ปราณ จอมคนเหนือพิภพ ภาคปฐมบท

    บทที่ 39 ปาฏิหาริย์จากเด็กน้อยสุดหล่อแสนสวย!

    บทที่ 39

    ปาฏิหาริย์จากเด็กน้อยสุดหล่อแสนสวย!

     

            ฟอลโล่ไลท์จับที่ร่างสูงโปร่งผิวขาวในชุดเข้ารูปแขนยาว-ขายาวสีน้ำเงินคราม ผมยาวดำขลับระยับจับแสงไฟถูกปล่อยสยายทิ้งลงมากลางหลัง

     

            ใบหน้าที่ทั้งหล่อทั้งสวยระคนกันทำเอาผู้คนในห้องต่างนิ่งเงียบไปพักใหญ่ ไม่เชื่อว่ายังมีคนแบบนี้อยู่ในอาณาจักรท่วงท่าที่เขาก้าวเดินสวยงามสง่า

     

            ทั้งหญิงทั้งชายต่างมองตามฉับพลันก็มีเสียงกรี๊ดกร๊าด พร้อมเสียงเซ็งแซ่ที่พอจับใจความได้

             

           “ลักษณะแบบนี้ มีคนเดียวต้องเป็นคุณหนูเธียรธวัชแน่ๆ”

     

           ไม่ต้องรอผู้ชมนั่งคิดไปเองท่านผอ.เริ่มแนะนำเด็กน้อยผู้กำลังก้าวเดินมายังลานประลอง

     

           “ลำดับที่ 93มาจากเมืองน้ำโพสองแควเมืองที่ขึ้นชื่อว่ามีปลาหายากและอร่อยที่สุดในอาณาจักรของเรา และเขาคือบุตรชายคนสุดท้องของคหบดีมีนและคหบดีสุภัสสรมัจฉาชาติผู้เป็นเจ้าของกิจการปลาน้ำจืดรายใหญ่และตลาดปลาแห่งเมืองน้ำโพสองแควอีกทั้งยังเป็นหลานชายแท้ๆ ของแม่นายอัมพุชา ภริยาของท่านอาวุโสสองเสนาภาคย์ ฤชากรแห่งเมืองอโยดาของเราอีกด้วย...เขาคือ เธียรธวัช มัจฉาชาติ อายุ 6 ขวบ พลังฌานระดับ 9”

     

           เมื่อเอ่ยแนะนำตัวจบ เสียงเชียร์ก็กึกก้องจนอาคารแทบถล่มทั้งชาติตระกูล ความหล่อเหลาที่ส่อเค้าแต่เด็ก บุคลิกลักษณะที่ดี ความร่ำรวย อำนาจชื่อเสียง บารมี เด็กน้อยคนนี้มีครบถ้วน

     

            ทำเอาหลายคนอยากจะกลายร่างเป็นเด็กสาว เพื่อจะได้ใกล้ชิดเด็กน้อยผู้สูงศักดิ์เช่นนี้ในขณะที่ปราณยิ้มด้วยความชื่นใจ ที่เพื่อนของเขาเป็นคนที่มีคนรู้จักไม่ใช่น้อย

             

            ‘ให้ตายเถอะ เจ้าเธียร…มีคนรู้จักชื่อถึงขนาดนี้เชียวหรือเนี่ย!...แล้วก็ไม่ยอมบอกข้าให้รู้บ้างกลับมานะ...คอยดู!!!’

             

            “ตายแล้ว...ตายแล้ว...ใจจะละลายเด็กอะไรทั้งหล่อทั้งสวยในคนเดียวกัน...ถ้าโตกว่านี้อีกหน่อยนะ ....คงหล่อโฮกวัวตายควายล้มกันแน่ๆ ...โอ้ย..ไม่อยากจะคิดแล้ว คุณหนูเธียรธวัชชชช!”

             

            “ข้าเกิดเร็วเกินไป ทำไหมหนอ...สวรรค์ช่างกลั่นแกล้งข้ายิ่งนักทำไมไม่ให้ข้าเกิดมาพร้อมๆ กับคุณหนูเธียรธวัชนะ!”

