ภาพวาดดอกมู่ตาน[1] สีแดงล้อมรอบไปด้วยผีเสื้อหลากสีสัน ยังคงวางเด่นตระหง่านกลางศาลาริมน้ำท้ายตำหนักคุนหนิง
สายตาอันเย่อหยิ่งประดุจนางพญาหงส์จ้องมองภาพวาดอย่างไม่วางตา ใบหน้าหวานละมุนของสาวน้อยวัยใกล้แรกแย้มสงบนิ่ง พลางลูบหัวแหวนของตัวเองเบาๆอย่างใคร่ครวญ เมื่อหวนนึกถึงชื่อของคนผู้หนึ่งจากปากของขันทีเฒ่า เป็ชื่อของสาวน้อยผู้หนึ่งซึ่งอยู่ในวัยใกล้เคียงกับนาง และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นางได้ยินชื่อนี้
‘เสิ่นเยว่ เป็นางอีกแล้ว’
เชื้อพระวงศ์หญิงผู้อ่อนเยาว์กำมือที่ประสานกันไว้แน่น เสิ่นเยว่ เป็ชื่อของสาวน้อยวัยใกล้แรกแย้มผู้หนึ่ง นางเป็บุตรีของเ้าเมืองเล็กๆใกล้เขตชายแดน หาได้มีความสำคัญอะไร แต่กลับทำให้ไท่โฮ่ว[2] เอ่ยปากกล่าวชมไม่เว้นวัน โดยเฉพาะเมื่ออยู่ต่อหน้านางผู้เป็หลานสาวคนโปรด หลิวจื่อหรง องค์หญิงหย่งเล่อแห่งแคว้นซีิภายใต้ดินแดนอู่ถง
“องค์หญิงหย่งเล่อเรียกทุกคนมารวมตัวกันที่ศาลาริมน้ำ ไม่ต้องคาดเดาข้าก็พอจะรู้ว่าสาเหตุมาจากอะไร”บุตรีของขุนนางผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้าที่หวาดหวั่น พลางหันไปมองสาวน้อยผู้หนึ่งที่ยืนก้มหน้าเพียงลำพัง จนทำให้ทุกสายตาต่างหันไปมองนางเป็ตาเดียวกัน
สาวน้อยจิกเล็บลงบนหลังมือของตัวเองด้วยความหวาดกลัว ท่ามกลางสายตาที่คอยจ้องมองจนทำให้นางรู้สึกกดดัน สีหน้าของนางซีดเผือดเสียยิ่งกว่าไก่ตุ๋นยาสมุนไพรเก้าชนิด ก่อนที่เสียงฝีเท้าของคนจำนวนหนึ่งดังขึ้นมา ทุกคนต่างยืนเรียงรายเพื่อต้อนรับ และทำความเคารพแก่เชื้อพระวงศ์หญิงที่กำลังเดินมาเยือน ณ ที่แห่งนี้
“พวกเ้าทุกคนน่าจะทราบกันเป็อย่างดี ว่าข้าเรียกมารวมตัวกันที่นี่ด้วยเื่อะไร”เสียงหวานละมุนแต่กลับรู้สึกถึงความแข็งกระด้างกล่าวขึ้นมา พลางปรายตาหันไปมองสาวน้อยผู้หนึ่งที่ยืนก้มหน้า นางฉีกยิ้มหวานแล้วแสยะยิ้ม พลางเหลือบมองมือของอีกฝ่ายที่จิกเนื้อหลังมือจนแดง
“เป็เพราะมือคู่นี้สินะ”หลิวจื่อหรงฉวยมือของเสิ่นเยว่ขึ้นมาอย่างแ่เบา เสิ่นเยว่สะดุ้งขึ้นมาเล็กน้อยจนเดินกระเถิบถอยหลัง พลางดึงมือของตัวเองออกมาโดยไม่รู้ตัว
“ขอประทานอภัยเพคะ องค์หญิง!”เสียงของเสิ่นเยว่สั่นเครือขึ้นมาเล็กน้อย พลางพยายามรวบรวมสติของตัวเองให้ได้มากที่สุด ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นไปมองอีกฝ่าย
