ยามราตรีอันเงียบสงบก่อนวันประชุมเช้าครั้งใหญ่
ณ ห้องหนังสือที่อาบไล้ด้วยแสงเทียนอบอุ่น ร่างกลมป้อมของเหยาเหยานอนกลิ้งอยู่บนตักอุ่นของบิดาอย่างเกียจคร้าน ขณะที่ซ่งจงอี้กำลังพินิจฎีกาและเอกสารราชการด้วยความสุขุม
'เฮ้อ พรุ่งนี้ท่านพ่อต้องเข้าประชุมเช้าแล้วสิ ในใจมันโหวงเหวงพิกล...' เหยาเหยาพลิกกายพลางทอดถอนใจอย่างกระวนกระวายใจ 'เอ๊ะ เดี๋ยวก่อนนะ! หากจำไม่ผิด ่เวลานี้ในนิยายต้นฉบับ อ๋องรองจะเริ่มลงมือขจัดเสี้ยนหนาม ทยอยกำจัดขุนนางตงฉินทีละคนนี่นา... และเหยื่อรายแรกๆ ก็คือ ‘ขุนนางผู้ตรวจการจอมจับผิด’ ผู้นั้น!'
ซ่งจงอี้ที่กำลังจรดปลายพู่กัน พลันมือชะงักนิ่งไปในทันใด
'ในเนื้อเื่เดิมระบุไว้ว่า อ๋องรองจะบงการให้พรรคพวกในราชสำนักยื่นฎีกาปรักปรำขุนนางผู้ตรวจการคนนั้นว่า ‘รับสินบนบิดเบือนคดีดำขาว’ เพื่อใช้แผนการเชือดไก่ให้ลิงดู ข่มขู่ขุนนางน้ำดีคนอื่นๆ ให้หวาดกลัวจนไม่กล้าเสนอหน้ามาขัดขวางเขาอีก...' เหยาเหยาขมวดคิ้วมุ่นจนใบหน้ายับย่น 'แต่ข้าจำไม่ได้ว่าขุนนางคนนั้นแซ่อะไรนี่สิ รู้เพียงว่าตำแหน่งราชเลขาธิการตรวจการ... ์! นั่นมันตำแหน่งของท่านพ่อเลยไม่ใช่หรือ?! หรือว่าแท้จริงแล้วเหยื่อเคราะห์ร้ายคนนั้นจะเป็ท่านพ่อกัน!'
'ไม่ได้การ! ข้าต้องหาทางเตือนท่านให้ได้! ทว่าข้ายังเป็แค่เด็กน้อยนี่สิ... เฮ้อ ขอให้ท่านพ่อระแวดระวังเื่คดีสินบนด้วยเถิด โดยเฉพาะคดีที่เพิ่งตัดสินความไปไม่นานนี้ อ๋องรองผู้นั้นถนัดนักเื่ขุดคุ้ยคดีเก่ามาบิดเบือนสาดโคลน!'
ซ่งจงอี้ค่อยๆ วางพู่กันลงอย่างแ่เบา ั์ตาคมเข้มฉายแววเย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็ง
เขารีบย้อนทบทวนคดีความที่ตนเพิ่งชี้ขาดไปใน่ไม่กี่เดือนมานี้อย่างรวดเร็ว ในบรรดาคดีเ่าั้ มีคดีข้อพิพาทหนึ่งที่เขาเพิ่งตัดสินให้คหบดีใหญ่รายหนึ่งเป็ฝ่ายแพ้คดี — และคหบดีผู้นั้น บังเอิญมีสายสัมพันธ์อันลึกล้ำกับตระกูลกู้!
