วิวาห์ร้าย เสน่หารัก_End

    บทที่ 10 หึงหวงเป็นเหตุ... 25%

            “คุณรัตน์ค่ะ รีบเข้าบ้านเร็วๆ เข้าเถอะค่ะ คุณภูกลับมานานแล้วค่ะ”


            อิ่มเอมที่มายืนรอคอยการกลับมา ของตติรัตน์อยู่ที่หน้าบ้าน เห็นรถยนต์คันหรูที่ขับพาตติรัตน์ออกไปพบเพื่อน วิ่งเข้ามาจอดลงที่หน้าบ้าน และตติรัตน์ก้าวออกจากภายในรถยังไม่ทันจะออกพ้นดี อิ่มเอมก็ก้าวยาวๆ เข้ามาหาใกล้ๆ พร้อมกับพูดด้วยสีหน้าเป็นกังวล ร้อนรนใจ


            ตติรัตน์ขมวดคิ้วโก้งโค้ง คู่เรียวสวยจนแทบจะผูกกันเป็นโบ ก็แปลกใจอยู่มิใช่น้อย ว่าทำไมวันนี้ภูเวศน์กลับมาเร็ว และแถมยังไม่โทรมาบอกเธอ ทั้งที่ช่วงหลังๆ มานี้เขาจะโทรบอกเธอเกือบทุกครั้ง หากว่าเขาจะกลับมาที่บ้าน


            “แล้วพี่ภูอยู่ที่ไหนตอนนี้คะ ป้าอิ่ม??”


            ตติรัตน์ถามขึ้น โดยใบหน้าสวยหวานก็เกิดความกังวลขึ้นมา แต่เธอก็คิดว่า หากพูดกันดีๆ อธิบายสิ่งๆ ให้คนตัวโตได้รับรู้ ไม่แน่ว่าเขาอาจจะรับฟัง และไม่มีอะไรไปอย่างที่คิดก็ได้ เธออาจจะคิดอะไรมากจนเกินไปก็เป็นได้


            “คุณภูอยู่บนห้องนอนค่ะ คุณภูเกิดครึ้มใจอะไรก็ไม่รู้ เอาเหล้าขึ้นไปดื่มด้วยนะคะ”


            อิ่มเอมบอกเล่าให้ตติรัตน์ได้รับฟังเอาไว้ ซึ่งปกติแล้วภูเวศน์จะไม่ค่อยดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หากว่าไม่ใช่มีงานเลี้ยงหรือออกไปสังสรรค์ข้างนอก และเวลาที่ภูเวศน์ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เขาก็จะดื่มแต่พอประมาณ ไม่เคยมีว่าจะเมามายกลับมาเลยสักครั้ง แต่ไหงวันนี้ พอกลับมาก็เรียกหาเหล้า แล้วจากนั้นก็ถือขึ้นไปบนห้องนอน ปิดประตูเงียบอยู่อย่างนั้น


            ตติรัตน์ได้ยินการบอกเล่าจากอิ่มเอม ก็เม้มปากบางอวบอิ่มเข้าหากันแน่น สายตากลมโตคู่สวยเหลือบมากไปภายในบ้านนิ่งอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อเรียกความกล้าของตัวเองออกมา แล้วค่อยก้าวเดินเข้าไปภายในบ้าน ขึ้นบันไดไปยังห้องนอนเลยในทันที


            “เอาวะ!! เป็นไงเป็นกันสิ ค่อยๆ อธิบายให้เขาเข้าใจ เขาคงจะฟังอยู่หน่า”


            ตติรัตน์มาหยุดยื่นอยู่ที่หน้าประตูห้องนอน พูดปลอบประโลมใจตัวเอง เพื่อไม่ให้เกิดอาการหวาดหวั่น เป็นกังวลไปมากกว่านี้ พอพูดจบก็สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ แล้วยื่นมือเรียวเล็กไปเปิดประตูห้องนอนออกช้าๆ