“เ้าจะใไปทำไมกัน หรือว่า…ข้าน่ากลัวมากนักหรือ”
“เสิ่นเยว่ต้องขอประทานอภัยที่ทำให้องค์หญิงคิดเช่นนั้น”
“เอาล่ะ เ้าเลิกพูดขอโทษข้าได้แล้ว ภาพวาดนี้เป็ฝีมือของเ้าใช่หรือไม่ เสิ่นเยว่”หลิวจื่อหรงเอ่ยขึ้นมาพลางเดินไปยังภาพวาดที่วางอยู่กลางศาลา แล้วหันไปมองเสิ่นเยว่ด้วยสายตาที่เยือกเย็น
“ใช่แล้วเพคะ องค์หญิง”
“ภาพวาดนี้ไท่โฮ่วโปรดปราณยิ่งนัก ออกปากชมให้ข้าฟังอยู่ไม่ขาด ภาพวาดต่อให้งดงามมากเพียงใด แต่ถ้าหากถูกสรรค์สร้างจากคนไร้ค่า ภาพวาดนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับเศษใบไม้ที่ปลิดปลิว”หลิวจื่อหรงเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรังเกียจ ก่อนที่จะผายมือให้แก่นางกำนัลผู้หนึ่ง นางกำนัลจึงวางกริชเล่มหนึ่งไว้บนฝ่ามือของนาง
“ภาพวาดที่ไร้ค่าเช่นนี้ไม่คู่ควรแก่ตำหนักคุนหนิง สมควรแก่การโดนกำจัดให้สิ้นซาก”หลิวจื่อหรงเอ่ยขึ้นมาพลางมองกริชที่อยู่ในมือของตัวเอง และเหลือบไปมองภาพวาดที่วางอยู่ตรงหน้า แล้วใช้กริชกรีดภาพวาดด้วยความโกรธเกลียดอย่างเต็มประดา
การกระทำของหลิวจื่อหรงทำให้ผู้คนต่างหวาดกลัวไปตามๆกัน โดยเฉพาะเสิ่นเยว่ที่ชะงักกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ร่างกายของนางสั่นเทาจนเกือบจะทรงตัวเองเอาไว้ไม่อยู่ ก่อนที่จะล้มลงบนพื้นเมื่อได้สบสายตาของหลิวจื่อหรง ที่มองนางราวกับว่าเป็สิ่งที่น่ารังเกียจ หยดน้ำตาของนางค่อยๆไหลลงอย่างช้าๆ ก่อนที่จะก้มหน้าลงราวกับว่ายอมรับชะตากรรม
ตึง!
หลิวจื่อหรงโยนภาพวาดที่ถูกกรีดไว้ตรงหน้าของเสิ่นเยว่ ทุกคนต่างสะดุ้งโหยงเมื่อได้เห็นการกระทำของนาง หลิวจื่อหรงยังคงมองเสิ่นเยว่อย่างไม่วางตา พลางฉีกยิ้มอย่างสะใจเมื่อเห็นสีหน้าตื่นตระหนกของเสิ่นเยว่ ก่อนที่จะเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายอย่างช้าๆ แล้วโน้มตัวกระซิบลงข้างๆหูของเสิ่นเยว่ว่า…
“ภายหน้าข้าหวังว่าใบหน้าของเ้า จะไม่มีชะตากรรมเหมือนภาพวาดนี้”ดวงตาของเสิ่นเยว่ยิ่งแสดงถึงความหวาดกลัว เมื่อได้ยินคำพูดของหลิวจื่อหรงเมื่อครู่ หยดน้ำตาของนางยังคงไหลลงมาเรื่อยๆ ก่อนที่จะหลุบตาต่ำลงเมื่อเผลอสบตาของหลิวจื่อหรง หลิวจื่อหรงส่งยิ้มอันเย่อหยิ่งทิ้งท้ายพลางลุกขึ้นยืน แล้วเดินออกไปจากศาลาริมน้ำอย่างอารมณ์ดี
“เสิ่นเยว่!”
