แสงจันทร์สาดส่องลอดหน้าต่างไม้ฉลุเข้ามาภายในห้องนอนของหลินฟาน
ชายหนุ่มนอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียง เปลือยท่อนบนเผยให้เห็นแผ่นหลังที่แม้จะดูผอมบางแต่ก็เริ่มมีกล้ามเนื้อจากการที่ดวงจิตเทพเริ่มปรับสภาพร่างกาย
"แรงกว่านี้อีกหน่อย... ข้าวเย็นไม่ได้กินหรือไง?" หลินฟานบ่นพึมพำ
"หุบปากนะ! ข้าไม่ใช่สาวใช้ของเ้า!"
เสียงหวานที่เจือด้วยความหงุดหงิดดังขึ้นเหนือศีรษะ หลินหว่านเอ๋อ นั่งขัดสมาธิอยู่ข้างๆ ใบหน้างามแดงระเรื่อแม้อยู่ในความมืด มือเรียวบางของนางกำลังบีบนวดไหล่ของน้องชายบุญธรรมอย่างเก้ๆ กังๆ
แม้ปากจะบ่น แต่นางก็รักษาสัญญา หว่านเอ๋อไม่เคยทำแบบนี้ให้ชายใดมาก่อน ััจากผิวเนื้ออุ่นๆ ของชายหนุ่มทำให้นิ้วมือของนางสั่นไหวเล็กน้อย
"ตรงนั้น... กดลงไปที่จุดเจียนจิง (Jianjing Point - จุดบนบ่า) ลึกๆ" หลินฟานสั่งสอนราวกับอาจารย์หมอ "กล้ามเนื้อท่านเกร็งมาก พี่หญิง... ท่านแบกโลกไว้หนักเกินไปแล้ว"
คำพูดเรียบง่ายนั้นทำให้มือของหว่านเอ๋อชะงัก ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาหลายปี... การต้องดูแลบ้าน ดูแลพ่อที่ไม่ได้เื่ และน้องชายที่เคยเป็ขยะ จู่ๆ น้ำตาก็รื้นขึ้นมา
"เ้า... เ้าจะไปรู้อะไร" นางเสียงสั่นเครือ "ทองคำสิบชั่งที่ได้มาวันนี้ ข้าเอาไปใช้หนี้เ้ากรมคลังจนหมดแล้ว พรุ่งนี้เราก็ต้องกลับมากินข้าวต้มเปล่าๆ เหมือนเดิม"
หลินฟานพลิกตัวกลับมานอนหงายอย่างรวดเร็ว จนหว่านเอ๋อสะดุ้งผงะถอยหลัง ดวงตาคมกริบของเขาจ้องมองนางในความมืด
"หมดแล้วรึ?" เขาเลิกคิ้ว "ทองคำตั้งสิบชั่ง?"
"ก็ดอกเบี้ยทบต้นของพ่อเ้านั่นแหละ!" หว่านเอ๋อกระแทกเสียง "ข้าต้องวิ่งเต้นจ่ายใต้โต๊ะไม่รู้กี่รอบเพื่อไม่ให้เขาไล่ออก... หลินฟาน บ้านเราถังแตกของจริงแล้ว"
หลินฟานเงียบไปครู่หนึ่ง สมองระดับเทพคำนวณตัวเลขในหัวอย่างรวดเร็ว ‘ระบบราชการเน่าเฟะ... ขุนนางระดับล่างถูกขูดรีด แต่ก็ช่างเถอะ เงินทองเป็ของนอกกาย สำหรับเทพแห่งปัญญา การหาเงินง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ’
เขายื่นมือไปแตะที่แก้มเนียนของพี่สาว เบาๆ "พี่หญิง... พรุ่งนี้เช้า ข้าจะออกไปข้างนอก"
"จะไปไหน? ไปกินเหล้าอีกรึ!" หว่านเอ๋อปัดมือเขาออกทันควัน
"ไปหาเงิน" หลินฟานยิ้มมุมปาก แววตามั่นใจเปี่ยมล้น "ข้าจะทำให้ทองคำสิบชั่งที่ท่านเสียไป กลายเป็เศษเงินเมื่อเทียบกับสิ่งที่ข้าจะหามาได้... แต่ข้าต้องใช้ทุนตั้งต้น เอาเงินที่เหลืออยู่ทั้งหมดมาให้ข้า"
"เ้าบ้า! ข้าเหลือเงินก้นถุงอยู่แค่ 5 ตำลึงเงิน จะเก็บไว้ซื้อข้าว!"
"เอามา..." หลินฟานแบมือ "เชื่อใจข้าสักครั้ง... เหมือนที่ท่านเชื่อตอนส่งกระดาษให้ท่านพ่อ"
หว่านเอ๋อมองตาน้องชาย ลึกลงไปในดวงตาคู่นั้น นางไม่เห็นแววตาโลเลของไอ้ขี้เมาคนเดิม แต่เห็นเพียงความมุ่งมั่นที่น่าเกรงขาม นางกัดฟันล้วงถุงเงินใบเล็กออกจากอกเสื้อ แล้วกระแทกใส่มือเขา
"ถ้าเ้าเอาไปผลาญจนหมด... ข้าจะตัดพี่ตัดน้องกับเ้าจริงๆ ด้วย!" นางพูดจบก็รีบลุกหนีออกจากห้องไป หัวใจเต้นแรงจนแทบะเิ
เช้าวันรุ่งขึ้น
หลินฟานตื่นแต่เช้าตรู่ แต่งกายด้วยชุดบัณฑิตสีขาวสะอาดตาที่เสี่ยวชิงซักรีดให้ แม้จะเป็ผ้าเนื้อหยาบ แต่เมื่ออยู่บนร่างของเขาที่บุคลิกสง่างามราวกับราชนิกุล มันกลับดูมีราคาขึ้นมาทันที
"คะ... คุณชายจะไปไหนหรือเ้าคะ?" เสี่ยวชิงถามพลางจัดเสื้อให้
"ไป 'หอบุปผา์'"
"หะ... หอนางโลม!" เสี่ยวชิงหน้าซีด "คุณหนูหว่านเอ๋อต้องฆ่าท่านแน่!"