             

            เสียงพร่ำพรรณนาถึงเธียรธวัชจากคนด้านหลังอีก2-3 คน ปราณก็เห็นจริงตามนั้น จนแทบจะเคลิ้มตามคำพูด ยิ่งมีไฟส่องยิ่งทำให้เธียรธวัชดูงดงามราวกับเทพบุตรที่ร่วงมาจากฟากฟ้าก็มิปาน

             

            เธียรธวัชเดินช้าๆหายใจเข้าออกยาวๆ เพื่อควบคุมอารมณ์ ปกติเขาเป็นเด็กขี้อายไม่ชอบปรากฏตัวที่ไหนให้เป็นข่าวอึกทึกคึกโครม

             

            ผู้คนมากมายได้ยินชื่อและกิตติศัพท์ความเป็นเด็กน้อยรูปงามผ่านการบอกเล่าไม่มีใครคาดคิดว่า เขาจะมาปรากฏตัวที่โรงเรียนมหรรณพาลัย แห่งเมืองอโยดา

             

            หงส์นราวายุภักดิ์ จ้องมองเด็กชายที่ก้าวย่างอย่างสง่าผ่าเผยก็จำได้ว่าเป็นคนเดียวกับที่มีเรื่องกับตนหน้าอาคารประลองยุทธยิ่งได้รู้ว่าเป็นคนจากสกุลมัจฉาชาติและมีความเกี่ยวพันฉันท์เครือญาติกับท่านเสนาภาคย์ฤชากร ที่สำนักนภาเวหาหาวจะต้องส่งค่าธรรมเนียมฤชากรรายปี ก็ถึงกับอึ้ง

             

            ‘อะไรกัน? เจ้าเด็กผมยาวคนนี้เป็นถึงลูกชายคหบดีคนดังแห่งเมืองน้ำโพสองแควแล้วยังเป็นหลานของแม่นายอัมพุชาอีกอะไรมันจะบังเอิญขนาดนี้...คนแบบเจ้าเด็กคนนี้ยังมีอยู่อีกหรือ? ท่าทางก็งั้นๆ ดูเงอะงะมากกว่า...หึ’

             

            เธอบ่นในใจด้วยความหงุดหงิดมือกอดอกทิ้งตัวลงเอนเบาะอย่างไม่พอใจ แต่ก็จ้องดูต่อไป

             

            กองเชียร์จากไหนไม่รู้ตะโกนชื่อ “คุณหนูเธียรธวัช” ซ้ำๆ จนทำเอาเธียรหยุดชะงักไปนิดนึง

             

            เขาเดินไปถึงกลางลานประลองแล้วยืนโค้งน้อยๆ ด้วยท่าทางที่สง่างาม พร้อมรอยยิ้มมุมปาก ทำเอาสาวๆกรี๊ดกันสนั่นหวั่นไหว

             

            “เธียรธวัช...เรารักเธียรธวัช”

            ตะโกนดังลั่นออกมาทำเอาเด็กน้อยสุดหล่อหน้าสวยถึงกับหน้าแดง แล้วโค้งขอบคุณอีกครั้ง

             

            เมื่อหงส์นราได้ยินประโยคนั้นสีหน้าเธอยิ่งหงุดหงิดเสียเต็มประดาแม้ว่าเธอจะไม่ชื่นชอบในการทำตัวเป็นคนดังที่ท่านพ่อ-ท่านแม่พยายามปั้นขึ้นมาก็ตามแต่เมื่อรู้ว่ามีคนที่กำลังจะได้รับความนิยมแซงหน้าเธอมีหรือที่เด็กสาวต้นแบบของเมืองอโยดาจะยอมให้ใครมาแซงหน้าได้ง่ายๆ

             

            แม้ว่าเด็กคนนั้นจะเป็นผู้ชายแต่ก็ทั้งหล่อทั้งสวยในคนเดียวกันขนาดเธอที่เห็นร่างสูงเรียวบอบบางตอนไฟสาดมากระทบ ยังต้องจ้องมองด้วยรอยยิ้มและรู้สึกอิจฉาเล็กๆ

             

            หงส์นราเม้มปากจนเป็นเส้นตรงมือทั้งสองกำแน่นด้วยอาการสั่นเทาโกรธแค้นเต็มประดาแต่จำต้องทนดูทนได้ยินสิ่งบาดตาแสลงหู อย่างช่วยไม่ได้

             

            “ทำเป็นท่าดี กองเชียร์เยอะ ดูสิว่าเจ้าจะมีพลังฌานเท่าไหร่กัน?” 

             

            “แหม...ไม่น่าเชื่อว่าคุณหนูเธียรธวัช จะมีผู้ติดตามมากมายขนาดนี้นะครับเล่นเอาผมนี้อึ้งไปเลยสิ ฮ่าๆๆๆๆ”

             

            ท่านผอ.เห็นท่าทางของเธียรที่ดูจะตื่นๆ เล็กน้อย จึงพูดให้คลายความกดดันผู้คนต่างหัวเราะครืนกับมุขของท่านผอ. แล้วก็ค่อยๆ เงียบเสียงลงให้เด็กชายได้รวบรวมสมาธิ

             

            เธียรธวัชหันเข้าหาลูกกลมแล้วสูดหายใจเข้าลึกๆหลับตามองเห็นภาพพลังฌานในร่างกายของตัวเองกำลังรวบรวมจากสะดือแล้วไหลผ่านมายังฝ่ามือมากขึ้นเรื่อยๆ

             

