ฉินอวี่ชี้ชื่อหนึ่ง
“คนนี้ขอรับ”
ซ่งเทียนเหอ
เมืองชิงหลาน
อายุสิบเก้า
ขั้นเปิดชีพจรขั้นสาม
อันดับหนึ่งรุ่นเยาว์ของตระกูลซ่ง
จากนั้นอีกชื่อ
หลินเซียว
เมืองธารม่วง
อายุสิบแปด
ขั้นเปิดชีพจรขั้นสอง
ผู้ใช้หอก
อีกหนึ่ง
หลัวเจี้ยน
เมืองหินดำ
อายุยี่สิบ
ขั้นเปิดชีพจรขั้นสี่
ฉินอวี่กล่าว
“คนผู้นี้ว่ากันว่าแข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มผู้สมัครที่มาจากเมืองอื่น”
ฉินเฟิงมองชื่อ
เปิดชีพจรขั้นสี่
ถ้าตอนนี้ต่อสู้ตรง ๆ ยังเป็นศัตรูที่ยาก
แต่การคัดเลือกไม่จำเป็นต้องให้เขาชนะทุกคน
ต้องดูรูปแบบก่อน
มู่ชิงหลันถาม
“สำนักประกาศวิธีคัดเลือกหรือยัง”
ฉินอวี่พยักหน้า
“ประกาศแล้วขอรับ”
เขาชี้ด้านล่าง
“รอบแรก ทดสอบเสาหินพลังและพรสวรรค์ คัดออกครึ่งหนึ่ง”
“รอบสอง ประลองแบ่งกลุ่ม”
“รอบสาม จัดอันดับผู้ผ่านสามสิบสองคน”
ฉินเฟิงอ่านรายละเอียดต่อ
สิบหกอันดับแรกได้สิทธิ์เข้าสำนักเมฆาฟ้าโดยตรง
อันดับสิบเจ็ดถึงสามสิบสองต้องเข้ารอบทดสอบเพิ่มเติม
อันดับหนึ่งถึงสามจะได้รับรางวัลพิเศษจากสำนัก
และอันดับหนึ่งได้รับสิทธิ์เลือกยอดเขาที่ต้องการเข้าฝึกก่อนคนอื่น
ฉินเฟิงมีแววตาสนใจ
“รางวัลอันดับหนึ่งมีอะไร”
ฉินอวี่ตอบ
“ยังไม่ประกาศ แต่ได้ยินว่ามีโอสถระดับสองกับหินวิญญาณจำนวนมาก”
ฉินเฟิงยิ้มเล็กน้อย
เดิมเขาไม่ได้สนใจอันดับของการคัดเลือกมากนัก
ขอเพียงเข้าสำนักได้ก็พอ
แต่ถ้ามีโอสถระดับสองและทรัพยากร…
เช่นนั้นอันดับหนึ่งก็น่าสนใจขึ้นแล้ว
มู่ชิงหลันมองสีหน้าเขา
“ท่านกำลังคิดเอาอันดับหนึ่งอีกแล้วใช่หรือไม่”
ฉินเฟิงหันมอง
“ถ้ารางวัลดี เหตุใดต้องยกให้คนอื่น”
ฉินอวี่หัวเราะ
“สมเป็นลูกพี่!”
มู่ชิงหลันกลับไม่ได้หัวเราะตามทั้งหมด
“หลัวเจี้ยนขั้นเปิดชีพจรขั้นสี่ และซ่งเทียนเหอขั้นสาม”
“ท่านยังอยู่ขั้นรับปราณขั้นเจ็ด”
“ข้ารู้”
ฉินเฟิงตอบอย่างสงบ
“เพราะเช่นนั้นสามวันนี้ข้าจึงต้องเตรียมตัวให้ดี”
นางมองเขา
“ท่านคิดว่าชนะได้จริง?”