            ตติรัตน์เห็นภูเวศน์นั่งอยู่ที่โซฟาฝั่งตรงข้ามกับเตียงนอน สายตาของเขาจับจ้องมองมาที่ร่างบาง ที่กำลังเดินเยื้องย่างเข้ามาภายในห้อง บนโต๊ะมีขวดเหล้าดีกรีแรง ยี่ห้อพรีเมียมวางตั้งอยู่ ในมือใหญ่ก็ถือแก้วเหล้า ที่มีน้ำสีอำพันอยู่ค่อนแก้ว แล้วเขาก็ยกแก้วเหล้าขึ้นกระดกน้ำสีอำพันเข้าไปในปากจนหมด


            “ปังงง!!...... ไปไหนมา!!!!????.....”


            เสียงแก้วเหล้ากระแทกวางลงบนโต๊ะอย่างแรง และตามมาด้วยเสียงเข้มดุดัน เปล่งออกมาจากปากอันร้อนรุ่ม สายตาคมกริบที่มองจับจ้องมา ก็ดูแข็งกระด้าง โกรธเกรี้ยวอย่างเห็นได้ชัด


            “เอ่อ!! รัตน์ไปพบพี่กรณ์มาค่ะ พอดีพี่เขาอยากจะคุยด้วยและถามสารทุกข์สุกดิบ และอยากพูดคุยให้เข้าใจ ก็เท่านั้นเองค่ะ ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้น”


            ตติรัตน์เดินเข้ามาหยุดยืนใกล้ๆ โซฟา แล้วค่อยพูดอธิบายให้เข้าฟังไปตามความจริงๆ


            “ฮึ!! เท่านั้นเองเหรอ?? แล้วไอ้รูปนี้ล่ะมันคืออะไร ดูแล้วเหมือนจะไม่ใช่ไปพูดคุยกันธรรมดาเลยนะ......”


            ปัดรูปที่อยู่บนโต๊ะไปใกล้ๆ ตติรัตน์ เธอจึงยื่นมือเรียวเล็กไปหยิบขึ้นมาดู ก็เห็นว่าเป็นรูปที่เธอกำลังรับประทานอาหารอยู่กับเถลิงกรณ์ ที่มีบางภาพยิ้มรับกัน บางภาพเถลิงกรณ์ตักอาหารมาใส่จานให้เธอ และมีภาพหนึ่งที่เป็นตอนที่เธอทำอาหารหกใส่มือ เถลิงกรณ์เอาทิชชูมาเช็ดออกให้


            “นี่น่ะเหรอธรรมดาของเธอ ฉันบอกเธอแล้วไม่ใช่เหรอว่าห้ามไปเจอมันสองต่อสองน่ะ หรืออาลัยอาวรณ์แล้วอย่างงั้นเหรอ แล้วไอ้ที่กลับมาช้าอย่างนี้ เพราะไปไหนมาไหนต่อกับมันมาใช่ไหมห๊ะ!!”


            ภูเวศน์หึงจนแทบลมออกหู ประกอบกับที่ดื่มเหล้าเข้าไป จนกึ่มๆ จึงไม่คิดจะฟังเหตุผลอะไรทั้งนั้นในตอนนี้ ภูเวศน์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดึงกระชากร่างบาง จนเซถลาเข้ามาปะทะกับอกแกร่ง


            “พี่ภู พี่จะดูถูกรัตน์มากเกินไปแล้วนะ รัตน์ก็แค่ไปกินข้าวกับพี่กรณ์เท่านั้นเอง”


            ตติรัตน์เบิกตากว้าง เริ่มโกรธเขา และน้อยใจไปกับคำพูดของเขาจนน้ำตาไหลขึ้นมาคลอหน่วย และไหลรินตกลงมาตามสองข้างแก้มนวลเนียนใส แต่ครั้งนี้ภูเวศน์ไม่คิดจะสนใจและใส่ใจกับน้ำใสๆ นั้นแม้แต่น้อย



    ๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