จารึกที่ 268 : กาลเวลาที่สูญหาย และกบในกะลาแห่งอัสนีบาต
บนท้องฟ้าเหนือทวีปผู้แสวงมรรคที่เคยสงบสุข บัดนี้กำลังถูก ฉีกกระชากห้วงมิติ ด้วยความเร็วที่เหนือล้ำจินตนาการ!
'มหานาวาสูญตา' ป้อมปราการโลหะสีดำทมิฬที่หล่อหลอมจากกระดองอสูรบรรพกาล พุ่งทะยานฝ่าม่านเมฆด้วยพลานุภาพที่แผดเผาศิลาปราณระดับสูงไปนับ 1,000,000 ก้อน คลื่นพลังงานสีเงินอมแดงที่พวยพุ่งออกจากแกนขับเคลื่อน กรีดท้องฟ้าออกเป็นสองซีกประหนึ่งรอยแผลเป็นแห่งสวรรค์ ทิ้งไว้เพียงเสียงกัมปนาทที่ดังก้องไปไกลนับ 10000 ลี้
บนแท่นบัญชาการสูงสุด อาเจีย ยืนตระหง่านอยู่ประหนึ่งเทพอสูรที่ไร้ความรู้สึก นัยน์ตาสีเงินยวงของเขาเย็นเยียบและลึกล้ำยิ่งกว่าห้วงมหาสมุทรที่ไร้ก้นบึ้ง สายลมกระโชกแรงสะบัดเสื้อคลุมสีดำที่ขาดวิ่นของเขาให้ปลิวไสว ทว่าร่างกายที่สลักด้วยอักขระมารกลับไม่ไหวติงแม้แต่น้อย
"5 ปี..."
เสียงพึมพำของอาเจียแผ่วเบา ทว่ากลับดังก้องในโสตประสาทของมิตรสหายทั้ง 5 ที่ยืนอยู่เบื้องหลัง
"สวรรค์ขโมยเวลาของพวกเราไปถึง 5 ปีเต็ม... กาลเวลาที่บิดเบี้ยวในนรกภูมิ มันได้บ่มเพาะให้พวกสวะชายขอบอย่างสำนักอัสนีบาต พองตัวขึ้นมาคิดว่าตนเองคือพญาเสือ..." อาเจียหรี่ตาลง รังสีสังหารปะทุขึ้นจนมิติอากาศรอบตัวราชรถเกิดรอยร้าว "พวกมันตัดเส้นทางทำกินของข้า และเหยียบย่ำดวงวิญญาณของปู่หลิน... เพียงเพราะคิดว่าข้ากลายเป็นกระดูกขาวไปแล้ว"
"พวกมันคือ 'กบในกะลา' อย่างแท้จริง" ฉินมู่หลาง ก้าวเข้ามาเคียงข้าง นัยน์ตาของยอดกระบี่ทอประกายเย็นเยียบไม่แพ้กัน "พวกมันหลงระเริงกับอำนาจจอมปลอม โดยหารู้ไม่ว่า... พวกเราเพิ่งเหยียบย่ำยอดคนกึ่งวิญญาณแรกเริ่ม และมารบรรพกาลในขุมนรกมานับไม่ถ้วน!"
"ฮ่าฮ่า! ข้าล่ะอยากเห็นใบหน้าของพวกมันนัก ยามที่ได้รู้ว่าคนที่พวกมันปรามาส เพิ่งจะควบเรือเหาะแหวกมิติข้ามภพ กลับมาตบหน้าพวกมันถึงหน้าประตูบ้าน!" เฟิงอี้หราน แค่นเสียงหัวเราะ เปลวเพลิงสีทองแดงลุกโชนอยู่ที่ฝ่ามือ
มหานาวาสูญตาพุ่งทะยานผ่านเทือกเขาและแม่น้ำ มุ่งหน้าสู่ทิศอุดร อันเป็นที่ตั้งของ 'สาขาหลักที่ 3 แห่งสำนักอัสนีบาต' ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่คอยคุมขังเชลยและเก็บรวบรวมทรัพยากรที่ขูดรีดมาจากขุมอำนาจย่อย
...