ฉินเฟิงไม่ได้ตอบทันที
เขาพับรายชื่อแล้ววางลง
“ถ้าถามว่าตอนนี้ชนะหลัวเจี้ยนได้แน่นอนหรือไม่ ข้าตอบว่าไม่”
“แต่ถ้าถามว่าข้ากลัวหรือไม่”
รอยยิ้มบางปรากฏ
“ก็ไม่เช่นกัน”
มู่ชิงหลันมองเขาแล้วพยักหน้า
“เช่นนั้นข้าจะรอดู”
หลังนางกลับตระกูลมู่ ฉินเฟิงก็เริ่มเข้าสู่แผนวันที่สอง
ดอกฟื้นวิญญาณสามต้นที่นางนำมาพอดีกับสิ่งที่ต้องการ
เขาปรุงโอสถฟื้นวิญญาณเมฆาเพิ่มอีกหกเม็ด
แต่กินเพียงสองเม็ดตลอดทั้งวัน โดยเว้นระยะห่างหลายชั่วยาม
พลังวิญญาณไม่ควรเร่งเหมือนปราณ
หากใช้น้ำยากระตุ้นมากเกินไป จิตอาจเกิดความเหนื่อยล้าและควบคุมโอสถผิดพลาด
ฉินเฟิงจึงใช้วิธีสลับระหว่างโอสถกับการฝึกควบคุมวัตถุ
ในลานหลังเรือน เขาวางใบไม้สามสิบหกใบเรียงกัน
จากนั้นใช้พลังวิญญาณยกขึ้นทีละใบ
หนึ่งใบ
สามใบ
หกใบ
สิบสองใบ
ถึงสิบแปดใบ เขาเริ่มรู้สึกหนักในห้วงจิต
แต่ไม่ได้หยุดทันที
เขาปรับการควบคุมให้แต่ละสายใช้พลังน้อยลง
ยี่สิบใบ
ยี่สิบสี่
ยี่สิบเจ็ด
สุดท้ายหยุดที่ยี่สิบแปดใบ
ใบไม้ทั้งหมดลอยรอบตัวเป็นวง
ฉินเฟิงเปิดดวงตา
“ยังไม่พอ”
ถ้าเป็นการหลอมโอสถระดับสองจริง เขาต้องควบคุมส่วนผสมมากกว่านี้พร้อมกัน
เป้าหมายก่อนเข้าสำนักคือสามสิบหกใบ
เขาฝึกตลอดวัน
จนถึงค่ำ สามารถควบคุมได้สามสิบเอ็ดใบ
วันที่สาม
เขาไม่กินโอสถเลย
ตอนเช้าฝึกกระบี่เพียงหนึ่งชั่วยาม
จากนั้นพัก
ช่วงบ่ายหลับสองชั่วยามเต็มเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่กลับจากสนามสัตว์เทวะ
เมื่อฟื้นขึ้นมา สภาพจิตและร่างดีที่สุดในหลายวัน
ตอนเย็นตรวจอาวุธ
กระบี่สั้นที่ใช้เริ่มมีรอยแตกเล็กบางจุดจากการปะทะกับอาวุธหลายครั้ง
ฉินเฟิงขมวดคิ้ว
อาวุธนี้เป็นเพียงกระบี่ระดับธรรมดา
ถ้าเจออาวุธดีกว่าในการประลอง อาจแตกกลางการต่อสู้
เขาจึงเดินไปยังคลังอาวุธของตระกูล
หลังเหตุการณ์ฉินซวนเฮ่อ ผู้อาวุโสหลายคนเปลี่ยนท่าทีต่อเขาอย่างชัดเจน
ผู้ดูแลคลังเห็นฉินเฟิงก็รีบออกมาต้อนรับ
“คุณชายต้องการอาวุธชนิดใดขอรับ”
“กระบี่ที่แข็งแรงที่สุดซึ่งข้าสามารถยืมใช้ได้”
ผู้ดูแลพาไปชั้นใน
มีอาวุธหลายเล่ม
ฉินเฟิงลองจับทีละเล่ม
บางเล่มหนักเกิน
บางเล่มพลังนำปราณไม่ดี
จนถึงมุมหนึ่ง เขาเห็นกระบี่สีเทาดำซึ่งไม่มีฝักสวยงาม
ตัวกระบี่ยาวกว่าของเดิมเล็กน้อย
ด้ามพันหนังเก่า
ดูธรรมดาจนแทบไม่มีใครสนใจ
แต่ทันทีที่แตะ ฉินเฟิงสัมผัสได้ถึงความหนาแน่นของโลหะ
“เล่มนี้คืออะไร”
ผู้ดูแลตอบ
“กระบี่เหล็กดำขอรับ เป็นของเก่าจากสมัยบรรพชน ไม่มีคุณสมบัติพิเศษ แต่แข็งมาก”
“เหตุใดไม่มีคนใช้”
“หนักกว่ากระบี่ทั่วไป และนำปราณได้เพียงปานกลาง”
ฉินเฟิงยก
หนักจริง
แต่หลังหลอมกายด้วยอัสนี น้ำหนักนี้ไม่เป็นปัญหา
ส่วนการนำปราณปานกลางกลับเหมาะกับกระบี่ดาวตกหนึ่งจุด เพราะวิชานี้ต้องรวมพลังที่ปลาย ไม่ได้ต้องการให้อาวุธขยายปราณทั่วทั้งเล่ม
“ข้ายืมเล่มนี้”
ผู้ดูแลตกใจเล็กน้อย
“คุณชายไม่ลองเล่มวายุเงินหรือขอรับ นั่นเป็นอาวุธระดับหนึ่งขั้นสูง”
ฉินเฟิงส่ายหน้า
“เล่มนี้เหมาะกว่า”
เขานำกระบี่เหล็กดำกลับเรือน
ใช้เวลาช่วงสุดท้ายปรับกระบวนท่าให้เข้ากับน้ำหนักใหม่
ตอนแรกความเร็วลดลงเล็กน้อย
แต่พลังแทงเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
หลังฝึกเพียงไม่กี่สิบครั้ง เขาก็เริ่มคุ้น
คืนนั้นฉินเฟิงเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ
ไม่มีการปรุงโอสถ
ไม่มีการฝึก
ไม่มีการเร่งเพิ่มพลัง
เพราะวันรุ่งขึ้นคือวันคัดเลือก
เสียงระฆังเมืองชิงหลานดังขึ้นตั้งแต่ยามเช้า
ถนนสายหลักเต็มไปด้วยผู้คนเร็วกว่าปกติหลายเท่า ร้านค้าเปิดก่อนเวลา ชาวเมืองจำนวนมากเดินไปยังลานประลองขนาดใหญ่ทางตอนเหนือ ซึ่งสำนักเมฆาฟ้าใช้เป็นสถานที่จัดการคัดเลือก
ธงสีขาวน้ำเงินของสำนักถูกแขวนอยู่ทั่วบริเวณ
ตรงกลางลานมีเวทีประลองแปดแห่ง
แต่ละเวทีกว้างหลายสิบก้าว
ด้านหลังเป็นแท่นสูงสำหรับผู้ดูแลสำนักและผู้อาวุโสจากตระกูลใหญ่
เสียงผู้คนดังต่อเนื่อง
“ปีนี้ผู้สมัครมากกว่าครั้งก่อน!”
“ได้ยินว่ามีอัจฉริยะขั้นเปิดชีพจรถึงสิบกว่าคน!”
“หลัวเจี้ยนจากเมืองหินดำก็มาด้วย!”
“ซ่งเทียนเหอเล่า?”
“มาแล้ว เห็นว่าเมื่อวานเพิ่งทะลวงพลังอีกครั้ง!”
ฉินเฟิงเดินเข้ามาพร้อมคนตระกูลฉิน
วันนี้เขาสวมชุดนักสู้สีดำเรียบ
กระบี่เหล็กดำอยู่ด้านหลัง
เสี่ยวเหลยไม่ได้เกาะไหล่
ฉินเฟิงเก็บมันเข้าในพื้นที่วิญญาณเพื่อไม่ให้ดึงดูดสายตามากเกินไป
ทันทีที่เขาปรากฏ เสียงบางส่วนรอบข้างลดลง
จากนั้นเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง
“นั่นฉินเฟิง!”
“คุณชายตระกูลฉินที่เพิ่งเพิ่มพลังเร็วผิดปกติ?”
“ใช่!”
“ได้ยินว่าเขาฆ่าเหอจิ่วในสนามสัตว์เทวะด้วย”
“ไม่ใช่คนเดียว แต่เขาเป็นคนโจมตีสุดท้าย”
“เขาอยู่ขั้นไหนแล้ว?”