เหล่าบุตรีขุนนางทั้งหลายต่างส่งเสียงขึ้นมาพร้อมกัน เมื่อเห็นเสิ่นเยว่ที่ชะงักกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนหมดสติ ทุกคนจึงกรูเข้าไปหาเสิ่นเยว่แล้วประคองตัวของนางขึ้นมา พลางเขย่าตัวของนางและเรียกชื่อเพื่อให้ได้สติ
“เป็เด็กผู้หญิงที่แปลกประหลาดที่สุดในชีวิต ข้าไม่เคยได้ยินเด็กผู้หญิงคนไหนที่ร้ายกาจขนาดนี้มาก่อน อายุแค่สิบสองปีเศษแต่กลับทำตัวอำมหิตเกินวัย เป็ถึงคนของราชวงศ์แต่กลับป่าเถื่อนเสียยิ่งกว่าโจรป่า”
ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจพลางกำมือของตัวเองเอาไว้แน่น เมื่อได้รับรู้ถึงสาเหตุที่ทำให้น้องสาวของตัวเองหมดสติ เขารู้สึกไม่พอใจเมื่อได้ยินสิ่งที่เสิ่นเยว่เล่ารายละเอียดต่างๆ ก่อนที่จะหันไปมองนางด้วยความสงสารและเอ็นดู แล้วถอนหายใจขึ้นมาเมื่อเห็นสีหน้าของน้องสาว เสิ่นเยว่เมื่อเล่าจบนางจึงจับแขนของพี่ชายของตัวเองอย่างนุ่มนวล
“อวี้เกอ ข้ามีเื่อยากจะขอร้องท่าน”
“เื่อะไรหรือ”
“อย่าบอกเื่นี้กับท่านพ่อและท่านแม่นะเ้าคะ”
“เ้าว่าอย่างไรนะ เสิ่นเยว่”เสิ่นอวี้ขมวดคิ้วขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินคำขอร้องของน้องสาว “เ้าจะปิดบังเื่นี้ไปเพื่ออะไรกัน ในเมื่อคนที่โดนกระทำคือเ้านะ”
“แต่คนที่กระทำข้าเป็ถึงองค์หญิงใหญ่นะเ้าคะ องค์หญิงหย่งเล่อราชธิดาคนโตของฝ่าา สกุลเสิ่นของเราจะสู้อำนาจสกุลหลิวผู้ปกครองได้อย่างไร แม้กระทั่งตัวของท่านเองก็เป็คนในปกครองของสกุลเหยียน ซึ่งมีเชื้อสายเกี่ยวดองกับสกุลหลิว”
“ปกครองด้วยการรังแกเช่นนี้ จะเรียกว่าปกครองได้อย่างไร อย่างไรเสียข้าจะไม่ยอมปล่อยเื่นี้เป็อันขาด องค์หญิงใจคออำมหิตผู้นั้นจะต้องได้รับบทลงโทษ”
“ลงโทษอย่างไรหรือเ้าคะ ในเมื่อนาง…”
“เชื้อพระวงศ์อย่างนางไม่มีใครกล้าลงโทษ ถ้าเช่นนั้นข้าจะให้นางลงโทษด้วยตัวของนางเอง”เสิ่นเยว่ขมวดคิ้วด้วยสีหน้าที่แปลกใจ เมื่อได้ยินสิ่งที่พี่ชายของตัวเองกล่าวออกมา สายตาของเสิ่นอวี้เต็มไปด้วยความเ้าเล่ห์ ราวกับว่ามีแผนการบางอย่างแอบซ่อนเอาไว้
“เป็ครั้งที่สามแล้วที่หรงเอ๋อร์กระทำเช่นนั้น จิตใจของนางนับวันยิ่งน่ากลัวมากขึ้นเรื่อยๆ พระองค์จะปล่อยให้เป็เช่นนี้ต่อไปอย่างนั้นหรือเพคะ”สตรีผู้สูงศักดิ์วัยชรากล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่กังวล พลางมองสตรีผู้สูงศักดิ์ซึ่งสูงวัยกว่าที่นั่งอยู่ข้างๆ เมื่อได้ยินคำพูดของสตรีผู้มีอายุน้อยกว่า นางจึงวางถ้วยชาลงบนโต๊ะทันที