แม่ทัพจางเหวินเป่าคลายมือออกจากกระบี่ข้างเอว เฮ่อ!! ลมหายใจถูกพ่นออกมาทางปากราวกับโล่งอก ขยับกายถอยห่างเล็กน้อยมองเหมือนมองสิ่งแปลกประหลาดตรงหน้า…พยัคฆ์ขาวคงจะถูกชะตากับนางถึงได้กล้าให้จับต้องเช่นนี้ผู้เป็บิดาหันมองไปทางบุตรสาวจางซิงอี ‘นามเถาฮวาคงต้องเปลี่ยนไปเป็อาเจินแล้วกระมัง’
"ฮ่าๆๆ อาเจินข้ารักเ้ายิ่งนัก” กอดคอนุ่มนั้นไม่ยอมปล่อยราวกับเสือขาวเป็มารดาของนางก็ไม่ปาน เหล่าลูกเสืออีกสองตัวเห็นมารดามิส่งเสียงใดแต่กลับนอนหมอบให้สตรีใบหน้างดงามซุกซบ พวกมันจึงใช้ปากดุนดันเ้าเฟิ่งเซียนราวกับร่วมกันเล่นเป็เด็กน้อย “ฮ่าๆ อย่านะๆ อ๊ายยย!!!” ถูกดันจนกลิ้งหลุนๆ ไปกับกองฟางใบหน้าเปื้อนขมุกขมอมแต่สตรีงดงามหาได้สนใจะโพุ่งเข้าใส่สองเสือน้อยราวกับเป็พวกเดียวกัน ทั่วบริเวณนั่งมองภาพการเล่นกันของสัตว์ดุร้ายที่ได้มาเมื่อเดือนก่อนเล่นกับสตรีตัวเล็กและให้ถอนใจ.. ‘นางกล้าจนมิรู้จะล่าวคำใดจริงๆ’
----------+++++---------
กว่าห้าวันที่กลุ่มของรัชทายาทแคว้นเ้าถึงจะออกเดินทางออกจากกองทัพหลวงมาได้พร้อมกับลูกเสือขาวเพศผู้นามว่า ‘อาเช่า’ ในตอนแรกพวกเขาต่างคิดว่าเื่มันจะยาก..แต่เมื่อเ้าเฟิ่งเซียนเดินเข้าไปคลอเคลียพยัคฆ์ตัวแม่โดยบอกกับมันว่าขอพาน้องชาย ‘อาเช่า’ ออกไปเที่ยวเล่นที่ต่างแคว้นได้หรือไม่ เพียงเท่านั้นนางก็จับต้นคอของลูกเสือขาวติดมือออกมาขึ้นรถม้าขนาดใหญ่พร้อมกับมีนางนั่งคลอเคลียอยู่ในนั้นด้วยกัน หว่าหวาอุ้มกระถางดอกกุหลาบพันปีเข้ามาวางไว้..ให้สูดดมกลิ่นหอมตลอดเส้นทางยาวไปอีกเกือบสามเดือน..ระหว่าทางที่ผ่านเ้าเฟิ่งเซียนกินนอนอยู่บนรถม้าดูแลกุหลาบและเสือขาวอย่างดีจนมาถึงเขตแดนแคว้นเพ่ย อีกเพียงสามวันเท่านั้นที่นางจะเดินทางเข้าสู่เมืองหลวง
“หืมมม” ใบหน้างามก้มลงชิดกุหลาบสองสีที่ยามนี้เบ่งบานรับแสงแดดรำไรจากหน้าต่างรถม้าที่นางเปิดผ้าคลุม “เหตุใดจึงมีผึ้งมาตายตรงกลางดอกไม้ได้เล่า” นางมองไปรอบๆ “มันมาจากที่ใด”
กุบกับๆ หว่าหวาที่ควบม้าอยู่ข้างๆตลอดเวลาเอ่ยขึ้นมา “คงจะบินอยู่แถวๆนี้ล่ะเ้าค่ะคุณหนูระวังนะเ้าคะ”
“แต่เหตุใดมันจึงตาย มิใช่ว่ามันดูดเกสรแล้วกลับไปที่รังหรอกรึ” ความสงสัยมีมากขึ้น ดอกไม้ชนิดนี้ท่านลุงฮองเฮาบอกว่าอย่าแตะต้องมันมากนักเพราะมันเป็พืชที่หวงต้นของตนเอง อีกทั้งหนาามแหลมคมรอบๆลำต้นทำให้นางและหว่าหวาหลีกเลี่ยงการัั ทุกครั้งที่ทำการย้ายก็จะจับเพียงตัวกระถาง ยามให้น้ำก็ทำเพียงวักน้ำพรมๆวันละสี่ครั้ง ยามเช้าเปิดม่านให้แดดส่องทำถูกวิธีทุกอย่างโดยงดจับต้อง แต่มิคิดว่าแม้แต่เกสร..มันก็หวงเช่นนั้นรึ
“มันหวงกระมังเ้าคะ คุณหนูอย่าไปจะ..”