ณ ยอดเขาสาขาหลักที่ 3 แห่งอัสนีบาต
ยามที่ดวงตะวันเริ่มคล้อยต่ำ ทอดแสงสีส้มอมแดงลงมาอาบไล้ลานกว้างหน้าตำหนักใหญ่ บรรยากาศ ณ ที่แห่งนี้กลับเต็มไปด้วยความหดหู่และกลิ่นคาวเลือด
ผู้บำเพ็ญอิสระและศิษย์จากขุมอำนาจย่อยนับ 100 ชีวิต กำลังถูกบังคับให้คุกเข่าอยู่บนพื้นศิลาที่ร้อนระอุ ร่างกายของพวกเขาเต็มไปด้วยรอยเฆี่ยนตีและบาดแผลฉกรรจ์ เบื้องหน้าของพวกเขา คือเสาเหล็กอัสนีขนาดใหญ่ที่มีร่างของชายวัยกลางคนผู้หนึ่งถูกมัดตรึงไว้ ชายผู้นั้นคือ 'หลงจู๊' (ผู้จัดการ) แห่งหอสุวรรณดาราสาขาที่เคยทำธุรกิจร่วมกับอาเจีย!
"เพียะ! เปรี้ยง!"
แส้ที่อาบด้วยสายฟ้าฟาดลงบนร่างของหลงจู๊หอสุวรรณดาราจนเนื้อปริแตก เลือดสีสดสาดกระเซ็น ทว่าเขากัดฟันกรอด ไม่ยอมเปล่งเสียงร้องขอความเมตตา
ผู้ที่ลงมือเฆี่ยนตีคือ 'ผู้อาวุโสหมิง' แห่งสำนักอัสนีบาต เซียนระดับ 'แก่นทองคำขั้นสมบูรณ์' ที่เพิ่งทะลวงขั้นมาได้ด้วยทรัพยากรที่ปล้นชิงมา ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความหยิ่งยโสและอหังการประหนึ่งตนเองคือเจ้าโลก
"ว่าอย่างไรไอ้สวะหอสุวรรณดารา! ปากแข็งนักนะ! คลังสมบัติลับที่ไอ้เด็กเวรอาเจียฝากพวกเจ้าดูแล มันซ่อนอยู่ที่ใด!" ผู้อาวุโสหมิงตวาดลั่น "ถ้าเจ้าไม่ปริปาก ข้าจะส่งเจ้าไปเป็นเถ้าถ่าน... เหมือนกับสุสานของตาเฒ่าหลินที่พวกข้าเพิ่งขุดขึ้นมาเผาประจานบนยอดเขาหลักนั่นไง! พวกเจ้าคิดจริงๆ หรือว่าไอ้คนขยะที่ไร้เส้นชีพจรนั่น จะรอดชีวิตกลับมาจากรอยแยกมิติได้!"
"ถุย!"
หลงจู๊หอสุวรรณดาราถ่มเลือดใส่หน้าผู้อาวุโสหมิง "พวกเจ้ามันก็แค่สุนัขลอบกัด! อาศัยช่วงที่อาเจียหายตัวไป ลุกฮือขึ้นมาทำกร่าง! กล้าแม้กระทั่งขุดหลุมศพคนตาย! หากอาเจียยังอยู่... คนโหดเหี้ยมหน้าเงินอย่างเขา จะต้องเอาเลือดพวกเจ้ามาล้างสุสานปู่หลินจนหมดสำนัก!"
"ปากดีนักนะ! ไอ้เด็กนั่นมันตายไป 5 ปีแล้ว! ต่อให้มันยังมีชีวิตอยู่ บัดนี้ท่านเจ้าสำนักของข้าก็บรรลุถึง 'วิญญาณแรกเริ่มขั้นสมบูรณ์' ผสานมรดกอัสนีบรรพกาล และจับมือกับนิกายมารโลหิต! ขุมกำลังของสำนักอัสนีบาตยิ่งใหญ่เหนือใครในทวีปฝั่งนี้! แม้แต่วิหารศัสตราสวรรค์ยังต้องเกรงใจ!"
ผู้อาวุโสหมิงหัวเราะร่าอย่างบ้าคลั่ง มันกางแขนออกรับสายลมประหนึ่งผู้ชนะ "ในสายตาของสำนักข้า... ไอ้ขยะอาเจียก็เป็นแค่จิ้งหรีดที่ถูกเหยียบตายไปแล้ว! วันนี้ข้าจะสับร่างเจ้าให้เป็น 10000 ชิ้น เพื่อเป็นเยี่ยงอย่างแก่พวกที่คิดแข็งข้อ!"
ผู้อาวุโสหมิงง้างแส้อัสนีขึ้นสุดแขน รวบรวมปราณแก่นทองคำขั้นสมบูรณ์หมายจะฟาดฟันให้หลงจู๊วิญญาณแตกซ่าน!
ทว่า... ในเสี้ยววินาทีที่แส้กำลังจะตวัดลงมานั้นเอง...
"ครืนนนนนนนนนน... ครืนนนนนนนนนน!"
แผ่นดินบนยอดเขาสาขาสาม พลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงประหนึ่งมีมังกรยักษ์ดิ้นรนอยู่ใต้พิภพ! เมฆหมอกบนท้องฟ้าถูก ฉีกกระชากห้วงมิติ ออกอย่างเกรี้ยวกราด แสงตะวันที่กำลังจะลับขอบฟ้าถูกบดบังด้วย 'เงาดำขนาดมหึมา' ที่ทอดทับลงมากลืนกินลานกว้างจนมืดมิดประหนึ่งก้าวเข้าสู่ราตรีในพริบตา!
"เกิดอะไรขึ้น! ค่ายกลป้องกันยอดเขาทำงานสิ!" ผู้อาวุโสหมิงหน้าซีดเผือด รีบเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของทุกคน คือป้อมปราการโลหะสีดำทมิฬขนาดมหึมา ที่มีหัวเป็นกะโหลกอสูรบรรพกาล มันลอยตัวกดทับลงมาเหนือน่านฟ้าสำนักอัสนีบาต แรงกดดันดิบเถื่อนมหาศาลที่แผ่ซ่านออกมาจากมหาราชรถแห่งสูญตา ทำให้ค่ายกลป้องกันระดับสูงของสำนัก ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด...
"เพล้งงงงงงงงงงงง!"
เพียงแค่ราชรถเคลื่อนตัวลดระดับลงมาสัมผัส ค่ายกลป้องกันที่อวดอ้างว่าต้านทานเซียนวิญญาณแรกเริ่มได้ กลับแตกละเอียดเป็นผุยผงประหนึ่งกระจกบางๆ ที่ถูกค้อนเหล็กทุบ!
ความต่างชั้นของกฎเกณฑ์มันห่างไกลกันเกินไป! ราชรถที่สร้างจากการผสานอักขระทวนกระแสสัจธรรมและกระดองอสูรจากนรก มิใช่สิ่งที่ม่านพลังระดับกระจอกจะต้านทานได้!
ศิษย์สำนักอัสนีบาตนับ 1000 คนบนยอดเขา ทรุดเข่าลงกระอักเลือดพร้อมกัน! แรงกดดันนี้มันป่าเถื่อนและเก่าแก่ยิ่งกว่าสิ่งใดที่พวกมันเคยพานพบ!
"นะ... นั่นมันตัวอะไร! เรือเหาะของขั้วอำนาจใดกัน!" ผู้อาวุโสหมิงตะกุกตะกัก ขาทั้งสองข้างสั่นเทา
ท่ามกลางความเงียบงันที่เจือด้วยความสะพรึงกลัว เสียงที่แหบพร่า เย็นเยียบ และแฝงไปด้วยความกักขฬะที่คุ้นเคย ก็ดังก้องกังวานลงมาจากแท่นบัญชาการของราชรถ!
"กบในกะลาอย่างพวกเจ้า... อวดอ้างว่าวิญญาณแรกเริ่มคือจุดสูงสุดงั้นหรือ? ช่างไร้เดียงสาเสียนี่กระไร!"
วูบ!
เงาร่างในเสื้อคลุมสีดำขาดวิ่น ร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้าประหนึ่งดาวตกทมิฬ!
อาเจียทะยานลงมากระแทกพื้นดินเบื้องหน้าผู้อาวุโสหมิง พลังปราณสายดุดันระเบิดออกบดขยี้พื้นหินศิลาที่แข็งแกร่งให้กลายเป็นหลุมลึกรัศมี 10 จั้ง! ฝุ่นควันคลุ้งกระจาย ก่อนที่ดวงตาสีเงินยวงที่สาดประกายรังสีสังหารจะจ้องเขม็งฝ่าม่านฝุ่นออกมา!
"ทะ... ท่านคืออาเจีย!" หลงจู๊หอสุวรรณดาราที่ถูกมัดอยู่กับเสา เบิกตากว้าง น้ำตาแห่งความปีติไหลพราก "ท่านยังไม่ตาย!"
"อาเจีย... เป็นไปไม่ได้! เจ้าหลุดเข้าไปใน รอยแยกมิติ เมื่อ 5 ปีก่อนแล้ว! กลิ่นอายของเจ้า... แก่นทองคำขั้นสมบูรณ์! แต่ทำไม... ทำไมมันถึงกดทับวิถีเต๋าของข้าจนแทบหายใจไม่ออก!" ผู้อาวุโสหมิงกรีดร้อง มันไม่ยอมเชื่อสายตาตนเอง มันรีบกระตุ้นปราณอัสนีบาตในร่างจนถึงขีดสุด
"ตายซะเถอะไอ้ผีดิบ! ดาบอัสนีผ่าสวรรค์!"
ผู้อาวุโสหมิงชักกระบี่ที่อาบด้วยสายฟ้า พุ่งทะยานเข้าฟาดฟันใส่อาเจียด้วยพลังทั้งหมดที่มีของระดับแก่นทองคำขั้นสมบูรณ์! สายฟ้าฟาดฟันแหวกอากาศธาตุมุ่งตรงไปที่กึ่งกลางแสกหน้าของชายหนุ่ม!
อาเจียยืนกอดอกนิ่งงัน นัยน์ตาสีเงินยวงไม่มีแม้แต่ความตื่นตระหนก เขาไม่แม้แต่จะเบิกเนตรสูญตาขั้น 2 หรือขั้น 3 เพื่อลบล้างมันด้วยซ้ำ!
"สวรรค์ของเจ้า... มันช่างเปราะบางเสียจริง"
ในเสี้ยววินาทีที่คมกระบี่สายฟ้าห่างจากใบหน้าเพียง 1 คืบ อาเจียตวัดมือขวาที่สลัก 'อักขระมาร' ขึ้นมา... คว้าจับคมกระบี่อัสนีบาตด้วยมือเปล่า!
"หมับ! ซีดดดด!"
สายฟ้าระดับแก่นทองคำขั้นสมบูรณ์ ปะทะเข้ากับฝ่ามือเปล่าของอาเจีย ทว่ามันกลับไม่อาจสร้างรอยขีดข่วนได้แม้แต่นิดเดียว! อักขระมารบนกระดูกของเขาเปล่งแสงสีแดงคล้ำ มัน 'ดูดกลืน' สายฟ้าเหล่านั้นเข้าไปเป็นพลังงานหล่อเลี้ยงร่างกายอย่างตะกละตะกลาม!
"เป็น... เป็นไปไม่ได้! รับกระบี่ของข้าด้วยมือเปล่า!" ผู้อาวุโสหมิงอ้าปากค้าง สติปัญญาพังทลาย
"เวลา 5 ปีที่สวรรค์ขโมยไป... ความสงบสุขของมิตรสหายข้าที่ถูกพรากไป... และความสงบของสุสานปู่หลินที่พวกเจ้าบังอาจขุดขึ้นมาเหยียบย่ำ..."
เสียงของอาเจียเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง 1000 ปี เขาออกแรงบีบฝ่ามือเพียงเล็กน้อย...
"เพล้ง!"
กระบี่อัสนีระดับศัสตราวิเศษ แตกละเอียดเป็นเศษเหล็กคามือของราชันผู้เคียดแค้น!
"หนี้ทั้งหมดนี้... ข้าจะขอเก็บดอกเบี้ยด้วยชีวิตและวิญญาณของพวกเจ้าทุกตัวตนในสำนักอัสนีบาต!"
อาเจียไม่ได้ใช้วิชาอันใดให้ยุ่งยาก เขากระแทกฝ่ามือขวาที่เพิ่งบดขยี้กระบี่ ทะลวงเข้าที่กลางอกของผู้อาวุโสหมิงอย่างป่าเถื่อน! พลังกายเนื้อที่อัดแน่นด้วยโทสะและอักขระมาร บดขยี้จุดตันเถียนและแก่นทองคำในร่างของศัตรูจนแหลกละเอียดในพริบตา!
"อ๊ากกกกก!" ผู้อาวุโสหมิงกระอักเลือดคำโต ร่างปลิวละลิ่วกระแทกกำแพงตำหนักจนพังทลาย สิ้นใจตายอย่างอนาถโดยไม่อาจแม้แต่จะดิ้นรน!
ยอดคนแก่นทองคำขั้นสมบูรณ์ของโลกภายนอก... ถูกสังหารด้วยมือเปล่าในกระบวนท่าเดียว! นี่คือความห่างชั้นของประสบการณ์ที่ผ่านการนองเลือดในนรกภูมิ!
ศิษย์สำนักอัสนีบาตนับ 1000 คนบนลานกว้าง ตกตะลึงจนวิญญาณแทบหลุดลอย! พวกมันเพิ่งตระหนักได้ว่า ผู้ที่บุกรุกมามิใช่มนุษย์ ทว่าคือปีศาจที่หลุดออกมาจากขุมนรก!
"นายท่าน! ข้าสัมผัสได้ถึงแหวนมิติและคลังสมบัติของสาขานี้แล้วขอรับ! กลิ่นเงินมันหอมยวนใจยิ่งนัก!" เจ้าสัว พยนต์ร่างยักษ์ พุ่งทะยานลงมาจากราชรถ สถาปนาฉายาอันดุดันเพื่อข่มขวัญลูกหนี้ "พวกสวะอัสนีบาต! จงทิ้งทรัพย์สินของพวกเจ้าไว้ แล้วให้ ราชันเทวะชำระบัญชี ผู้นี้ส่งไปเกิดใหม่ซะ!"
"เจ้าถุงเงิน... เก็บกวาด" อาเจียสั่งการเสียงเรียบ
ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!
จากเงามืดใต้ตึกและซอกหิน แมงมุมเงาจันทราสลายวิญญาณพุ่งทะยานออกมาราวกับฝูงยมทูตเงียบ ขาที่คมกริบตวัดตัดลำคอของศิษย์อัสนีบาตที่กำลังจะวิ่งหนี ขาดสะบั้นไปนับ 10 คนในชั่วพริบตา!
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง เงาร่างอีก 4 สายก็ร่วงหล่นลงมาจากมหาราชรถ!
"กล้าดีอย่างไรมาแตะต้องแหล่งเงินทุนและคนของพวกข้า... พวกเจ้าคงเบื่อชีวิตแล้วสินะ!"
เฟิงอี้หราน พ่นทะเลเพลิงสีทองแดงกวาดล้างศิษย์อัสนีบาตไปกว่าครึ่งลาน! หลินชิงเสวี่ย และ เย่ปิงอวิ๋น ประสานพลังแช่แข็งผู้ที่พยายามบินหนีขึ้นฟ้าให้ร่วงหล่นลงมาแตกกระจายดุจรูปปั้นแก้ว!
ส่วน ฉินมู่หลาง พุ่งทะยานเข้าไปใช้กระบี่นิรันดร์ ตัดโซ่ตรวนอัสนีที่มัดร่างหลงจู๊ออกอย่างแผ่วเบา "ท่านปลอดภัยแล้ว... จากนี้ไป ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกข้า"
ลานกว้างของสาขาหลักที่ 3 แห่งอัสนีบาต บัดนี้กลายเป็นโรงฆ่าสัตว์ที่ฝ่ายคณะวิปลาสเป็นผู้กวาดล้างอยู่ฝ่ายเดียว! เสียงกรีดร้อง การนองเลือด และความสิ้นหวัง ปกคลุมไปทั่วยอดเขา!
อาเจียเดินฝ่ากองเลือดและซากศพอย่างเชื่องช้า เขาไม่ได้สนใจลูกกระจ๊อกที่กำลังถูกสหายของเขาสังหาร ชายหนุ่มเดินตรงไปหยุดอยู่หน้าเศษซากของศาลาประมุข เขาสูดลมหายใจลึก ปลดปล่อยเสียงตวาดที่ดังก้องไปไกลนับ 10000 ลี้!
"ไอ้แก่เจ้าสำนักอัสนีบาต! ล้างคอของเจ้าไว้ให้ดี! ราชันคนนี้กลับมาทวงหนี้เลือดแล้ว! ยอดเขาหลักของพวกเจ้า... จะเป็นเป้าหมายต่อไปที่ถูกบดขยี้!"
สาส์นท้ารบที่อหังการที่สุด ถูกประกาศก้องฟ้า! กบในกะลาที่หลงระเริงอำนาจ กำลังจะได้ลิ้มรสความป่าเถื่อนของการฝืนลิขิตฟ้า มหาสงครามแห่งการชำระแค้นให้แก่สุสานคนตาย ได้เบิกม่านขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว!