ราชันหมื่นอักขระ

    จารึกที่ 55 : ล่าพยัคฆ์ทมิฬ

    จารึกที่ 55 : ล่าพยัคฆ์ทมิฬ : คมเขี้ยวปะทะปลายพู่กัน

    แสงตะวันยามสายเริ่มแผดเผาจนม่านหมอกใน "ป่าดงดิบไร้เงา" เริ่มจางลง เผยให้เห็นสภาพป่าที่รกชัฏและเต็มไปด้วยพืชพรรณรูปร่างประหลาด ต้นไม้ใหญ่ยักษ์ที่มีรากโผล่พ้นดินเหมือนงูยักษ์ขดตัวแผ่กิ่งก้านสาขาบดบังท้องฟ้า บรรยากาศเงียบสงัดจนน่าขนลุก มีเพียงเสียงลมหายใจหนักหน่วงของ 'เจ้าถุงเงิน' แมงมุมกลไกที่เดินกะเผลกๆ นำหน้า และเสียงหัวใจของอาเจียที่เต้นระรัวราวกับกลองศึก


    อาเจียย่อกายลงต่ำ ซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้หนามสีม่วง ดวงตาของเขาเปล่งประกายแสงสีทองอำพันวูบวาบจากการใช้ "เนตรบรรพจารึก" เพื่อแกะรอยเส้นแสงสีแดงเข้มที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ


    "กลิ่นคาวเลือดแรงขึ้นเรื่อยๆ..." อาเจียกระซิบ พลางกระชับ พู่กันนิรันดร์ ในมือที่ยังคงสั่นระริกด้วยความหิวโหย "ท่านอาจารย์ ท่านแน่ใจนะว่าเราไหว? ไอ้นั่นมันสัตว์อสูรระดับร้อยปีนะ ข้าเพิ่งอยู่แค่ระดับรวบรวมลมปราณขั้นกลางเองนะ!"


    [ความกล้าหาญมักมาพร้อมกับผลตอบแทนที่คุ้มค่า] มู่เฉินตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย [อีกอย่าง... พยัคฆ์ตัวนี้กำลังบาดเจ็บ ดูจากรอยเท้าและกลิ่นอายที่รั่วไหล มันน่าจะเพิ่งผ่านการต่อสู้แย่งชิงอาณาเขตมา นี่คือโอกาสทองของเจ้า]


    "บาดเจ็บ?" อาเจียหูผึ่ง "ถ้างั้นก็ค่อยน่าคุยด้วยหน่อย... หมาป่าที่บาดเจ็บย่อมดีกว่าเสือที่สมบูรณ์... เอ๊ะ หรือเสือดีกว่า?"


    ยังไม่ทันที่อาเจียจะสรุปตรรกะของตัวเอง เสียงคำรามต่ำๆ ก็ดังขึ้นจากเบื้องหน้า


    โฮก...


    ที่ลานหินกว้างเบื้องหน้า "พยัคฆ์ทมิฬเกล็ดโลหะ" ตัวมหึมาขนาดเท่ารถม้ากำลังนอนเลียแผลฉกรรจ์ที่ขาหลัง ขนของมันมิใช่ขนสัตว์ธรรมดา แต่เป็นเกล็ดโลหะสีดำเงาวับเรียงซ้อนกันราวกับชุดเกราะชั้นเลิศที่ไม่มีวันเจาะเข้า เขี้ยวสีเงินยาวโง้งของมันสะท้อนแสงแดดเป็นประกายวาววับ


    "เกล็ดสวยชะมัด..." อาเจียเผลอประเมินราคาในใจ "ถ้าเลาะไปขายร้านตีเหล็ก..."


    กร๊อบ!


    เจ้าถุงเงินที่ขาเป๋ดันก้าวพลาดไปเหยียบกิ่งไม้แห้งเสียงดังสนั่น


    พยัคฆ์ทมิฬหยุดชะงักทันที มันหันขวับมาทางต้นเสียง ดวงตาสีเหลืองอำมหิตจับจ้องมาที่พุ่มไม้ของอาเจีย รังสีสังหารพุ่งพล่านกดดันจนอากาศรอบตัวหนืดข้น


    "เจ้าแมงมุมบ้า! ข้าบอกแล้วให้หยอดน้ำมัน!" อาเจียสบถลั่น ก่อนจะกระโดดพุ่งตัวออกมา "เอาวะ! เปิดก่อนได้เปรียบ!"


    อาเจียสะบัดพู่กันนิรันดร์ วาดเส้นสายกลางอากาศอย่างรวดเร็ว


    "รับไปซะ! อักขระศรวายุ!"