            เขาถ่ายเทพลังสู่ลูกกลมแรงลมปะทะใบหน้า ทำให้ผมสยายปลิวไสวอย่างงดงามไปทาง้ด้านหลัง

             

            ออร่าน้ำเงินครามปรากฎในลูกกลมดั่งคลื่นโหมซัดชายฝั่งก็มิปานเกลียวคลื่นออร่าหมุนวนช้าๆ ค่อยๆ เติมเต็มลูกกลมแล้วไหลผ่านเส้นกระแสไฟฟ้าที่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีครามตามการสั่นสะเทือนดั่งคลื่นในท้องทะเล

             

            ผู้ชมต่างร้องอู้หูกับเส้นกระแสไฟฟ้าที่ตอนนี้ดูอย่างไรก็คล้ายดังคลื่นในทะเลกำลังเคลื่อนที่ชัดๆ

             

            “สุดยอดแห่งออร่าเลย!!!”

             

            มีเสียงรำพึงแว่วออกมาอย่างชื่นชมแต่เมื่อเจ้าของประโยคนั้นรู้สึกว่ากำลังมีดวงตาหลายคู่จับจ้องดั่งจะกินเลือดกินเนื้อแม้จะไม่เห็นเพราะความมืดอำพรางไว้ ก็สะดุ้งรู้สึกตัวเอามือปิดปากทันที เพราะต่างรู้ว่าเวลาแบบนี้ นักฌานยุทธ์รุ่นเยาว์กำลังรวบรวมพลังฌาน จึงต้องเงียบเพื่อให้พวกเขาได้ปลดปล่อยพลังอย่างเต็มที่

             

            ออร่าสีครามเคลื่อนที่เข้าสู่เครื่องวัดพลังท่ามกลางสายตาที่จดจ้อง ลุ้นระทึก ซึ่งคนที่ลุ้นระทึกและตื่นเต้นยิ่งกว่าก็คือเจ้าของออร่าอย่างเธียรธวัช เมื่อเขาลืมตาขึ้นก็แทบจะไม่เชื่อว่าพลังออร่าสีฟ้าอ่อนธรรมดาๆของตัวเองในอดีตจะถูกยกระดับเปลี่ยนเป็นสีครามน้ำทะเลที่สวยงามได้ถึงเพียงนี้!

             

            ‘ขอบใจเจ้ามากปราณ...ที่ทำให้พลังฌานของข้าพัฒนายกระดับในแบบที่ข้าไม่เคยคิดว่าจะทำมันได้’

             

           แถบวัดพลังเลื่อนขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึงหมายเลข ๙เขาก็ถอนหายใจ เพราะถือว่าเขายังสามารถคงความเสถียรของพลังฌานไว้ได้เธียรธวัชกำลังจะปล่อยมือออกจากทรงกลม ทันใดนั้นแถบวัดพลังก็ขยับขึ้นมาอีก 1 ขีด หยุดที่หมายเลข ๑๐ แล้วก็กระพริบส่งสัญญาณบอก

     

            เขาไม่ได้หันมองที่เครื่องวัดพลังเพราะรู้อยู่แล้วว่าต้องได้ ๙ อย่างไม่ต้องสงสัย

             

           “คุณหนูเธียรธวัชของเราได้ระดับ 10 ครับ!”

           ท่านผอ. ตะโกนด้วยความตื่นเต้น หลังจากที่เงียบรอลุ้นมาช่วงอึดใจหนึ่ง เสียงไชโยโห่ร้องด้วยความดีใจ

     

            “หา!!! อะไรนะครับท่านผอ.??”

             

           “เจ้าพลังฌานยุทธ์อยู่ที่ระดับ 10 ไง!!!”

     

           ท่านผอ. กระซิบบอกเธียรธวัช ที่ทำหน้างงๆพร้อมชี้ไปที่เครื่องวัดพลัง แถบสีเขียวอยู่ที่หมายเลข ๑๐ เธียรธวัชยืนงงครู่หนึ่ง

     

           ‘นี่...นี่ข้าไม่ได้ฝันไปใช่ไหม? ขะขะขะข้าอยู่ที่ระดับ 10 แล้ว’

     

            เสียงปรบมือเกรียวกราวพร้อมคำพูดที่เหมือนเตรียมกันมาโดยพร้อมเพรียงกันลั่นอาคาร

             

           “เธียรธวัช...เรารักเธียรธวัช...เธียรธวัช...เรารักเธียรธวัช”

           ซ้ำไปซ้ำมาจนกลายเป็นวลีติดปาก

     

           เมื่อเธียรธวัชเห็นผลค่าพลัง เขาก็กระโดดตัวลอยกำหมัดชูขึ้นสูงๆ ด้วยความดีใจ คลายความกังวล ใบหน้ากลับมายิ้มแย้มสดใสกลายเป็นเด็กน้อยหน้าทะเล้นตามเดิม

