“พระคุณเจ้า ได้โปรดช่วยข้าด้วย”
หลังเอ่ยประโยคนี้ออกมา วาจาก็พรั่งพรูออกจากปากของเธอ
นิชิเป็นลูกสาวพ่อค้า สามีของเธอทำงานที่ร้านข้างเคียง ทั้งสองรักกันแต่ถูกทางบ้านกีดกันจึงตัดสินใจหนีตามกันมา บ้านหลังนี้เป็นบ้านเก่าของสามี ไม่มีใครในร้านรู้จัก ทั้งสองจึงสามารถอาศัยอยู่ได้อย่างปลอดภัย ใครเล่าจะคิด เหตุร้ายพลันมาถึงอย่างไม่ทันตั้งตัว
“สีกา ค่อย ๆ พูดค่อย ๆ จา” เณรน้อยส่งสัญญาณให้อาจารย์ของตนและศิษย์พี่เดินเข้าไปในบ้านก่อน ส่วนตนรับหน้าพูดคุยกับนิชิซึ่งนั่งพิงผนังเอ่ยวาจาออกมาไม่เป็นภาษา
เสียงร้องไห้สลับกับเสียงบอกกล่าวเรื่องราวในอดีต ฟังดูน่าเศร้าก็จริงแต่ฟังไม่ค่อยรู้เรื่องสักเท่าไร
เณรนั่งฟังอยู่นานจับใจความแค่ลูกพ่อค้า ลูกจ้าง หนีตาม เหตุร้ายเกิดแก่สามี ผ่านมาเนิ่นนานยังไม่ทราบเลยว่าสามีเกิดเรื่องอะไร ทำอย่างไรได้คนมีความทุกข์ย่อมต้องการระบาย
เณรน้อยจากยืนเปลี่ยนเป็นนั่งยอง
จากนั่งยองเปลี่ยนเป็นนั่งขัดสมาธิ
ฟังไปเรื่อย ๆ คล้ายจะไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าในบัดดล เณรเลยต้องกระแอมไอหลายครั้งเพื่อให้นิชิรู้ตัว
“เอาอย่างนี้แล้วกัน อาตมาเข้าใจในความเดือดร้อนลำบากของสีกา แต่หากเอาแต่ร้องไห้อยู่อย่างนี้เนิ่นนานคงไม่รู้เรื่อง สีกาไปล้างหน้าล้างตาก่อนเถอะ อาตมาจะรออยู่ด้านใน พร้อมแล้วค่อยกลับเข้ามา”
เณรกล่าวตัดบทแล้วเดินเข้าบ้านทันที ทิ้งนิชิให้นั่งเหม่อลอยอยู่ภายนอก จนเวลาล่วงเลยผ่านไปสักพักเธอถึงรู้สึกตัว ก่อนจะตระหนักว่าตนทำตัวเสียมารยาท จึงรีบล้างหน้าจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วเดินกลับเข้าไปในบ้านอีกครั้ง
ภายในห้องมืดสลัว พระคุณเจ้าทั้งสามรูปต่างนั่งนิ่งด้วยอาการสงบ ภาพที่ปรากฏยิ่งทำให้นิชิเลื่อมใสมากขึ้น และมั่นใจว่าพระทั้งสามรูปนี้แหละสามารถช่วยเธอและสามีได้แน่นอน
เธอก้มตัวคลานเข่าเข้าไป ประนมมือก้มลงกราบ
“ข้าต้องกราบขออภัยพระคุณเจ้าทั้งสามด้วย ที่อาจเสียมารยาทไปสักหน่อย”
“ไม่เป็นไร ไหนว่ามาสิ มันเกิดอะไรขึ้น” เสียงอ่อนใสของเณรดังขึ้น
“เรื่องมันเป็นอย่างนี้...”