    เขาวาด 'วงล้อสูญตา (O)' ตามด้วยอักขระ 'เจี้ยน (ลูกศร - 箭)' ผสานกับ 'เฟิง (ลม - 风)'


    ทันใดนั้น ศรลมสีเขียวใสสามดอกก็พุ่งออกจากวงแหวนอักขระ แหวกอากาศด้วยความเร็วสูงเข้าปะทะกับลำตัวของพยัคฆ์ทมิฬ


    เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!


    เสียงดังราวกับเหล็กกระทบเหล็ก ศรลมที่คมกริบทำได้เพียงทิ้งรอยขีดข่วนจางๆ ไว้บนเกล็ดโลหะของมันเท่านั้น พยัคฆ์ทมิฬคำรามลั่นด้วยความรำคาญมากกว่าความเจ็บปวด มันตะปบกรงเล็บใส่พื้นหินจนแตกกระจาย ก่อนจะกระโจนเข้าใส่อาเจียด้วยความเร็วที่ขัดกับขนาดตัว!


    "แข็งชิบหาย! หนังหรือกำแพงเมืองเนี่ย!"


    อาเจียกลิ้งตัวหลบกรงเล็บมรณะไปได้อย่างเฉียดฉิว ต้นไม้ใหญ่ด้านหลังเขาถูกตบจนขาดสะบั้นในพริบตา


    [เจ้าโง่!] มู่เฉินตวาด [ใช้สมองหน่อย! ธาตุทองแพ้ธาตุอะไร?]


    "ธาตุทอง... แพ้ไฟ!" อาเจียตะโกนตอบ พลางสั่งให้เจ้าถุงเงินพ่นใยเหนียวหนืดใส่หน้าเสือเพื่อถ่วงเวลา


    "แต่ไฟธรรมดาเผามันไม่เข้าหรอก ข้าต้องเพิ่มอุณหภูมิ!"


    อาเจียตั้งหลัก ยืนประจันหน้ากับสัตว์ร้ายที่กำลังฉีกกระชากใยแมงมุม เขาหลับตาลงรวบรวมสมาธิ พู่กันนิรันดร์ในมือส่องแสงสีแดงวาบตอบรับเจตจำนง


    "คราวนี้ของจริงล่ะนะ... ผสานอักขระสองชั้น!"


    อาเจียตวัดปลายพู่กัน วาด 'วงล้อแห่งความว่างเปล่า (O)' ขึ้นกลางอากาศ


    จากนั้นจารึกอักขระ ชั้นที่หนึ่ง : 'หัว (ไฟ - 火)' เปลวเพลิงสีส้มลุกโชนขึ้นกลางวงล้อ


    แต่เขาไม่หยุดแค่นั้น เขาซ้อนทับอักขระ ชั้นที่สอง ลงไปทันที : 'จ้วน (เจาะ/หมุนวน - 钻)'


    "เปลี่ยนเปลวเพลิงให้กลายเป็นสว่าน! ... สว่านเพลิงทลายเกราะ!"


    เปลวเพลิงในวงล้อมิได้พุ่งออกไปเป็นลูกไฟ แต่มันบีบอัดตัวแน่นจนกลายเป็นเกลียวคลื่นความร้อนสูง หมุนวนด้วยความเร็วรอบจัดจนเกิดเสียงหวีดหวิวแสบแก้วหู


    ซูม!!!


    ลำแสงเพลิงหมุนวนพุ่งออกจากปลายพู่กัน พุ่งเข้าใส่บริเวณบาดแผลเดิมที่ขาหลังของพยัคฆ์ทมิฬอย่างแม่นยำ!


    ฉึก! ... ฟู่!!!


    เสียงเนื้อและโลหะถูกเผาไหม้ดังสนั่น ความร้อนแรงของธาตุไฟผสานกับแรงหมุนเจาะทะลวง เจาะผ่านเกล็ดโลหะที่แข็งแกร่งเข้าไปถึงเนื้อใน พยัคฆ์ทมิฬร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส กลิ่นเนื้อไหม้คละคลุ้งไปทั่ว


    "สำเร็จ! มันเจ็บแล้ว!" อาเจียร้องดีใจ แต่ยังไม่ทันได้ซ้ำ


    พยัคฆ์ร้ายที่บาดเจ็บจนคลุ้มคลั่งสะบัดหางเหล็กฟาดเข้าใส่ เจ้าถุงเงิน เต็มแรง จนหุ่นเชิดแมงมุมกระเด็นไปกระแทกโขดหินชิ้นส่วนหลุดกระจาย ก่อนจะหันมาแยกเขี้ยวใส่อาเจียเตรียมขย้ำคอหอย


    "ซวยแล้ว... พู่กัน! ช่วยหน่อยสิโว้ย!"


