ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 380 : ทอข่ายดักฟ้า

จารึกที่ 380 : ทอข่ายดักฟ้า : พลิกฟ้าเบิกตะวัน


เสียงกรีดร้องและเสียงอาวุธกระทบกันที่ชายขอบหุบเขาศิลาจารึก ค่อยๆ สงบลงเมื่อแสงตะวันเริ่มคล้อยต่ำ กองกำลังผสมนับแสนที่เคยฮึกเหิมบุกเข้ามาด้วยความโลภ บัดนี้แตกพ่ายไม่เป็นท่า ซากศพและกองเลือดถูกเถาวัลย์ศิลาของเย่ปิงอวิ๋นฝังกลบลงเป็นปุ๋ยบำรุงผืนป่าอย่างรวดเร็ว กองทัพพยนต์ศิลาภายใต้การนำของสี่ขุนพล ยืนตระหง่านอยู่บนยอดแนวเขาประดุจกำแพงเหล็กกล้าที่ไม่มีผู้ใดก้าวล่วงได้ ข่าวความพ่ายแพ้ยับเยินนี้ย่อมปลิวว่อนไปทั่วโลกเซียนเร็วกว่าพายุพัด


ทว่า ภายในโถงตำหนักประธานอันเงียบสงบ อาเจียมิได้ให้ความสนใจกับชัยชนะที่ชายขอบ ชายหนุ่มยังคงหลับตาพริ้ม สมาธิดำดิ่งลึกลงไปในความมืดมิดของ 'ศิลาดำแห่งความทรงจำ'


"สวรรค์ใช้ดวงตาอสนีบาตนับพัน เพื่อสร้างตาข่ายสายฟ้าครอบคลุมอดีตราชัน..." อาเจียพึมพำในห้วงวิปัสสนา พู่กันนิรันดร์ในมือซ้ายขยับไหวอย่างเชื่องช้า "พวกมันใช้ 'จำนวน' เพื่ออุดช่องโหว่ ทว่าในความเป็นจริง ยิ่งมีจุดเชื่อมต่อมาก รอยต่อระหว่างกฎเกณฑ์ก็ยิ่งเปราะบาง... วิถีสูญตาของข้า คือการไหลซึมเข้าไปในรอยต่อเหล่านั้น"


อาเจียลืมตาขึ้น ดวงตาทอประกายสีเทาเงินยวงที่ลึกล้ำยิ่งกว่าก้นบึ้งของมหาสมุทร ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน อาศัยการเชื่อมต่อกับชีพจรหมื่นอักขระใต้ฝ่าเท้า ดึงเอามวลธาตุความว่างเปล่าจากหยาดหมึกหยดแรก ผสานเข้ากับเส้นสายของชีพจรดิน


"ข่ายดักเจตจำนง: ถักทอวัฏจักรสวรรค์!"


อาเจียตวัดพู่กันนิรันดร์ขึ้นสู่ฟากฟ้า เส้นสายอักขระสีดำสนิทที่แฝงประกายเงินยวง นับหมื่นนับแสนเส้น พุ่งทะยานขึ้นไปหลอมรวมกับ 'ค่ายกลคลุมนภา' ที่ปกป้องหุบเขาอยู่เดิม มันมิได้สร้างชั้นกำแพงที่หนาขึ้น ทว่ามันซึมซาบเข้าไปในเนื้อของค่ายกล เปลี่ยนพื้นผิวที่เคยเรียบเนียนให้กลายเป็น 'โครงข่าย' ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ทว่าละเอียดอ่อนประดุจใยแมงมุมที่ขึงรอเหยื่อ


มู่เฉินที่ลอยตัวเฝ้ามองอยู่ สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงอันน่าสะพรึงกลัวนี้ บรรพชนเฒ่าลูบเครายาวด้วยความเลื่อมใส "อาเจีย... ข่ายอักขระนี้ มันมิใช่เพียงการป้องกัน ทว่ามันคือ 'หลุมพราง' หากวิหารเทพส่งเจตจำนงระดับมหาปราชญ์ลงมาสอดแนมหรือโจมตีอีก คลื่นความถี่ของพวกมันจะถูกตาข่ายนี้เกี่ยวรัดและดึงพลังงานทั้งหมดมาหล่อเลี้ยงหุบเขา... ช่างเป็นการย้อนศรที่ดุดันยิ่งนัก"


"สวรรค์ชอบแย่งชิงปราณจากผืนดินมาสร้างวิมานของตน ข้าก็เพียงแค่ดึงมันกลับคืนมาสู่ดินเท่านั้นขอรับ" อาเจียแย้มยิ้มบางๆ


ทว่า รอยยิ้มของอาเจียเพิ่งปรากฏได้ไม่นาน ท้องฟ้าเหนือหุบเขาศิลาจารึกก็เกิดความวิปริตขึ้นอีกครา!


แสงตะวันที่เคยสาดส่อง พลันถูกกลืนหายไปประดุจมีมือขนาดยักษ์นำผ้าห่มสีดำสนิทมาคลุมทับโลกหล้า บรรยากาศรอบหุบเขาหนาวเหน็บลงอย่างฉับพลัน ปราณฟ้าดินที่เคยไหลเวียนอย่างอิสระนอกค่ายกล หยุดชะงักและถูกตัดขาดอย่างสิ้นเชิง


เฟิงหลิงเอ๋อร์ทะยานร่างลงมาจากหอคัมภีร์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "อาเจีย! พวกวิหารเทพไม่ได้ส่งทหารมาแล้ว ทว่าพวกมันรวมพลังกันกาง 'ม่านผนึกวัฏจักร' ครอบคลุมน่านฟ้าของเรารัศมีหนึ่งหมื่นลี้! พวกมันปิดกั้นแสงอาทิตย์และตัดขาดปราณฟ้าดินจากภายนอกทั้งหมด หวังจะให้พวกเราขาดแคลนทรัพยากรและแห้งตายไปเองอยู่ภายในหุบเขานี้!"


สหายทั้งสี่ที่เพิ่งกลับจากการบัญชาการรบที่ชายขอบ ก้าวเข้ามาในโถงประธานพร้อมกัน


"หนอยแน่! สู้ซึ่งหน้าไม่ได้ ก็ใช้วิธีหมาหมู่กักขังกันงั้นหรือ!" เฟิงอี้หรานสบถอย่างหัวเสีย เปลวเพลิงบนมือลุกโชนขึ้นเพื่อให้แสงสว่างแทนดวงตะวันที่หายไป "ถ้าปราศจากแสงตะวัน พฤกษาในหุบเขาจะเฉาตาย และเราจะถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง"


"พวกมันคงคิดว่าการปิดกั้นลมหายใจของฟ้าดิน จะบีบบังคับให้เราต้องยอมจำนนและเปิดค่ายกลออกไปเอง" ฉินมู่หลางวิเคราะห์อย่างเยือกเย็น


อาเจียเดินไปที่ขอบระเบียง ทอดสายตามองท้องฟ้าที่ดำมืดมิด ชายหนุ่มมิได้มีอาการตื่นตระหนกแต่อย่างใด ทว่าเขากลับหลุดเสียงหัวเราะในลำคอแผ่วเบา


"สวรรค์ช่างเป็นสัตว์ที่เรียนรู้ได้เชื่องช้านัก..." อาเจียหันกลับมาหาสหายทุกคน "พวกมันปิดกั้นปราณฟ้าดินภายนอก โดยหารู้ไม่ว่า ใต้ฝ่าเท้าของพวกเรามี 'ชีพจรหมื่นอักขระ' ที่อุดมสมบูรณ์ยิ่งกว่าปราณบนสวรรค์ของพวกมันเสียอีก ทว่า... การปล่อยให้ท้องฟ้ามืดมิดเช่นนี้ ย่อมบั่นทอนขวัญกำลังใจของผู้คน และขัดขวางการเจริญเติบโตของสมุนไพรในหุบเขา"