            จากนั้นโค้งคำนับท่านผอ. และโค้งให้กับผู้ชม พร้อมโบกมือและแจกรอยยิ้มทำเอาบรรดากองเชียร์กรี๊ดสนั่นหวั่นไหวอีกรอบ

             

            จากนั้นเขาจึงค่อยๆเดินไปนั่งประจำที่ มีเสียงปรบมือให้เขาตลอดการเดินกลับ หลายคนจับมือแสดงความยินดีอีกหลายคนที่พอได้จับมือเด็กน้อยสุดหล่อหน้าสวยก็ถึงกลับเอามือของตัวเองข้างที่ถูกสัมผัสขึ้นมาดอมดมแล้วก็ทำหน้าเคลิบเคลิ้มประหนึ่งถูกเจ้าชายรูปงามจุมพิตด้วยความอ่อนละมุนเสียงปรบมือกึกก้องยาวนานยิ่งกว่าผู้คัดเลือกคนใด จนเขานั่งเรียบร้อยแล้วนั่นแหละเสียงปรบมือถึงเงียบลง

             

            “ร้ายนักนะเธียร! เรารักเธียรธวัช...เรารักเธียรธวัช...”

             

            พอเข้ามานั่งปราณแซววลีติดปาก แล้วกระแทกไหล่เบาๆ ด้วยความรู้สึกหมั่นไส้เพื่อนแล้วแซวต่อ

             

            “แหมๆๆ ไม่บอกอะไรข้าเลย ปล่อยให้ข้างง เดี๋ยวให้จบงานก่อนข้าเอาเรื่องเจ้าแน่ๆ” ปราณย้ำนิ้วชี้ใส่เธียรที่ตอนนี้ปลอดโปร่งโล่งสบาย แล้วแลบลิ้นปลิ้นตาใส่ปราณ”

             

            “ไอ้เจ้าบ้าปราณ ฮ่าๆๆๆ ยังไงข้าต้องขอบใจเจ้าก่อนทำให้ออร่าพลังฌานของข้าเปลี่ยนสีได้แบบที่ข้าคิดไม่ถึง”

            “ไม่ใช่...ไม่ใช่ฝีมือข้า ฝีมือของเจ้าเองตะหาก ข้าเพียงแค่แนะนำส่วนจะทำได้แค่ไหน อยู่ที่ตัวของเจ้าเองต่างหาก” ปราณจับบ่าเธียรธวัช บีบเบาๆ

             

           “แหมๆๆๆเธียรธวัชคว้าใจพวกเราไปกันหมดแล้วช่างน่าอิจฉาเด็กน้อยสุดหล่อแสนสวย...อือ...ใช่ไหมหรือว่าอย่างอื่น?”

     

           ท่านผอ. ทิ้งท้ายแล้วขมวดคิ้วจากนั้นก็มีตอบกับพร้อมๆ กัน

     

           “ใช่แล้ว เด็กน้อยสุดหล่อแสนสวยของพวกเราทุกคน”

     

            ตามด้วยเสียงกรี๊ดใส่ท่านผอ.อีกหนท่านผอ. ทำเป็นเดินเซ สั่นหัวไปมา แล้วยกมือสองหงายออกในท่ายอมแพ้

     

           “สงสัยว่างานนี้ข้าจะต้องยอมให้คุณหนูเธียรเสียแล้วฮ่าๆๆ”

     

            เสียงปรบมือถูกใจกองเชียร์ท่านผอ. จึงเงียบสักครู่ เพื่อปรับอารมณ์ก่อนจะประกาศลำดับต่อไป

             

            ฟอลโล่ไลท์ขยับมาหยุดที่ปราณทุกสายตาจ้องมองเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆ เธียรธวัช ใบหน้าหล่อเหลาคมคายอมชมพูคิ้วเข้ม ดวงตาโตเข้มรับกับจมูกที่โด่งเป็นสัน และปากอวบอิ่มอมชมพู

             

            เด็กชายลุกขึ้นยืนร่างกายที่สูงใกล้เคียงกับเธียรธวัช และมีกล้ามเนื้อเล็กน้อยแสดงถึงความแข็งแกร่งอยู่บนผิวพรรณที่เปล่งประกายเป็นออร่าโดยไม่ทราบสาเหตุยิ่งสวมชุดดำกำมะหยี่เมื่อปะทะแสงไฟยิ่งขับผิวของปราณให้ดูเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลเฉกเช่นเธียรธวัชไม่ผิดกัน 

             

            “เออ...ลำดับถัดไป เป็นลำดับที่ 94เออ...เอออ...อ้า...” 

    คล้ายกับเรื่องปราณ จอมคนเหนือพิภพ ภาคปฐมบท ที่คุณอ่าน