หากเซียวจิ่งหรงคิดจะใช้คดีนี้มาเป็เครื่องมือเล่นงานเขา ย่อมต้องใช้วิธีสลับดำเป็ขาว บิดเบือนข้อเท็จจริงว่าเขา ‘รับสินบนจากอีกฝ่ายเพื่อตัดสินอย่างไม่เป็ธรรม’ เป็แน่
ชายวัยกลางคนก้มหน้าลงมองบุตรสาวตัวน้อยที่กำลังอมนิ้วพลางขมวดคิ้วมุ่นด้วยความกังวล หัวใจของบุรุษแกร่งพลันอ่อนยวบ ยิ่งกว่านั้นคือความซาบซึ้งใจจนตื้นตัน
แก้วตาดวงใจของเขา... ช่วยชีวิตเขาไว้อีกครั้งแล้ว
คืนนั้น ห้องหนังสือของจวนซ่งสว่างไสวด้วยแสงเทียนจนกระทั่งรุ่งสาง ซ่งจงอี้รื้อค้นม้วนคดีเก่าเก็บออกมาตรวจสอบอย่างละเอียดทุกตัวอักษร รวบรวมหลักฐาน พยานบุคคล และบันทึกคำให้การอย่างรอบคอบ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับพายุลูกใหญ่ที่จะโหมกระหน่ำในเช้าวันรุ่งขึ้น
ซ่งจิ้งอัน ผู้เป็บุตรชายคนโตคอยอยู่ช่วยจัดเรียงเอกสารเงียบๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแ่เบาแต่เปี่ยมด้วยไหวพริบ "ท่านพ่อ อ๋องรองเลือกคดีของพ่อค้าแซ่หลินมาเล่นงานท่าน เพราะเห็นว่าเป็คดีที่ท่านตัดสินข้อพิพาทของพ่อค้าใหญ่ ดูภายนอกคล้ายมีช่องโหว่ให้ปรักปรำเื่สินบนได้ง่าย ทว่าเขากลับลืมสิ่งสำคัญไปข้อหนึ่ง... คดีนั้นท่านตัดสินให้คนแซ่หลิน 'แพ้คดี' ต่างหาก... คาดว่าผู้ที่ร่างฎีกาฉบับนั้นคงมิได้ตรวจสอบสำนวนคดีจริงอย่างถี่ถ้วน เพราะมั่นใจว่าหากจู่โจมกะทันหัน ท่านพ่อจะมิอาจโต้แย้งได้ทันท่วงที"
ซ่งจงอี้พยักหน้ารับ ั์ตาคมปลาบฉายแววเยือกเย็น "นั่นคือจุดอ่อนของคนเหลิงอำนาจ — เคยชินกับการใช้อำนาจบาตรใหญ่จนไม่มีใครกล้าปริปากโต้แย้ง จึงเกิดความประมาทเลินเล่อ พรุ่งนี้ข้าจะทำให้เขาได้ประจักษ์ว่า ความจริงแท้ที่มีหลักฐานแ่า ย่อมแข็งแกร่งกว่าอำนาจจอมปลอมที่สร้างขึ้นบนคำลวง"
สองพ่อลูกร่วมมือกันจัดระเบียบเอกสารหลักฐานอย่างเป็ระบบ ทุกหน้าถูกคั่นและทำเครื่องหมายไว้อย่างชัดเจนพร้อมหยิบใช้กลางท้องพระโรง ราวกับขุนศึกที่จัดทัพเตรียมออกศึกใหญ่อย่างไรอย่างนั้น
——————
รุ่งอรุณสาดแสงสีทอง ท้องพระโรงหลวงเนืองแน่นไปด้วยเหล่าขุนนางข้าราชบริพาร
บนบัลลังก์ัทองอร่าม ฮ่องเต้เซียวเฉิงต้าประทับอยู่อย่างน่าเกรงขาม พระพักตร์เรียบเฉยลึกล้ำยากจะคาดเดา เบื้องล่างแบ่งขั้วอำนาจออกเป็สองฝ่ายอย่างชัดเจน — ฝ่ายหนึ่งคือพรรคพวกของอ๋องรองที่มีอำนาจล้นฟ้า คอยแผ่ขยายอิทธิพลอย่างฮึกเหิม อีกฝ่ายคือกลุ่มขุนนางตงฉินผู้ภักดี ซึ่งนับวันรังแต่จะถูกบีบคั้นจนเหลือพื้นที่ยืนน้อยลงทุกที
ทันทีที่การรายงานราชกิจสำคัญสิ้นสุดลง ขุนนางผู้หนึ่งจากฝ่ายเซียวจิ่งหรงก็ก้าวเท้าออกมาข้างหน้า ในมือชูฎีกาขึ้นสูง ก่อนจะคุกเข่าคำนับอย่างนอบน้อมแล้วทูลเสียงดังฟังชัด
"ฝ่าา กระหม่อมมีเื่สำคัญต้องกราบทูลร้องทุกข์พ่ะย่ะค่ะ!"