"เจ้ามีวิธีทะลวงม่านผนึกนั้นหรือ อาเจีย?" เย่ปิงอวิ๋นเอ่ยถามอย่างมีความหวัง


"การใช้กำลังทะลวงม่านผนึกที่สร้างจากกฎเกณฑ์ของวิหารเทพ ย่อมต้องใช้พลังงานมหาศาลและอาจส่งผลกระทบต่อชีพจรดิน" อาเจียยกพู่กันนิรันดร์ขึ้น "ในเมื่อพวกมันขโมยดวงตะวันไปจากเรา เราก็เพียงแค่ 'บัญญัติ' ดวงตะวันดวงใหม่ขึ้นมาทดแทน"


คำกล่าวของอาเจียทำให้สหายทุกคนเบิกตากว้าง การสร้างดวงตะวันคืออำนาจระดับผู้สร้างโลก!


ชายหนุ่มมิได้รอให้ใครตั้งคำถาม เขาลอยตัวขึ้นไปอยู่เหนือศูนย์กลางของเกาะลอยฟ้า อาเจียสูดลมหายใจลึก ดึงมวลธาตุความร้อนจาก 'เพลิงอัคคีบรรพกาล' ที่เฟิงอี้หรานเพิ่งผสานลงในจารึกอัคคีทัพ นำมาเป็นแกนกลาง


"อี้หราน! ส่งเจตจำนงอัคคีของเจ้าและพยนต์ทิศทักษิณมาให้ข้า!"


เฟิงอี้หรานไม่ลังเล เขากระแทกฝ่ามือลงบนพื้นศิลา ถ่ายทอดเจตจำนงเปลวเพลิงอันบริสุทธิ์ที่สุดผ่านสายใยวิญญาณขึ้นไปหาอาเจีย


อาเจียใช้พู่กันนิรันดร์รองรับเจตจำนงเพลิงนั้น ผสานเข้ากับหยาดหมึกหยดแรก ชายหนุ่มตวัดพู่กันวาด 'อักขระสุริยันสูญตา' ขนาดยักษ์กลางความมืดมิด!


อักขระนี้มิได้เปล่งแสงสีทองสว่างจ้า ทว่ามันเปล่งแสง 'สีเทาเงินยวง' ที่อบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต มันลอยสูงขึ้นไปประดิษฐานอยู่ใต้โดมของค่ายกลคลุมนภา ทำหน้าที่เป็นดวงตะวันจำลองที่สาดส่องแสงสว่างไปทั่วทั้งหุบเขาศิลาจารึก!


แสงสีเทาเงินยวงนี้มิเพียงแต่ให้ความสว่างและความอบอุ่น ทว่ามันยังแฝงไปด้วย 'ปราณอักขระ' ที่กระตุ้นให้พฤกษาศิลาและสมุนไพรในหุบเขา เติบโตอย่างบ้าคลั่งยิ่งกว่าการได้รับแสงตะวันปกติ!


"ตะวันดวงใหม่..." หลินชิงเสวี่ยทอดสายตามองดวงไฟอักขระเบื้องบนด้วยความหลงใหล "มันงดงามและบริสุทธิ์ยิ่งกว่าดวงตะวันที่วิหารเทพผูกขาดเสียอีก"


"ฮ่าๆๆ! ดูสิว่าสวรรค์จะทำหน้าอย่างไร เมื่อเห็นว่าการปิดล้อมของพวกมัน ไม่เพียงแต่ไร้ผล ทว่ากลับทำให้พวกเรามีดวงตะวันส่วนตัวที่ทรงพลังกว่า!" เฟิงอี้หรานหัวเราะลั่น


อาเจียร่อนลงมายืนบนลานศิลา ชายหนุ่มปาดเหงื่อที่หน้าผาก การบัญญัติดวงตะวันจำลองกินพลังงานเขาไปไม่น้อย ทว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้นคุ้มค่ามหาศาล บัดนี้ หุบเขาศิลาจารึกได้ตัดขาดพึ่งพาจากโลกภายนอกอย่างสมบูรณ์ พวกเขามีทั้งพลังงาน ปราณ และแสงสว่างเป็นของตนเอง กลายเป็น 'โลกใบเล็ก' ที่สมบูรณ์แบบ


"สวรรค์หวังจะขังพวกเราให้ตายอย่างโดดเดี่ยว ทว่าพวกมันกลับมอบความสงบให้พวกเราได้บ่มเพาะพลังโดยไม่มีมดปลวกมากวนใจ" อาเจียแย้มยิ้มลึกล้ำ


ชายหนุ่มหันไปหามู่เฉิน "ท่านอาจารย์... บัดนี้เรามีแผ่นดิน มีกองทัพ มีขุนพล และมีแหล่งพลังงานที่ไม่มีวันหมดสิ้น ถึงเวลาแล้วที่เราจะสถาปนา 'หอคัมภีร์หมื่นอักขระ' ขึ้นใหม่ เพื่อบันทึกความรู้ที่เราตีความได้ และเพื่อเป็นรากฐานในการ... รับศิษย์"


"รับศิษย์งั้นหรือ?" มู่หลางขมวดคิ้ว "ในยามที่โลกเซียนมองเราเป็นมารร้ายเช่นนี้ จะมีผู้ใดกล้ากราบเข้าสำนักเรา?"


"ผู้ที่ถูกสวรรค์ทอดทิ้ง ผู้ที่ถูกขูดรีด และผู้ที่ปรารถนาจะลิขิตชะตาตนเอง... มีอยู่มากมายในสามภพ พี่มู่หลาง" อาเจียตอบด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด "วิหารเทพอนันตกาลปิดผนึกน่านฟ้าเรา ทว่าพวกมันไม่อาจปิดผนึก 'เสียงลือเสียงเล่าอ้าง' ได้ เมื่อข่าวที่ว่าเราสามารถยืนหยัดท้าทายมหาปราชญ์ และสร้างดวงตะวันของตนเองได้แพร่สะพัดออกไป... ผู้ที่โหยหาความแข็งแกร่งที่แท้จริง ย่อมดั้นด้นมาหาเราเอง"


อาเจียเดินนำทุกคนเข้าไปในตำหนักประธาน ซึ่งบัดนี้เขาได้ปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นหอคัมภีร์ชั่วคราว ชายหนุ่มเริ่มบันทึก 'อักขระบัญญัติสูญตา' ที่เขาสกัดได้จากศิลาดำ ลงบนแผ่นหยกและม้วนไม้ไผ่ การเตรียมพร้อมสำหรับการเป็น 'ปรมาจารย์' อย่างเต็มตัวได้เริ่มต้นขึ้น


ราชาผู้ขีดเขียนความจริง ได้พลิกผันจากการถูกไล่ล่า กลายเป็นการตั้งป้อมค่ายที่สวรรค์ไม่อาจแตะต้อง สำนักหมื่นอักขระกำลังจะเปิดรับผู้ศรัทธาหน้าใหม่ และการขยายอิทธิพลทางปัญญา จะกลายเป็นอาวุธที่น่ากลัวยิ่งกว่าคมกระบี่ใดๆ ที่วิหารเทพอนันตกาลเคยเผชิญ!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน

จุดสูงสุดแห่งชูร่า【至尊修罗】

จุดสูงสุดแห่งชูร่า【至尊修罗】

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
1.60M 3244
มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

นิยาย เกมออนไลน์
3.72M 1271
บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
1.35M 933
ความโกรธแค้นของชูร่า

ความโกรธแค้นของชูร่า

นิยาย เกมออนไลน์
2.39M 852
ยุทธเวทผลาญปีศาจ

ยุทธเวทผลาญปีศาจ

นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
223K 810
ปรมาจารย์นักหลอมอาวุธ

ปรมาจารย์นักหลอมอาวุธ

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
971K 2377
[อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

[อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
231K 405
พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

นิยาย เกมออนไลน์
479K 1734
ประชา : 2090 (จบแล้ว)

ประชา : 2090 (จบแล้ว)

นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
18K 258
เจ้าของร้านพิศวง [จบ]

เจ้าของร้านพิศวง [จบ]

นิยาย แฟนตาซี
71K 458