หมู่บ้านนี้มีหัวหน้าหมู่บ้านที่ควบตำแหน่งผู้ดูแลศาลเจ้าอยู่คนหนึ่ง ยามส่งภาษีหรือเกณฑ์แรงงานหัวหน้าคนนี้จะเป็นคนประสานกับทางการ เธอกับสามีอาศัยที่นี่มาปีนี้ย่างเข้าปีที่สาม สองปีที่ผ่านมาทุกอย่างเป็นไปด้วยดี
“หากไม่สะดวกเกณฑ์แรงงานสามารถจ่ายเป็นเงินได้” นี่คือคำบอกของหัวหน้าซึ่งก็เป็นตามนั้น
เธออาศัยทรัพย์สินที่ติดตัวมาออกค่าใช้จ่ายให้สามี หากต้องใช้แรงงานตามที่ทางการกำหนด อาจกลับมาไม่ครบสามสิบสองหรืออาจเสียชีวิต ด้วยงานที่ว่าดูเหมือนเบาแต่หากผิดพลาดล้วนมีบทลงโทษทั้งสิ้น สถานเบาถูกโบย หรือไม่ก็ถูกส่งไปทำงานอันตราย อย่างปีนหน้าผาเก็บรังนก สถานหนักถูกประหาร
งานมีตั้งแต่ซ่อมสร้างถนน งานเหมือง ไปจนถึงเป็นคนรับใช้บ้านขุนนาง
เรื่องพวกนี้หากมีเงินสามารถเลี่ยงได้ ที่เป็นปัญหาคือเดือนก่อน เกิดเสืออาละวาด ลงมาจากภูเขาไล่ฆ่าสัตว์เลี้ยง หัวหน้าหมู่บ้านจึงเกณฑ์นายพรานฝีมือเยี่ยมและพวกคนหนุ่มเข้าร่วมขบวนล่าเสือ หลังเข้าป่าไปเป็นอาทิตย์ไม่มีใครกลับออกมาสักคน มีเพียงนายพรานคนเดียวเท่านั้นที่หนีออกมาได้ แต่เขาก็รีบอพยพพาคนในครอบครัวออกจากหมู่บ้านทันที ทั้งกล่าวเตือนให้ระวังหัวหน้าหมู่บ้าน
จนอาทิตย์ก่อนคนที่เหลือกลับลงมาจากเขา ต่างคนต่างหน้าตาเรียบเฉย ดวงตาเหม่อลอย ถามอะไรก็ไม่ตอบ มีเพียงหัวหน้าหมู่บ้านเท่านั้นที่พูดจาเป็นปกติ
เขาบอกกับชาวบ้านว่าเสือตัวนั้นเป็นทายาทของเจ้าป่าเจ้าเขา เทพผู้ดูแลศาลเจ้า พอคนเหล่านี้ลงมือฆ่ามัน จึงถูกคำสาป จำต้องทำงานในศาลเจ้าจนกว่าจะหายเป็นปกติ
เรื่องนี้ยังไม่แปลก ที่แปลกคือหลังจากทุกคนเข้าไปในศาลเจ้าแล้ว ประตูศาลเจ้าก็ถูกปิดไม่ให้คนเข้าเยี่ยม มีเพียงหัวหน้าหมู่บ้านเท่านั้นที่เข้าไปได้
จากนั้นเรื่องแปลก ๆ ก็ตามมาไม่ขาด ญาติของคนที่ถูกคำสาปถูกตามตัวไปที่ศาลเจ้า แต่ไม่มีใครได้กลับออกมาสักคน หัวหน้าบอกว่าคนเหล่านี้มีบาปหนาจำต้องอยู่ปรนนิบัติท่านเทพ พร้อมกับบอกเงื่อนไขว่าหากนำผลผลิตส่วนที่นอกเหนือจากภาษีมาถวาย ท่านเทพอาจยกโทษให้
เรื่องเหล่านี้ฟังดูประหลาด คนเฒ่าคนแก่บอกว่าท่านเทพเป็นเทพรักสงบ โปรดเสวยแค่เหล้าหมักจากหญ้าโชบุเท่านั้น อีกอย่างหนึ่งคือรักการเต้นรำและงานรื่นเริง
เณรฟังจบแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย หลายเรื่องฟังดูไม่สมเหตุสมผลแต่เขาไม่สนใจ เมื่อเรื่องเกิดจากศาลเจ้า ไปตรวจสอบที่นั่นก็สิ้นเรื่อง ยังมีหัวหน้าหมู่บ้านอีกคน