พึ่บ!!! มือเรียวจากคนที่ถูกห้ามหยิบตัวผึ้งสองตัวออกจากกลางดอกกุหลาบพันปีชนิดพิเศษที่มีสองสีในดอกเดียว “ข้าหยิบออกแล้ว” เศษเกสรสีขาวปนเหลืองติดปลายนิ้วออกมา ความหอมหวานชวนให้สตรีตัวเล็กก้มลงสูดดมระยะใกล้ “อ่า..หอมม” ‘เกสรมันหอมกว่ากลิ่นที่มันปล่อยออกมาทุกวันจริงๆ’
“คุณหนู!!!” หว่าหวามองใบหน้าคุณหนูของนางที่ยามนี้เริ่มแดงก่ำ
“พี่หว่าหวา..ข้าร้อนทั้งตัวเลย” สะบัดมือพึ่บพั่บๆ “ข้าจะอาบน้ำ” เ้าเฟิ่งเซียนเปิดผ้าม่านตรงประตูรถม้าะโลงมามิรอให้รถหยุดหว่าหวาทิ้งม้ารีบตามคุณหนูไปอย่างเร่งรีบ ตัวรถสั่นไหวขลุกขลักๆเอียงไปมาเมื่อ ‘อาเช่า’ พยัคฆ์ขาวตัวอ้วนกระโจนออกตามไปอย่างรวดเร็ว ลำตัวของมันติดอยู่ตรงช่องประตูเล็กน้อยจนรถม้าเริ่มเซ ขลั่กๆๆ กึ่กๆๆ ขลั่กๆๆ รถเริ่มเสียทิศทางเมื่อล้อรถยกขึ้นหนึ่งข้าง
“เหวออ!!!! /เหวออออ!” เหล่าทหารมากมายต่างร้องกันเสียงหลงเมื่อรถคันใหญ่ล้มลงดัง โครมม!!!!! เสือขาวะโตามกลิ่นของเ้าเฟิ่งเซียนหายไปอย่างรวดเร็ว มีเหล่าองครักษ์อีกสี่คนติดตามหลังไป
--+++++--------++++++++
เสียงน้ำตกดังซู่ซ่ารินรดกายขาวบางให้ความเย็นสดชื่นละลายความร้อนของผิวกายเมื่อครู่ เ้าเฟิ่งเซียนดำลงไปใต้น้ำทั้งๆที่อยู่ในชุดเต็มตัวพลางครุ่นคิด ‘อยู่กับกุหลาบมาเกือบสี่เดือนนางเพิ่งจะรู้ว่ามันมีพิษสง’ ไม่แปลกใจเลยสักนิดว่าเหตุใดผึ้งสองตัวนั้นถึงตาย สองตากลมมองฝูงปลาแหวกว่ายในน้ำก็ให้รู้สึกสดชื่นไม่น้อย ตอนแรกนางมิรู้ด้วยซ้ำว่าแถวนี้มีแม่น้ำไหลผ่านหากไม่ได้ยินเสียงน้ำไหลนางคงจะต้องรีบเข้าเมืองไปหาน้ำมาแช่เป็แน่
“คุณหนูเ้าคะ”
เสียงเรียกของหว่าหวาดังอยู่บนผิวน้ำ ไม่ได้ทำให้นางใเป็เพราะรู้อยู่แล้วว่าองครักษ์ของนางจะต้องตามมา ซ่า!!!!! นางผุดกายขึ้นเหนือน้ำใบหน้าหวานลูบผิวหน้าของตนเอง เอ๊ะ!!! จับ จับ ไปจนทั่ว นางแปลกใจที่มันไม่เนียนเรียบเหมือนเดิม จับคลำไปจนทั่วและผละออกมองมือตนเอง ‘มันเป็ตุ่มพองขึ้นมาชัดเจน’
“คุณหนู!!” ? องครักษ์สาวใบหน้าเหวอออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ “แย่แล้ว….” กุหลาบพ่นพิษใส่คุณหนูแล้ว!!!
--++++------+--------------
วังหลวงแคว้นเพ่ยยามอิ่ว (18.00)
ห้องทรงงานตำหนักส่วนพระองค์ตำหนักจินเซ่อ(สีทอง) ฮ่องเต้เพ่ยหานหรงนั่งฟังคำองครักษ์ประจำกายรายงานด้วยท่าทีสนใจ ‘ขบวนของรัชทายาทแคว้นเ้า’
“ความวุ่นวายที่หงเป่า(ทหารยามนอกเมือง)พบเห็น มีพยัคฆ์ขาววิ่งหายไปในป่าพะยะค่ะ”
“พยัคฆ์ขาวรึ?”
“พะยะค่ะ อายุคงจะยังมิถึงขวบปีและรถม้าที่บรรทุกมันมาล้มคว่ำแต่ก่อนหน้านั้นมีสตรีรูปร่างเล็กบางในชุดสีชมพูะโออกมาก่อนพะยะค่ะ”
“สตรีตัวเล็กบาง? แล้วยามนี้พวกเขาอยู่ที่ใดแล้ว”
“ห่างจากที่นี่ประมาณสองวันคงจะถึงประตูเมืองหลวงแต่หากใช้วิชาตัวเบาคงเพียงหนึ่งชั่วยามกว่าๆ”
“เช่นนั้นรึ?”
“พะยะค่ะ”
“เตรียมตัว..ข้าจะออกไปดูเสียหน่อย”
มิมีคำกล่าวใดต่อนอกจากมุ่ยกงกงยืนรอฮ่องเต้หนุ่มรูปงามพร้อมด้วยชุดธรรมดาสีน้ำเงินเข้มก่อนที่พระองค์จะเดินนำองครักษ์ต้าสึ ขันทีชรามุ่ยกงกงออกไปจากตำหนักมุ่งหน้าสู่นอกเมืองด้วยวิชาตัวเบา