คนหนึ่งใช้พลังตรวจ
สีหน้าเปลี่ยน
“ยังขั้นรับปราณขั้นเจ็ด”
บางคนถอนหายใจ
“เช่นนั้นคงผ่านรอบต้นได้ แต่จะเอาอันดับสูงคงยาก”
“จริง รุ่นเยาว์ขั้นเปิดชีพจรมีมากเกินไป”
ฉินเฟิงได้ยินทั้งหมด แต่ไม่ได้สนใจ
เมื่อเข้าสู่พื้นที่ผู้สมัคร หลี่เทียนหมิงก็เดินเข้ามาทันที
“ฉินเฟิง!”
เขาสวมชุดนักสู้สีเขียวเข้ม กระบี่ยาวด้านหลังมีเกล็ดดำจากสนามสัตว์เทวะหลอมอยู่บนตัวอาวุธ ทำให้กลิ่นอายของกระบี่แข็งแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“สามวันไม่เจอ เจ้ายังไม่เพิ่มขั้น?”
หลี่เทียนหมิงถามด้วยความประหลาดใจ
ฉินเฟิงตอบ
“เจ้าดูผิดหวังหรือ”
“ไม่ใช่ ข้าเพียงคิดว่าพอเห็นเจ้าอีกครั้งอาจขึ้นขั้นเก้าหรือเปิดชีพจรไปแล้วเสียอีก”
ฉินเฟิงส่ายหน้า
“เจ้าคิดว่าการฝึกปราณคือกินข้าวหรือ”
หลี่เทียนหมิงหัวเราะ
“กับคนอื่นไม่ใช่ แต่กับเจ้าข้าไม่แน่ใจ”
มู่ชิงหลันเดินเข้ามาจากด้านข้าง
วันนี้นางกลับมาสวมชุดขาวอมฟ้าสำหรับต่อสู้ กระบี่น้ำแข็งอยู่ด้านเอว
พลังของนางยังอยู่ขั้นเปิดชีพจรขั้นหนึ่ง แต่ฉินเฟิงสัมผัสได้ว่าพลังจันทราภายในมั่นคงขึ้น
“เจ้าทำตามที่ข้าบอก?”
นางพยักหน้า
“สามสิบหกรอบต่อคืน”
“ผลเป็นอย่างไร”
“เมื่อคืนพลังฟื้นเร็วกว่าปกติประมาณสองส่วน”
ฉินเฟิงพยักหน้า
“ดี อย่าเร่งเกินไป”
หลี่เทียนหมิงมองทั้งสอง
“เหตุใดฟังเหมือนอาจารย์กับศิษย์”
มู่ชิงหลันหันมอง
“ถ้าเจ้าอยากให้เขาตรวจวิชากระบี่ให้ก็ลองขอ”
หลี่เทียนหมิงชะงัก
จากนั้นมองฉินเฟิงจริงจัง
“ได้หรือ?”
ฉินเฟิงตอบ
“หลังการประลอง”
“ตกลง!”
หลี่เทียนหมิงรับคำรวดเร็ว
ระหว่างนั้นเสียงผู้คนด้านหน้าพลันดังขึ้นมากกว่าเดิม
หญิงสาวผู้หนึ่งเดินเข้ามา
หนานกงหลีเยว่
นางสวมอาภรณ์สีม่วงอ่อนเหมือนตอนอยู่สนาม แต่สีหน้าดีกว่าก่อนมาก
ทันทีที่ปรากฏ รุ่นเยาว์ชายจำนวนมากหันมอง
ความงามของนางโดดเด่นต่างจากมู่ชิงหลัน
หากมู่ชิงหลันงดงามเย็นสงบดุจจันทร์เหนือธารน้ำแข็ง หนานกงหลีเยว่กลับมีความสูงส่งและหยิ่งในศักดิ์ศรีคล้ายบุปผาซึ่งผลิบานบนยอดเขาที่ไม่มีใครเข้าถึงง่าย
นางเดินตรงมาหาฉินเฟิง
“สมุนไพรครบแล้ว”
ฉินเฟิงรู้ทันทีว่าหมายถึงการถอนพิษ
“หลังการคัดเลือกวันแรก ข้าจะรักษาให้”
“ได้”
หนานกงหลีเยว่พยักหน้า
คนรอบข้างเริ่มมองฉินเฟิงด้วยสายตาแปลกขึ้น
มู่ชิงหลัน
หนานกงหลีเยว่
หญิงงามสองคนที่ถูกกล่าวขานสูงที่สุดในบรรดารุ่นเยาว์เขตนี้ กลับยืนสนทนากับฉินเฟิงอย่างเป็นธรรมชาติ
ชายหนุ่มบางคนเริ่มรู้สึกไม่พอใจโดยไม่มีเหตุผลเกี่ยวกับการประลอง
หนึ่งในนั้นคือชายร่างสูงสวมชุดสีแดงเข้มซึ่งยืนอยู่ห่างออกไปประมาณสิบก้าว
เขามีคิ้วเข้ม ใบหน้าหล่อเหลา และสะพายหอกสีเงินไว้ด้านหลัง
ระดับพลัง ขั้นเปิดชีพจรขั้นสอง
เมื่อเห็นหนานกงหลีเยว่เดินมาหาฉินเฟิง ดวงตาเขาก็เย็นลงเล็กน้อย
หลี่เทียนหมิงสังเกตเห็น
จึงกระซิบ
“เจ้ารู้จักคนนั้นหรือไม่”
ฉินเฟิงส่ายหน้า
“ไม่”
“หลินเซียว เมืองธารม่วง”
หลี่เทียนหมิงลดเสียง
“ได้ยินว่าเขาตามจีบหนานกงหลีเยว่เกือบสองปี”
ฉินเฟิงมองเพียงครั้งแล้วละสายตา
“เกี่ยวอะไรกับข้า”
หลี่เทียนหมิงยิ้ม
“ตอนนี้อาจยังไม่เกี่ยว”
ฉินเฟิงไม่สนใจเรื่องเช่นนี้
ถ้าหลินเซียวชอบหนานกงหลีเยว่ นั่นเป็นเรื่องของอีกฝ่าย
ตราบใดที่ไม่มาสร้างปัญหาให้เขา ก็ไม่มีเหตุให้สนใจ
ในเวลาเดียวกัน เสียงระฆังใหญ่ดังขึ้นจากแท่นกลาง
เคร้ง!
เสียงทั้งหมดค่อย ๆ เบาลง
เจียงเหวินไห่เดินออกมายืนด้านหน้า
ข้างกายมีชายชราอีกสามคนซึ่งสวมชุดผู้อาวุโสสำนักเมฆาฟ้า
หนึ่งในนั้นมีแรงกดดันสูงกว่าทุกคนที่ฉินเฟิงเคยพบในเมืองชิงหลานอย่างชัดเจน
เขาไม่สามารถระบุระดับทั้งหมดได้
รู้เพียงว่าอย่างน้อยอยู่เหนือขั้นรวมปราณหลายช่วง
เจียงเหวินไห่กวาดสายตาผ่านผู้สมัครทั้งหมด
“การคัดเลือกเข้าสำนักเมฆาฟ้าประจำปีเริ่มต้น ณ บัดนี้”
“ผู้สมัครหนึ่งร้อยยี่สิบแปดคน”
“รอบแรกทดสอบสองอย่าง”
“พลังโจมตี”
“และพรสวรรค์เส้นชีพจร”
เขาชี้เสาหินขนาดใหญ่สองต้นด้านหน้า
ต้นแรกสีดำ
ต้นที่สองโปร่งใส
“เสาหินดำจะรับการโจมตีหนึ่งครั้ง แล้วแสดงระดับพลัง”
“เสาคริสตัลจะตรวจจำนวนเส้นชีพจรหลักที่เปิด และคุณภาพของพลัง”
“ผู้ได้คะแนนรวมต่ำกว่าครึ่งจะถูกตัดออก”
คนรอบข้างเริ่มตื่นเต้น
ฉินเฟิงกลับสนใจเสาคริสตัลมากกว่า
เส้นชีพจรเก้าสายของเขาเปิดแล้ว
ในขั้นรับปราณขั้นเจ็ด น่าจะมากกว่าคนระดับเดียวกันอย่างชัดเจน
แต่ไม่รู้ว่าเสานี้ตรวจลึกถึงสายชีพจรพิเศษหรือไม่
ถ้าตรวจพบตราบรรพโกลาหลหรือพลังอัสนีจากโลหิตสัตว์เทวะ อาจดึงดูดสายตามากเกินไป
เขาตัดสินใจว่าจะใช้พลังเพียงระดับปกติ
ไม่แสดงทั้งหมด
การทดสอบเริ่ม
ผู้สมัครขึ้นทีละคน
“เฉินซู ขั้นรับปราณขั้นแปด!”