"ราชเลขาธิการตรวจการซ่งจงอี้ ผู้มีหน้าที่พิทักษ์ความยุติธรรมและสอดส่องความประพฤติของขุนนาง กลับประพฤติตนเสื่อมเสีย รับสินบนจำนวนมหาศาลจากพ่อค้าแซ่หลิน บิดเบือนคำตัดสินคดีพิพาทที่ดิน เอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายที่ติดสินบนชนะคดีอย่างไม่เป็ธรรม! กระหม่อมมีทั้งพยานบุคคลและหลักฐานมัดตัวแ่า ขอฝ่าาโปรดให้ความเป็ธรรมด้วยพ่ะย่ะค่ะ!"
สิ้นเสียงกราบทูล ทั่วทั้งท้องพระโรงพลันเกิดเสียงกระซิบกระซาบดังเซ็งแซ่ สายตาทุกคู่ต่างพุ่งเป้าไปที่ร่างของซ่งจงอี้เป็ตาเดียว
เซียวจิ่งหรงซึ่งยืนสง่าอยู่แถวหน้าสุด มุมปากหยักขึ้นเป็รอยยิ้มหยันเยาะจางๆ สายตาคมกริบดุจเหยี่ยวจับจ้องไปยังซ่งจงอี้ ราวกับราชสีห์ที่กำลังเฝ้ามองเหยื่อติดกับดักอย่างผู้ชนะ
ตามแผนการที่เขาวางไว้ คดีนี้จะทำให้ซ่งจงอี้จนตรอกจนไร้คำแก้ต่าง นำไปสู่การถูกปลดจากตำแหน่ง และเขาจะใช้โอกาสนี้ข่มขู่ขุนนางตงฉินคนอื่นๆ ให้สยบยอม — ทุกอย่างควรจะเป็ไปตามบทบัญญัติที่เขาลิขิตไว้
ฮ่องเต้เซียวเฉิงต้าตวัดสายพระเนตรคมปลาบมายังซ่งจงอี้ "ซ่งจงอี้ เ้ามีสิ่งใดจะแก้ต่างหรือไม่"
——————
ซ่งจงอี้ก้าวออกมาเบื้องหน้าอย่างสุขุม สีหน้าและแววตาสงบนิ่งประหนึ่งผิวน้ำที่ไร้คลื่น เขาทำความเคารพอย่างนอบน้อมสง่างาม ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าทรงพลังดังกังวาน
"กราบทูลฝ่าา กระหม่อมยินดีน้อมรับข้อกล่าวหานี้เพื่อทำการตรวจสอบ ทว่าก่อนอื่น... กระหม่อมใคร่ขอถามท่านใต้เท้าผู้ร้องเรียนสักประโยค"
เขาหันไปมองขุนนางที่ยื่นฎีกาผู้นั้นด้วยสายตาเรียบเฉย "ท่านกล่าวหาว่าข้ารับสินบนจากพ่อค้าแซ่หลิน แล้วตัดสินให้เขาชนะคดี... มิทราบว่าท่านใต้เท้าเคยเปิดอ่านสำนวนคดีนี้ด้วยตาตนเองบ้างแล้วหรือยัง"
ขุนนางผู้นั้นชะงักงันไปครู่ ใบหน้าเริ่มฉายแววเลิ่กลั่ก ก่อนจะเค้นเสียงแข็ง "เื่... เื่นั้นย่อมต้องมีพยานหลักฐานยืนยันชัดแจ้งอยู่แล้ว!"