"ข้าไม่ได้ไปเที่ยว... ข้าไปทำธุรกิจ" หลินฟานหยิบพัดกระดาษเก่าๆ ขึ้นมาสะบัดพัด (เพื่อความเท่) "และเ้าต้องไปกับข้า เสี่ยวชิง"
"ข้า? เข้าหอนางโลมเนี่ยนะเ้าคะ?"
ณ ย่านเริงรมย์ กลางเมืองหลวง
แสงแดดยามสายสาดส่องลงบนถนนที่คึกคักที่สุดของเมืองหลวง สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านรวงและหอคณิกาที่ประดับโคมแดง แต่งดงามและหรูหราที่สุดคงหนีไม่พ้น "หอบุปผา์"
ที่นี่ไม่ใช่แค่ซ่องโสเภณี แต่เป็สมาคมชั้นสูงที่ขุนนาง บัณฑิต และพ่อค้าเศรษฐีมาพบปะสังสรรค์ สตรีที่นี่ขายศิลปะ ดนตรี และบทกวี... ส่วนร่างกายนั้น ขายให้เฉพาะผู้ที่คู่ควรและกระเป๋าหนักพอ
หลินฟานเดินนำเสี่ยวชิงที่แต่งตัวเป็เด็กรับใช้ชาย (ปลอมตัวแบบลวกๆ) มาหยุดที่หน้าประตูใหญ่
"หยุดก่อน!" ชายร่างั์ที่เฝ้าประตูตะคอก "ดูจากการแต่งตัว เ้าคงเป็แค่บัณฑิตยากจน ค่าเข้าที่นี่ 10 ตำลึงเงิน เ้ามีปัญญาจ่ายรึ?"
เสี่ยวชิงตัวสั่นเกาะแขนเสื้อหลินฟานแน่น "คุณชาย... เรามีแค่ 5 ตำลึง..."
หลินฟานยิ้มเยาะ เขาไม่ตอบโต้ชายเฝ้าประตู แต่หันไปมองป้ายประกาศที่ติดอยู่หน้าหอ บนป้ายเขียนบทกลอนบทหนึ่งที่ยังแต่งไม่จบ เป็โจทย์ที่ แม่นางหรุ่ย เ้าของหอตั้งไว้ท้าทายแเื่
‘บุปผาร่วงโรยตามสายน้ำ ไหลเอื่อยไร้หวนคืน...’
เป็บทกลอนพรรณนาความเศร้าของหญิงสาวที่รอคอยคนรัก แต่ขาดวรรคจบที่สมบูรณ์
"พู่กัน" หลินฟานแบมือ
เสี่ยวชิงรีบส่งพู่กันพกพาให้
หลินฟานเดินอาดๆ ไปที่ป้าย ท่ามกลางสายตาดูถูกของฝูงชน เขาตวัดพู่กันเติมวรรคจบลงไปอย่างรวดเร็ว
‘...ดั่งวารีที่มิอาจทวงถามกาลเวลา ดั่งข้าที่มิอาจลืมเลือนเงาจันทร์’
ตัวอักษรทรงพลัง ลายเส้นหนักแน่นแต่พลิ้วไหว ความหมายของกลอนเปลี่ยนจากแค่ "ความเศร้า" เป็ "ความทรงจำที่เป็นิรันดร์" ยกระดับความลึกซึ้งขึ้นหลายเท่าตัว
ฝูงชนที่มุงดูต่างส่งเสียงฮือฮา "ยอดเยี่ยม! ช่างเป็บทกลอนที่บาดลึกยิ่งนัก!"
ทันใดนั้น หน้าต่างชั้นบนสุดของหอบุปผา์ก็เปิดออก หญิงงามในชุดสีแดงเพลิง ใบหน้าสวยเฉี่ยวเย้ายวน เผยรอยยิ้มพึงพอใจ นางมองลงมาที่หลินฟานด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความสนใจ
นางคือ แม่นางหรุ่ย นายหญิงผู้ทรงอิทธิพล
"เชิญคุณชายท่านนี้ขึ้นมาพบข้าที่ห้องรับรองชั้นบน... น้ำชาและสุราวันนี้ ข้าเลี้ยงเอง" เสียงของนางกังวานใสปานระฆังแก้ว
ชายเฝ้าประตูรีบก้มหัวแทบติดพื้น "เชิญขอรับ! เชิญ!"
หลินฟานหุบพัดดัง พรึ่บ แล้วหันไปยิ้มให้เสี่ยวชิง "เห็นไหม... ความรู้น่ะ มีค่ากว่าทองคำ"
เขาเดินก้าวเข้าไปในหอบุปผา์ด้วยท่าทีองอาจ ไม่เหมือนคนที่มาหาความสำราญ แต่เหมือนราชสีห์ที่กำลังเดินเข้าถ้ำเพื่อล่าเหยื่อ... และเหยื่อของเขาคือ 'เงินทุน' ก้อนโตจากแม่นางหรุ่ย