีอย่างจางต้าจวินขอร้องให้ผู้บัญชาการหลิวช่วยประสานให้
"แล้วเธอล่ะ? ต่อไปจะเป็แม่บ้านเหรอ?" เธอคิดว่าหลังจากเื่โรงงานน้ำประปาเสร็จ ซ่งเฉียวจะทำอะไรต่อ คงไม่ใช่ว่าจะทำงานกับแผนกวิศวกรรมของกองทัพตลอดไปหรอกนะ
บนเกาะนี้ก็ไม่เคยมีใครทำมาก่อน
เื่นี้ซ่งเฉียวยังไม่เคยคิดจริงจัง แต่ถ้าได้พักสักระยะก็คงไม่เลว ชาติที่แล้วทำงานหนักทั้งวันทั้งคืน ร่างกายก็ทรุดโทรมไปหมดแล้ว
ตอนนี้เธอได้ข้ามมิติมาในนิยายและมีสามีที่หาเงินเก่ง เธอควรจะเรียนรู้จากรูปแบบต่างประเทศ พักผ่อนสักหนึ่งปีก่อน
หลิวเยว่ที่รู้สึกถูกใจซ่งเฉียวคิดว่าเธอไม่อยากทำงาน จึงอดไม่ได้ที่จะพูดด้วยความหวังดี "เธอลองให้ผู้พันซูช่วยใช้เส้นสายหาให้ดูสิ พวกเราที่ยังอายุน้อยแบบนี้ ถ้าไม่ไปทำงานแล้วอยู่แต่ในหมู่บ้านทหาร คนอื่นเขาก็จะนินทาเอาได้นะ"