"หากเป็เช่นนั้น กระหม่อมขอพระราชทานกราบทูลชี้แจงความจริงพ่ะย่ะค่ะ" ซ่งจงอี้หันกลับไปเผชิญหน้ากับบัลลังก์ั น้ำเสียงเที่ยงตรงไร้ความเกรงกลัว "คดีพิพาทที่ดินที่ท่านใต้เท้าผู้นี้อ้างถึง แท้จริงแล้วผลการตัดสินชี้ขาดคือ พ่อค้าแซ่หลิน 'แพ้คดี' และที่ดินผืนนั้นถูกเวนคืนให้แก่ชาวบ้านผู้เป็เ้าของเดิมโดยชอบธรรม กระหม่อมได้นำสำเนาคำพิพากษาประทับตราหลวง พร้อมทั้งบันทึกการไต่สวนและรายชื่อพยานทั้งหมดมาถวาย ณ ที่นี้แล้วพ่ะย่ะค่ะ"
เขายกม้วนเอกสารในมือขึ้นเหนือศีรษะอย่างมั่นคง "หากข้ารับสินบนจากคนแซ่หลินจริง เหตุใดจึงต้องตัดสินให้เขาแพ้คดี ให้เขาต้องสูญเสียทั้งที่ดินและเงินทองเล่าพ่ะย่ะค่ะ? หรือว่าในสายตาของท่านใต้เท้า... การติดสินบนคือการยอมจ่ายเงินก้อนโตเพื่อให้ตนเองเป็ฝ่ายแพ้คดีความกันแน่?"
สิ้นประโยคนั้น ทั่วทั้งท้องพระโรงพลันเงียบกริบลงทันตา ก่อนที่เสียงหัวเราะเย้ยหยันจากขุนนางบางส่วนจะแผ่ขยาย ทำลายความตึงเครียดลงในพริบตา
ใบหน้าของขุนนางผู้ยื่นฎีกาพลันถอดสี "นี่... นี่มัน..."
ที่แท้ผู้ที่อยู่เื้ัการร่างฎีกาฉบับนี้ก็จงใจบิดเบือนข้อเท็จจริง หวังเพียงจะเล่นงานซ่งจงอี้อย่างกะทันหันโดยคิดว่าอีกฝ่ายจะตั้งตัวไม่ติด จึงได้กุเื่ขึ้นมาลอยๆ นึกไม่ถึงว่าซ่งจงอี้จะเตรียมสำนวนคดีของจริงมาอย่างครบถ้วน หักล้างทุกข้อปรักปรำจนหมดจดกลางท้องพระโรงเช่นนี้!
ฮ่องเต้เซียวเฉิงต้าทรงโบกพระหัตถ์ให้ขันทีนำเอกสารขึ้นมาถวาย เมื่อทอดพระเนตรตรวจสอบอย่างละเอียด พระพักตร์ของพระองค์ก็ค่อยๆ ทวีความเ็าและน่าเกรงขามขึ้นเรื่อยๆ
——————
เซียวจิ่งหรงที่ยืนอยู่แถวหน้าพลันรอยยิ้มแข็งค้าง ั์ตาคมกริบฉายแววอำมหิตและเยียบเย็นลงในพริบตา
เขาคิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าซ่งจงอี้จะเตรียมการรับมือได้รัดกุมและพร้อมพรั่งถึงเพียงนี้ ราวกับว่า... อีกฝ่าย ‘รู้ล่วงหน้า’ ว่าจะถูกโจมตีด้วยคดีใดและอย่างไร
อีกแล้ว... ความรู้สึกพ่ายแพ้และไม่หลงเหลือการควบคุมนี้เกิดขึ้นอีกแล้ว!