ชายคนแรกโจมตีเสา
แสงขึ้นถึงระดับหนึ่ง
จากนั้นตรวจเส้นชีพจร
“หกเส้น”
คะแนนปานกลาง
คนต่อไป
คนที่สาม
คนที่สิบ
จนถึงผู้สมัครจากตระกูลซ่ง
เสียงรอบลานดังขึ้น
ซ่งเทียนเหอ
ชายหนุ่มอายุสิบเก้าเดินออกมา
รูปร่างสูงสง่า
ระดับพลังแผ่ออก
เจียงเหวินไห่ประกาศ
“ขั้นเปิดชีพจรขั้นสาม!”
ซ่งเทียนเหอเดินถึงเสาหิน
ยกฝ่ามือ
ปราณสีทองรวม
“ฝ่ามือเมฆาทอง!”
ตูม!
เสาหินสั่นรุนแรง
แสงพุ่งขึ้นสูงกว่าคนก่อนหน้าเกือบเท่าตัว
เสียงฮือฮาดัง
ต่อมาเสาคริสตัล
เมื่อวางมือ
แสงเจ็ดสายปรากฏ
“เจ็ดเส้นชีพจรหลัก คุณภาพระดับสูง!”
เสียงปรบมือดังจากคนตระกูลซ่ง
ซ่งเทียนเหอมีรอยยิ้มมั่นใจ
จากนั้นหลัวเจี้ยนขึ้น
แรงกดดัน ขั้นเปิดชีพจรขั้นสี่
เพียงออกมาก็เหนือคนรอบข้าง
เขาใช้หมัด
ตูม!
เสาหินดังสนั่น
คะแนนสูงกว่าซ่งเทียนเหอเล็กน้อย
เส้นชีพจรแปดสาย
คุณภาพระดับสูง
คนดูยิ่งตื่นเต้น
หลี่เทียนหมิงถอนหายใจ
“สัตว์ประหลาดจริง”
ฉินเฟิงตอบ
“ยังไม่ถึงขั้นนั้น”
หลี่เทียนหมิงหันมอง
“เจ้าพูดเหมือนแปดเส้นเป็นเรื่องธรรมดา”
ฉินเฟิงไม่ได้ตอบ
ไม่นานมู่ชิงหลันถูกเรียก
นางเดินขึ้น
แรงกดดันขั้นเปิดชีพจรขั้นหนึ่งแผ่ออก
เมื่อโจมตีเสาหิน พลังเหมันต์ทำให้ผิวเสาเกิดน้ำแข็งบาง ๆ
คะแนนสูงกว่าผู้ฝึกระดับเดียวกันมาก
จากนั้นเสาคริสตัล
หนึ่งสาย
สาม
ห้า
เจ็ด
และยังมีแสงสีเงินอีกหนึ่งสายปรากฏแยกออกด้านข้าง
ผู้อาวุโสสามคนบนแท่นลุกขึ้นเล็กน้อย
“สายพลังพิเศษ!”
เจียงเหวินไห่มองอย่างประหลาดใจ
“ธาตุจันทรา?”
มู่ชิงหลันเองตกใจ
ฉินเฟิงกลับเข้าใจ
กระดูกอสูรจันทราเริ่มเปลี่ยนพลังจริง
ผู้อาวุโสคนหนึ่งกล่าว
“ดีมาก”
เพียงสามคำ แต่ทำให้คนรอบข้างรู้ว่านางได้รับความสนใจแล้ว..