ยามนี้ต้องรอให้มืดเสียก่อนถึงสามารถทำอะไรได้
“สีกา อาตมาเข้าใจแล้ว ไว้รอค่ำมืดก่อนค่อยว่ากันใหม่เถอะ”
นิชิพยักหน้าอย่างเข้าใจ ความหมายของเณรชัดเจนอย่างยิ่ง หากฟ้ามืดอาจารย์ของท่านจะสืบเรื่องนี้ให้ ดูท่าท่านจะเป็นยอดฝีมือ ก่อนหน้านี้ที่เธอล้างหน้า น้ำเย็นทำให้สมองคืนความแจ่มใส นึกได้ว่าพวกท่านเดินทางผ่านป่าทึบทั้งที เสื้อผ้ากลับยังดูใหม่ ไม่มีรอยขีดข่วนแม้แต่น้อย
ป่าเขาหลังหมู่บ้านขึ้นชื่อว่าป่าหนามมากมี ด้วยชาวบ้านรุ่นก่อนเกรงกลัวสัตว์ร้าย จึงนำพวกพืชหนามมาปลูกในป่า โดยทำแนวกั้นไว้เป็นช่วง ๆ ป้องกันสัตว์ร้ายผ่านเข้ามาในหมู่บ้าน
พอเธอได้รับคำรับรองจากเณร คนค่อยหายใจได้ทั่วท้อง ยามนี้เธอตั้งครรภ์อ่อนไม่อยากให้มีเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจ โชคดีที่มีพระมาโปรด
“ถ้าอย่างนั้นข้าขอตัวก่อน เชิญพระคุณเจ้าพักผ่อนก่อนเถอะ ไว้ถึงเวลาอาหารข้าจะกลับมาเจ้าค่ะ”
“อมิตตาภา”
เณรประนมมือ หลับตาไม่สนใจเธออีก ใจจดจ่อมีสมาธิ
สีหน้านิชิเต็มไปด้วยความเลื่อมใส เธอก้มลงกราบ แล้วออกจากบ้านไปเริ่มงานในเรือกสวนไร่นาที่ค้างไว้
ฟู่!
เณรน้อยระบายลมหายใจยาวออกมา การแสร้งเป็นผู้ทรงศีลช่างเหนื่อยยิ่งนัก
“ข้าบอกเจ้าแล้ว ให้แต่งตัวเป็นพ่อลูกนักแสดงเร่หรือพ่อค้าเร่น่าจะดีกว่า เจ้าก็ดึงดันจะแต่งตัวเป็นนักบวช แถมยังบังคับให้ข้าต้องแต่งตัวเหมือนกันอีกต่างหาก หมวกงอบนี่ทำข้าคันหัวคันหูไปหมดแล้ว”
เสียงเด็กหญิงดังขึ้น ศิษย์พี่ที่ว่าถือศีลเงียบกลับส่งเสียง
“เอาน่า ข้าคิดดูแล้วฐานะนี้ปลอดภัยดี เดินทางไปไหนมีแต่คนเคารพ อีกอย่างเสื้อผ้าอุปกรณ์ก็มีครบ หากพวกเราแต่งตัวดังเจ้าว่าจะพักที่ไหนก็ต้องใช้เงิน ไหนเจ้าบอกว่าอยากประหยัดอย่างไรเล่า นี่แหละสุดยอดแห่งการประหยัดล่ะ แถมเวลาเราปราบปีศาจก็สามารถอ้างได้ว่าเป็นฝีมือของหลวงจีนปราบมาร หรือฉายาอะไรเท่ ๆ นี่แหละ ข้ายังคิดชื่อไม่ออกเท่าไร”
“เชอะ! ชื่อประหลาดอะไรของเจ้า อิจิ นิ ซัง ทำเป็นนับเลขเลยนะ ข้าขอใช้ชื่อเดิมเจ้าก็ไม่ให้”
“ชื่อเดิม โนะฮิเมะ น่ะหรือ ฟังดูไม่ได้เหมือนสาวชาวบ้านหรือลูกพ่อค้าเร่สักนิด ใครได้ยินเข้าต้องสงสัยแน่”
ที่แท้เณรทั้งสองก็คือ โนะฮิเมะและต้าหมินปลอมแปลงมา