ทุกครั้งที่เขาวางแผนการอย่างรัดกุม ตระกูลซ่งมักจะล้ำหน้าเขาไปก้าวหนึ่งเสมอ เสมือนมีดวงตาที่มองไม่เห็นคอยจับจ้องและล่วงรู้ทุกความเคลื่อนไหวของเขาก่อนที่เขาจะลงมือเสียอีก
อ๋องหนุ่มกำหมัดแน่นภายใต้แขนเสื้อกว้าง แววตาเย็นเยียบดุจคมมีดจับจ้องไปยังแผ่นหลังอันเหยียดตรงของซ่งจงอี้
ตระกูลซ่ง... พวกเ้าซุกซ่อนความลับอันใดไว้กันแน่!
——————
ผลลัพธ์ของการเผชิญหน้าในท้องพระโรงครั้งนี้จบลงด้วยการที่ฮ่องเต้มีพระบรมราชโองการให้ควบคุมตัวขุนนางผู้ยื่นฎีกาเท็จไปสอบสวน เพื่อลงโทษขั้นเด็ดขาดฐานสาดโคลนใส่ร้ายขุนนางตงฉิน ขณะที่ซ่งจงอี้สามารถล้างมลทินและก้าวถอยออกมาได้อย่างสง่างาม
สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ... สายพระเนตรของฮ่องเต้เซียวเฉิงต้าที่ทอดมองซ่งจงอี้เต็มไปด้วยความพึงพอใจและครุ่นคิดล้ำลึก
ขุนนางผู้กล้าหาญที่ยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง ตัดสินให้พ่อค้าผู้ทรงอิทธิพลแพ้คดีเพื่อคืนความเป็ธรรมให้แก่ราษฎรตัวเล็กๆ แม้จะรู้ดีว่าการทำเช่นนี้เป็การสร้างศัตรูรอบทิศ... ขุนนางน้ำดีเช่นนี้ ในราชสำนักที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายทุจริตและพรรคพวกของอ๋องรอง ช่างเป็ดั่งเพชรเม็ดงามที่หาได้ยากยิ่ง
และฮ่องเต้ผู้มีนิสัยระแวดระวังอยู่เสมอ ย่อมทรง้าหมากสำคัญเช่นนี้มาคานอำนาจของพระอนุชาที่นับวันยิ่งแผ่ขยายอิทธิพลจนน่ากลัว
"ซ่งจงอี้" ฮ่องเต้ตรัสด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยทว่าทรงพลัง "เ้าปฏิบัติหน้าที่ได้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ความเที่ยงตรงไม่หวั่นเกรงต่ออิทธิพลเช่นนี้ สมควรได้รับการยกย่องให้เป็แบบอย่าง"
พระดำรัสเพียงประโยคเดียวจากโอรส์ เปรียบเสมือนเกราะทองคำคุ้มภัยชั้นเลิศที่ช่วยปกป้องซ่งจงอี้และตระกูลซ่งให้รอดพ้นจากภัยมืดในราชสำนักไปอีกชั้น
——————
พลบค่ำ ซ่งจงอี้เดินทางกลับถึงจวนด้วยความปลอดโปร่งโล่งใจ เขาไม่รอช้ารีบมุ่งหน้าไปหาบุตรสาวที่เรือนพักชั้นในทันที เขาช้อนประคองร่างกลมนุ่มของเหยาเหยาขึ้นมาตระกองกอดไว้แนบอก
'อ๊ะ! ท่านพ่อกลับมาแล้ว สีหน้าดูสดใสแจ่มใสแบบนี้ แสดงว่าเื่ยุ่งยากในราชสำนักผ่านพ้นไปด้วยดีสินะ!' เหยาเหยาคิดพลางลอบถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก 'เฮ้อ ดีเหลือเกิน! ข้ากังวลใจจนแทบนั่งไม่ติดทั้งวัน กลัวว่าท่านพ่อจะถูกใส่ร้ายป้ายสีเื่รับสินบนจนจมดิน... ตอนนี้ค่อยโล่งอกหน่อย!'
'เห็นไหมล่ะ ครอบครัวเราเก่งกาจที่สุด! ท่านพ่อต้องเตรียมแผนรับมือไว้ล่วงหน้าอย่างรัดกุมแน่ๆ ถึงได้ผ่านวิกฤตมาได้อย่างงดงามเช่นนี้ หึ! อ๋องรองคิดจะรังแกท่านพ่อข้าหรือ? ฝันไปเถอะ! มันไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้นหรอกนะ!'
ซ่งจงอี้กระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น ซบใบหน้าลงกับเรือนผมนุ่มนิ่มที่ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ของบุตรสาว หัวใจของเขาเอิบอิ่มไปด้วยความรักและความซาบซึ้งใจจนยากจะพรรณนา
หากวันนี้มิได้รับคำเตือนจากเสียงในใจของลูกสาวตัวน้อย เขาคงถูกจู่โจมอย่างกะทันหันจนตั้งรับไม่ทัน แม้สุดท้ายจะสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้ ทว่าก็คงต้องสูญเสียทั้งเกียรติยศและเผชิญความยากลำบากไม่น้อยเป็แน่
"เหยาเหยาของพ่อ..." เขาพึมพำแ่เบาข้างใบหูเล็ก "เ้าคือดาวนำโชค... คือเทพธิดาตัวน้อยที่์ประทานมาช่วยตระกูลซ่งโดยแท้"
'เอ๋? เมื่อครู่ท่านพ่อกระซิบกระซาบอะไรน่ะ ฟังไม่ถนัดเลย' เหยาเหยาเอียงคอกลมป้อมอย่างฉงนสงสัย 'ช่างเถอะๆ เห็นท่านพ่อมีความสุขที่ได้กลับบ้าน ข้าก็มีความสุขแล้ว ครอบครัวของเราได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันอย่างปลอดภัยเช่นนี้ ดีที่สุดแล้ว!'
ทว่าในขณะที่จวนตระกูลซ่งอบอวลไปด้วยไออุ่นแห่งความสุข บรรยากาศภายในตำหนักอ๋องรองกลับหนาวเหน็บะเืดุจขั้วโลก
โครม!
เซียวจิ่งหรงตบโต๊ะไม้เนื้อดีอย่างแรงจนถ้วยชากระเบื้องเคลือบชั้นเลิศร่วงแตกกระจายเกลื่อนพื้น "ซ่งจงอี้ล่วงรู้แผนการข้าเสียทุกครั้ง! ทั้งเื่ของแม่ทัพเสิ่น ทั้งเื่ฎีกาในวันนี้... จะเป็เื่บังเอิญติดต่อกันหลายครั้งเช่นนี้ได้อย่างไร!"
เขาร้อยเรียงเื่ราวพลางหรี่ตาลง น้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงกระแสไอสังหารเย็นะเื "ดูท่าข้าจะประเมินตระกูลซ่งต่ำเกินไปเสียแล้ว... ดี! ในเมื่อเล่นงานพวกผู้ใหญ่ที่เจนโลกไม่ได้ผล ข้าก็จะเริ่มลงมือจากจุดที่เปราะบางและอ่อนแอที่สุดของพวกมัน!"
ั์ตาคู่คมฉายประกายเหี้ยมเกรียมดุจงูพิษ "ได้ยินมาว่า ตระกูลซ่งมีบุตรสาวคนเล็กที่รักใคร่ทะนุถนอมดั่งแก้วตาดวงใจมิใช่หรือ... เด็กคนนั้น ช่างน่าสนใจยิ่งนัก"