ตัวข้าไม่ใช่บุตรเขยสกุลฉี! (我不是齐家的女婿)

    โรคระบาด 4

    หมู่บ้านสือซานมีชาวบ้านอาศัยอยู่ทั้งหมด สามร้อยยี่สิบหกคน เสียชีวิตเพราะโรคไข้หวัดนกไปแล้ว เจ็ดสิบสองคน ตอนนี้มีคนเหลืออยู่สองร้อยห้าสิบสามคน คนที่ใช้งานได้โดยที่ไม่ป่วยมีเพียงแค่ สามสิบเอ็ดคน ในระยะเวลาๆ สั้นๆ แค่ครึ่งวัน ชาวบ้านที่ไม่มีอาการเจ็บปวดในตอนแรกก็เริ่มแสดงอาการท้องเสีย มีไข้อ่อนๆ กู้เลี่ยงรุ่ยแยกพวกเขาไปอยู่ในกลุ่มของคนที่ติดเชื้อแต่ยังไม่ป่วย คนพวกนี้นับว่ามีความหวังที่สุดแล้วที่จะรอดตายได้


    ทุกวินาทีมีค่า กู้เลี่ยงรุ่ยพร้อมหมอยาประจำหมู่บ้านที่ชื่อ เหล่ยเฟยจี๋ ถึงจะบอกว่าเป็นหมอยาแต่ก็เป็นหมอยาแบบไสยศาสตร์ เชื่อเรื่องผีสางเสียมากกว่า ตอนที่ในหมู่บ้านมีคนป่วยตายไปก็เอาแต่ทำพิธีปัดเป่าวิญญาณร้าย และทำบุญหมู่บ้านขจัดเสนียดจัญไร เป็นความเชื่องมงายที่กู้เลี่ยงรุ่ยรับไม่ได้ เขารีบไปลากตัวเหล่ยเฟยจี๋มาช่วยกันหาสมุนไพรเพราะอย่างไรคนผู้นี้ก็ดูมีความรู้เรื่องสมุนไพรอยู่บ้าง แม้จะจำใจหรืออะไรก็ตามแต่เหล่ยเฟยจี๋ก็ต้องทำ ทั้งยังต้องขึ้นเขาไปหาสมุนไพรด้วยกันด้วยจนเหน็ดเหนื่อย แรกทีเดียวเหล่ยเฟยจี๋ที่มีอายุเกือบๆ สามสิบปีดูจะไม่เชื่อถือในสิ่งที่กู้เลี่ยงรุ่ยบอกเท่าไหร่นัก แต่ด้วยความที่ไร้หนทางและไม่รู้วิธีเช่นกันว่าจะทำอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน ก็เลยต้องฟังไว้ครึ่งหนึ่ง แต่ในใจคิดแค่ว่าเรื่องราวร้ายๆ ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านมีผลมาจากวิญญาณร้าย


    ภูเขาลูกใหญ่ที่ทอดตัวนอนขวางอยู่ตามแนวเป็นชายแดนที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสมุนไพรหลากหลาย กู้เลี่ยงรุ่ยวาดภาพของสมุนไพรที่ต้องใช้ให้กับแต่ละคนเอาไว้ดูและกำกับส่วนต่างๆ ที่ใช้ทำยาได้อย่างชัดเจน ต้องขอบคุณพรสวรรค์ด้านการวาดรูปที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ทำให้สามารถวาดออกมาได้ใกล้เคียง โดยแบ่งทีมค้นหาสมุนไพรออกเป็นหกทีม ทีมละสองคน มีสมุนไพรที่ต้องตามหาอยู่เช่น ยินเลี่ยน (สะเดา) ขู่เถิง (บอระเพ็ด) ฉวนซินเหลียน (ฟ้าทลายโจร) นิงเมิ่ง (มะนาว) นิงเมิ่งเฉา (ตะไคร้) ฮานซิวเฉา (ผักกระเฉด) และกวางฉี (ฟักข้าว) โดยสมุนไพรเหล่านี้เป็นสมุนไพรไทยที่สามารถเอามาใช้รักษาโรคไข้หวัดนกได้ แต่ที่น่ากังวลคือมีสมุนไพรไทยชนิดหนึ่งที่เขาจำชื่อจีนไม่ได้ ไม่รู้ว่าคนที่นี้เรียกยังไงด้วย มันคือ ชะมวงหรือส้มโมง เป็นพืชสมุนไพรที่เป็นไม้ยืนต้นขนาดย่อมไปกลาง ใบเดี่ยว ผิวมัน เนื้อใบหนา มีรสเปรี้ยว พบได้ตามป่าร้อนชื้นทั่วไป มีดอกและผล รากใช้แก้ไข้ได้ดี ทว่าตนจำชื่อจีนของชะมวงไม่ได้ ได้แต่วาดออกมาให้คนอื่นดูก็ไม่มีใครรู้


    แต่ก็ไม่เป็นไร กู้เลี่ยงรุ่ยวาดรูปให้แล้ว ขอแค่พวกเขาพบก็แค่เก็บกลับมา ที่เหลือเขาจะจัดการเอง แต่ใช้ว่าการหาสมุนไพรจะง่ายดาย มีหลายอย่างที่ได้มาน้อยนิดและมีบางอย่างที่ไม่ได้มาด้วยซ้ำ อย่าง ฮานซิวเฉา ยินเลี่ยน กวางฉี ไม่ได้มาเลย ที่ได้มาจะเป็นขู่เถิง ฉวนซินเหลียน นิงเมิ่ง นิงเมิ่งเฉา ส่วนชะมวงนั้น กู้เลี่ยงรุ่ยไม่เห็นแม้แต่เงา


    ในที่สุดพระอาทิตย์ก็ตกลับขอบฟ้าไปแล้วทั้งๆ ที่พึ่งถึงยามเซิน ความมืดโรยตัวลงมาอย่างรวดเร็วและอากาศหนาวเย็นที่คลี่คลุมเข้ามาทำให้ทั้งหมดต้องหยุดปฏิบัติการตามล่าสมุนไพรแล้ว กู้เลี่ยงรุ่ยจึงนำคนทั้งหมดลงมาจากเขาซึ่งใช้เวลามากกว่าที่คิดไว้มาก


    พอพูดถึงเขาหรือภูเขาแล้ว อาจจะคิดว่าเหมือนภูเขาทั่วไปแถวภาคเหนือเมืองไทย ที่สูงและชันไม่เท่าไหร่นัก แต่เมื่อเทียบกับภูเขาประเทศจีนที่สูงเสียดฟ้าและกว้างใหญ่กว่ามาก กู้เลี่ยงรุ่ยที่ไม่ได้เตรียมตัวมาดีก็ยังขาลาก แต่ด้วยสปิริตผู้นำที่เต็มเปี่ยม กู้เลี่ยงรุ่ยไม่อาจแสดงอาการเหน็ดเหนื่อยเหล่านั้นออกมา ทั้งยังต้องเป็นคนคอยให้กำลังใจคนอื่นและปลุกพลังเป็นระยะๆ ด้วยคนที่ยังแข็งแรงอยู่ส่วนใหญ่เป็นเด็กวัยรุ่นอายุไม่เกินสิบแปดปี เด็กสุดที่กู้เลี่ยงรุ่ยพกขึ้นเขามาก็อายุสิบสอง พวกเขาทั้งหมดแข็งแรงและยังมีพละกำลังเหลือเฟื้อ อยากจะทำอะไรบ้างเพื่อช่วยคนในหมู่บ้าน


    ซึ่งเด็กวัยรุ่นพวกนี้ทำได้ดีมาก พวกเขาสามารถเข้าใจในการวาดรูปของกู้เลี่ยงรุ่ยและตามหาสมุนไพรมาได้เยอะพอสมควร จนตะกร้าไม้ไผ่ที่สะพายอยู่บนหลังหนักอึ้ง ถึงกระนั้นก็ไม่มีปริปากบ่นออกมา เอาแค่ปาดเหงื่อทิ้ง ดื่มน้ำและลุกขึ้นดินต่อไป ทุกคนดูตั้งใจและจริงจังกับทุกการกระทำราวกับรับรู้ได้ว่าเรื่องนี้สำคัญอย่างไงและแค่ไหน


    เวลาล่วงเลยถึงยามโหย่ว กู้เลี่ยงรุ่ยพร้อมเด็กชายเด็กสาวอีกสิบคนก็มาถึงหมู่บ้านสือซาน ทั้งหมดรีบแยกย้ายกันไปพักผ่อนสั้นๆ ตามที่กู้เลี่ยงรุ่ยบอก และพักทานข้าว อาบน้ำ ก่อนจะมาเจอกันที่ลานต้มยาในยามซวีเพื่อช่วยป้าจางเตรียมยาให้คนป่วย โดยแบ่งยาออกเป็นสามชนิด คือหนึ่ง ยาสำหรับคนที่ป่วยหนักจะมีขู่เถิง ฉวนซินเหลียน มากหน่อยเป็นพิเศษ ส่วนคนที่ป่วยเล็กน้อยจะมี ฉวนซินเหลียน นิงเมิ่ง นิงเมิ่งเฉา ต้มกับน้ำผึ้ง


    เวลานั้นกู้เลี่ยงรุ่ยที่เหนื่อยสายตัวแทบขาดออกจากร่างก็ยังไม่ได้พัก หลังดื่มน้ำแล้วก็มานั่งจัดสมุนไพรต่อ เขานั่งย่องๆ อยู่บนกองสมุนไพรทั้งหมดแล้วนั่งคัดแยกออกเป็นกองๆ โดยมีเหล่ยเฟยจี๋กับหลินโม่คอยช่วย ด้านเหล่ยเฟยจี๋นั้นทำไปด้วยบ่นไปด้วย ใบหน้างอง้ำเปื้อนคราบดินคราบทราย อยากจะอาบน้ำและทิ้งตัวลงนอนที่ไหนก็ได้ แต่มีกู้เลี่ยงรุ่ยคอยชี้นิ้วสั่งการ พอจะนั่งพักสักครู่ก็ถูกมองมาด้วยสายตาเย็นๆ


    ยังดีที่ยาที่กู้เลี่ยงรุ่ยบอกได้ผล อาการของคนที่เริ่มป่วยในตอนแรกดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในวันแรกที่ดื่มยาไป ส่วนคนที่ป่วยหนักจนเริ่มไอแล้ว อาการทรงตัวเป็นบางคน บางคนก็ช่วยไม่ทัน แต่นั้นยังไม่ใช่ข่าวร้ายที่สุด สิ่งที่แย่คือกำลังจะขาดแคลนยาสมุนไพร เนื่องจากแถบนี้เข้าสู่ฤดูหนาว พืชต่างๆ จำศีลและพากับตายลง ยาสมุนไพรจึงมีจำกัดและคนที่กู้เลี่ยงรุ่ยส่งไปขอความช่วยเหลือก็ยังไม่มีใครกลับมาสักคน ถึงกระนั้นกู้เลี่ยงรุ่ยก็ไม่อาจท้อถอยได้ วันนั้นมีคนตายสิบเอ็ดคน พร้อมกับยาสมุนไพรที่หมดลง


    กู้เลี่ยงรุ่ยพาคนออกไปหาสมุนไพรดังเช่นทุกวัน พร้อมทั้งรอว่าเมื่อไหร่ความช่วยเหลือจะมาถึง


    เรื่องเป็นเช่นนี้จนผ่านมาถึงวันที่สี่ที่ต้องไปตามหาสมุนไพรอีก เนื่องจากคนป่วยที่หมู่บ้านมีจำนวนมากขึ้น ยาสมุนไพรที่หามาเมื่อวานพอแค่ต้มให้มื้อเช้า หลังหารือกัน กู้เลี่ยงรุ่ยจึงจัดทีมออกหาสมุนไพรอีก คราวนี้เพิ่มคนให้มากหน่อยและออกค้นหาตั้งแต่เช้าตรู่จนถึงยามเซินเช่นเดียวกัน ยามนั้นเหล่ยเฟยจี๋ที่ได้อยู่กับกู้เลี่ยงรุ่ยมาสามวันแล้วก็อดมองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปไม่ได้


    “คุณชายกู้ เมื่อไหร่ข้าจะได้พักล่ะ ท่านให้คนอื่นไปพักได้แล้วทำไมข้ายังต้องอยู่อีก ท่านทำเช่นนี้มันจะเป็นการเลือกปฏิบัติเกินไปแล้ว” บ่นเล็กน้อย แต่มือก็ทำต่อไป เนื่องจากหัวหน้าหมู่บ้านติดเชื้อตายไปตั้งแต่วันก่อนทำให้หมู่บ้านขาดผู้นำ ตอนที่สถานการณ์ง่อนแง่นเต็มทีก็มีคุณชายผู้นี้เข้ามา จัดการเรื่องยุ่งยากที่กำลังเกิดขึ้นในหมู่บ้าน แม้อยากจะต่อต้านแต่ก็ทำไม่ได้ คนผู้นี้ดูมีความรู้และสูงส่งจนไม่กล้าล่วงเกิน อีกทั้งสามวันที่ผ่านมา คนผู้นี้ทำงานไม่มีพัก ไม่ออกหาสมุนไพรก็ขลุกตัวเขียนหนังสือจดบันทึก ไม่ก็ไปอยู่กับคนป่วยและตรวจนั่นนี่ ถึงปากจะบอกว่าไม่ใช่หมอและไม่ได้เก่งกาจอะไร แต่ในสายตาคนทั้งหมู่บ้านคุณชายคือคนที่สวรรค์มาโปรด


    “เจ้าจัดสมุนไพรฉวนซินเหลียนเสร็จก็ไปพักได้ ที่เหลือข้าทำเอง” อันที่จริงกู้เลี่ยงรุ่ยเองก็อยากให้เหล่ยเฟยจี๋พักนานแล้ว แต่ด้วยสมุนไพรกองโตที่ต้องจัดการให้เรียบร้อยก่อนจึงรั้งอีกฝ่ายไว้ ตอนที่อยู่บนเขาเหล่ยเฟยจี๋ช่วยได้เยอะมาก คนผู้นี้ถึงจะบ่นเหมือนสาววัยกลางคนแต่ก็ลงมือทำ คนเช่นนี้ดีกว่าคนที่ไม่พูดอะไรและไม่ทำอะไร อาจจะหนวกหูหน่อยแต่ก็ไม่เป็นไร


    “จริงรึ ท่านพูดเองนะ ว่าข้าจัดฉวนซินเหลียนเสร็จก็ไปพักได้นะ” เหล่ยเฟยจี๋เหมือนได้รับบัญชาสวรรค์ว่าสามารถหยุดพักได้ แข้งขาที่เดินหนักมาหลายวันพากันอ่อนยวบลง


    “ก็พักจนกว่าจะถึงยามซวี ถึงยามซวีก็ค่อยกลับมาต้มยายังไงล่ะ” ถึงอย่างไรก็ต้องการแรงเหล่ยเฟยจี๋ คนผู้นี้แข็งแรงและรู้จักสมุนไพรกว่าคนอื่นๆ ยังไงก็ต้องใช้งาน งานนี้กู้เลี่ยงรุ่ยคนเดียวเกรงว่าจะแย่ ตั้งแต่สามวันก่อนกู้เลี่ยงรุ่ยก็เหมือนจะลืมไปแล้วว่าต้องนอนต้องกิน ทุกวันวิ่งวุ่นเข้าป่าหาสมุนไพร ว่างก็เขียนบันทึกสังเกตอาการไปเรื่อยๆ ทุกๆ วันมีคนตายและมีคนป่วยเพิ่มขึ้นเสมอ ยิ่งนานไปกู้เลี่ยงรุ่ยยิ่งกลัว แต่ก็ไม่อาจจะแสดงอาการกลวออกมาได้ ไม่งั้นคนทั้งหมู่บ้านที่หวังพึ่งตนจทำอย่างไรล่ะ พวกเขาไม่มีที่พึ่งอื่นแล้ว


    “ก็ได้ อย่างน้อยก็ได้พัก” เหล่ยเฟยจี๋โยนฉวนซินเหลียนกำสุดท้ายลงไปในตะกร้า ตอบรับอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก ถึงกระนั้นก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องปฏิเสธ คุณชายผู้นี้เหมือนดำดินออกมาในช่วงวิกฤต ทั้งยังจัดการเรื่องทุกอย่างได้อย่างรวดเร็วฉับไว อย่างสมุนไพรพวกนี้อีก เหล่ยเฟยจี๋รู้จักแค่ขู่เถิงรสขมบาดลิ้นเท่านั้นว่าใช้อย่างไร อย่างอื่นก็ไม่รู้แล้ว แต่พอได้อ่านกระดาษที่วาดรูปและระบุสรรพคุณต่างๆ ของสมุนไพรที่คุณชายผู้นี้ทำขึ้นก็ต้องอดทึ่งไม่ได้ มันช่างละเอียดและสมจริง ฝีมือการวาดรูปไม่ธรรมดาอย่างไร สติปัญญาในการรับมือปัญหาของคุณชายผู้นี้ก็ดีมากกว่าอีก โรคนี้นับเป็นโรคระบาดใหม่ที่แพร่ไปทั่วบริเวณนี้แล้ว ยังดีที่หมู่บ้านเรามีคุณชายผู้นี้อยู่ด้วย ไม่งั้นตายหมู่ไปนานแล้ว ไม่น่าอยู่มาถึงสามวันนี้ได้หรอก


    ไม่รู้กี่ครั้งกี่หนแล้วที่หล่ยเฟยจี๋ลอบหันไปสังเกตสังกาคุณชายผู้นี้ที่ตั้งหน้าตั้งตาคัดแยกสมุนไพร ล้างสมุนไพร ตากสมุนไพร ทั้งยังพูดคุยกับหลินโม่ด้วยใบหน้าเปี่ยมยิ้มมีเสน่ห์ ร่างสูงโปร่งเคลื่อนไหวไปมา ทำโน่นทำนี่อย่างไม่สนใจภาพลักษณ์ใดๆ ว่าแขนเสื้อสีเขียวมะกอกจะเปื้อน ชายเสื้อจะสกปรก เส้นผมจะยับยุ่ง ทุกอย่างและทุกกิริยาเป็นไปอย่างธรรมชาติ ดูแล้วเพลิดเพลินตาอย่างไรพิกล จนเมื่อรู้สึกตัวก็ต้องทุบหัวเรียกสติ


    “ท่านทำอะไรนะ ตีตัวเองทำไม” ครั้นที่กู้เลี่ยงรุ่ยเงยหน้าขึ้นมอง เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เห็นเหล่ยเฟยจี๋ทุบหัวตัวเอง รู้สึกแปลกใจจึงถามออกไป ก่อนจะวางตะกร้าใส่ขู่เถิงที่ล้างน้ำจนสะอาดแล้ววางลงยังโต๊ะตัวยาว น้ำหนักของขู่เถิงคร่าวๆ ก็หลายสิบกงจิน ทำเอาเอวเคล็ดเล็กน้อยเหมือนกัน



    คล้ายกับเรื่องตัวข้าไม่ใช่บุตรเขยสกุลฉี! (我不是齐家的女婿) ที่คุณอ่าน