    ในวินาทีวิกฤต พู่กันนิรันดร์ ไม่รอคำสั่ง มันสัมผัสได้ถึงกลิ่นเลือดเข้มข้นที่ไหลทะลักออกมาจากแผลของสัตว์อสูร


    วูบ!


    ด้ามพู่กันร้อนฉ่าจนมืออาเจียแทบไหม้ จู่ๆ ขนพู่กันที่เคยอ่อนนุ่มก็แข็งตัวและยืดยาวออกกลายเป็น "ลิ่มหนามสีดำ" แหลมคม

    แรงดึงดูดมหาศาลกระชากร่างของอาเจียให้พุ่งสวนเข้าไปหาพยัคฆ์ทมิฬ แทนที่จะหนี!


    "เฮ้ย! จะพาข้าไปไหน!?" อาเจียร้องลั่น ตัวลอยตามแรงดึงของพู่กัน


    ฉึก!


    ปลายพู่กันที่กลายเป็นลิ่มหนาม พุ่งเสียบเข้าไปที่บาดแผลเปิดของพยัคฆ์ทมิฬอย่างแม่นยำและรุนแรง!


    ทันใดนั้น ปรากฏการณ์ประหลาดก็เกิดขึ้น... เลือดสดๆ ของพยัคฆ์ร้ายมิได้ไหลลงพื้น แต่มันถูก "สูบ" เข้าไปในตัวพู่กันอย่างบ้าคลั่งราวกับเขื่อนแตก! เส้นเลือดปูดโปนขึ้นตามแขนของอาเจีย ส่งผ่านพลังงานดิบเถื่อนจากสัตว์อสูรไหลผ่านพู่กันเข้าสู่ร่างกายของเขา


    พยัคฆ์ทมิฬดิ้นพล่าน พยายามจะตบอาเจียให้หลุด แต่เรี่ยวแรงของมันกลับเหือดหายไปอย่างรวดเร็ว ร่างกายที่เคยใหญ่โตเริ่มซูบผอมลงในพริบตา


    [ตั้งสติ!] มู่เฉินตะโกนก้องในหัว [ใช้อักขระ 'ผนึก' ตรึงมันไว้! นี่คือพิธีกรรมปลดผนึกขั้นแรก!]


    อาเจียกัดฟันข่มความเจ็บปวดที่แขน ใช้มือซ้ายที่ว่างอยู่วาดอักขระกลางอากาศด้วยเลือดที่กระเซ็นออกมา


    "'ติ้ง (หยุด/ตรึง - 定)'!"


    อักขระสีเลือดประทับลงบนหน้าผากเสือ ร่างของมันแข็งทื่อไปชั่วขณะ... เพียงพอให้พู่กันนิรันดร์สูบกลืน "แก่นโลหิต" และ "จิตวิญญาณธาตุทอง" หยดสุดท้ายจนหมดสิ้น


    ตุบ.


    ร่างไร้วิญญาณของพยัคฆ์ทมิฬร่วงลงกระแทกพื้น เหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกแห้งกรัง ส่วนพู่กันนิรันดร์ในมืออาเจียนั้น... บัดนี้กำลังเปล่งแสงสีทองทมิฬออกมา ด้ามไม้ที่เคยผุพังเริ่มหลุดลอกออก เผยให้เห็นเนื้อในที่เป็น "โลหะสีดำด้าน" ดูลึกลับและทรงพลัง


    [ยินดีด้วย...] มู่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงพึงพอใจ [เจ้าได้ปลดผนึกขั้นที่ 1 'กายาเหล็กไหล' สำเร็จแล้ว... และดูเหมือนเจ้าจะได้ของแถมเป็นพลังบำเพ็ญเพียรจากมันมาด้วย]


    อาเจียหอบหายใจแฮกๆ ทรุดตัวลงนั่งข้างซากเสือ เขามองพู่กันโฉมใหม่ในมือ สลับกับซากแมงมุมเจ้าถุงเงินที่พังยับเยิน


    "กำไร... หรือขาดทุนวะเนี่ย..." อาเจียพึมพำ ก่อนจะสลบไสลไปด้วยความเหนื่อยล้า ท่ามกลางป่าดงดิบที่เงียบสงัดลงอีกครั้ง

    คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน