ก๊อก...... ก๊อก...... ก๊อก......
เสียงเคาะประตูห้องนั่งเล่น ดังมาให้ตติรัตน์ ที่กำลังนั่งจ้องอยู่ที่หน้าจอโน๊ตบุ๊คอย่างใจจดใจจ่อ ต้องผละสายตาหันไปมองยังประตูทางเข้าห้องนั่งเล่น ซึ่งั้แ่ได้โน๊ตบุ๊คและโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่มา เธอก็ชอบมาคลุกอยู่ในห้องนั่งเล่นนี้ เกือบครึ่งค่อนวันเลยว่าได้ ดังนั้นจึงเป็การง่ายแก่อิ่มเอม ที่ตามหาตัว เวลาที่มีแขกไปใครมาบ้าน
“คุณรัตน์คะ มีแขกมาพบคุณรัตน์ค่ะ เขาบอกว่าเป็พ่อของคุณรัตน์ ตอนนี้รออยู่ที่ห้องรับแขกค่ะ”
อิ่มเอมเดินเข้ามาใกล้ๆ ตรงโซฟาที่ตติรัตน์นั่งอยู่ อิ่มเอมกล่าวแจ้งโดยไม่ปล่อยให้ ใบหน้าสวยหวานที่มองมาเป็คำถามนาน
“พ่อเหรอ!!??......”
ตติรัตน์ได้ยินว่าบิดาบังเกิดเกล้ามาขอพบ ก็ทั้งตื่นเต้นดีใจ แต่สักพักก็ต้องขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างสงสัย เพราะโดยปกติหากบิดาบังเกิดเกล้าไม่มีธุระเร่งด่วน แบบคอขาดบาดตาย จะไม่มาพบเธอถึงที่นี่อย่างแน่นอน ซึ่งเธอสังหรณ์ใจว่าจะต้องมีอะไรสักอย่างแน่เลย แต่จะอะไรนั้น เดี๋ยวไปพบเจอหน้าค่าตาก็จะรู้เองนั่นแหละ
“ขอบคุณนะคะป้าอิ่ม”
ตติรัตน์หยุดทุกอย่างค้างไว้เพียงแค่นั้น กล่าวขอบคุณอิ่มเอมยิ้มๆ พร้อมกับลุกขึ้นยืน แล้วก้าวเดินนำอิ่มเอมออกไปจากห้องนั่งเล่น ตรงไปยังห้องรับแขก ที่มีแขกคนสำคัญ ซึ่งก็คือบิดาบังเกิดเกล้าของเธอรอเธออยู่ที่นั่น
“สวัสดีค่ะพ่อ พ่อสบายดีไหมคะ??”
ตติรัตน์เดินเข้ามาภายในห้องรับแขก เห็นผู้ที่ได้ชื่อว่าบิดาบังเกิดเกล้าของตัวเองนั่งอยู่ สีหน้าท่าทางเคร่งเครียดแสดงออกมาให้เห็นได้ชัด เหมือนว่ากำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ภายในใจ อย่างคิดไม่ตก ตติรัตน์ส่งเสียงร้องทักทาย ถามสารทุกข์สุกดิบ พร้อมกับยกมือไหว้ และหย่อนร่างบางนั่งลงบนโซฟาใกล้ๆ กัน
“พ่อมีอะไรหรือเปล่าคะ?? ทำไมสีหน้าพ่อดูไม่ค่อยดีเลยอ่ะ”
ตติรัตน์เห็นตติกร มองใบหน้าสวยหวานของเธอนิ่งอยู่อย่างนั้น เหมือนจะรวบรวมความกล้า ที่จะพูดบางสิ่งบางอย่างออกมา แต่ก็นิ่งอยู่เป็นาน ตติรัตน์จึงร้องถามขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยความเป็ห่วงเป็ใย
“คือ!!...... พ่อมีเื่อยากจะขอร้องให้หนูช่วย พ่อจนหนทางจริงๆ ไม่รู้จะบากหน้าไปพึ่งใครแล้ว”
ตติกรพูดด้วยน้ำเสียงและท่าทีเคร่งเครียดไม่จากหาย เื่ทุกสิ่งอย่างถึงแม้จะไม่ได้เกิดจากตติกรเป็ผู้กระทำขึ้นมา แต่ผลที่ตามมานั้นมัน ทำให้เกิดความเดือดร้อนกับตติกรล้วนๆ เพราะคนที่นำพาความเดือดเนื้อร้อนใจมาให้อย่างนี้ ก็เป็คนในครอบครัวเองนั่นแหละ
“พ่อมีเื่อะไรหรือคะ??......”
ตติรัตน์ขมวดคิ้วโก้งโค้งคู่สวยเข้าหากัน จนแทบจะผู้เป็ปม เปล่งเสียงร้องถามตติกร ด้วยสีหน้าท่าทางที่สงสัย และเป็ห่วงเป็ใยตติกรเป็อย่างยิ่ง และคิดว่าหากมีอะไรที่เธอสามารถที่จะแบ่งเบา ภาระความเดือดเนื้อร้อนใจนั้นได้ เธอก็อยากจะทำ เพื่อให้ตติกรสบายใจ และมีความสุข
“บ้านของเรากำลังจะถูกยึด พ่อพึ่งรู้ว่าจิตฤดีแอบเอาบ้านไปจำนอง พ่อมารู้เอาก็ตอนที่เ้าหนี้ที่ไปจำนองเขาบุกมาบ้าน มาทวงหนี้สินที่ค้างชำระ”
ตติรัตน์บอกเล่าเก้าสิบ ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดหนักไปกว่าเดิมมาเข้าไปอีก คือจริงๆ ตติกรไม่อยากจะมาให้ตติรัตน์ช่วยเลยจริงๆ เพราะตติรัตน์ช่วยมามากพอแล้ว แต่ตติกรก็พยายามหาทุกช่องทางและทุกวิถีทางแล้ว แต่ไม่มีแสงสว่างส่องมาให้เห็นเลยสักที่ ดังนั้นตติกรจึงมานั่งพูดอยู่ตรงนี้นี่แหละ
“หนี้ที่จำนองบ้านเท่าไรหรือคะ??......” ตติรัตน์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สีหน้าเซียวสลับแดง เอ่ยปากถามถึงหนี้สินดังกล่าวอย่างใคร่รู้
“หนึ่งล้านบาท!!!!......”
ตติกรบอกกล่าวจำนวนเงินที่เป็หนี้ ให้ตติรัตน์รับทราบ ด้วยน้ำเสียงแ่ๆ และด้วยหัวใจที่เศร้าหมอง หดหู่และสิ้นหวัง และจะสิ้นหวังมากกว่านี้ หากตติรัตน์ไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ เพราะตติกรไม่มีที่อื่นให้ไปขอความช่วยเหลือแล้ว
“หนึ่งล้านบาทเลยเหรอคะ!!!!......”
ตติรัตน์พูดทวนจำนวนเงินที่บิดาของเธอกล่าวมา ด้วยน้ำเสียงเบาหวิว เลื่อนลอย และใเป็อย่างยิ่ง จำนวนเงินมากมายอย่างนี้ เธอจะไปหาจากที่ไหนมาใช้หนี้ให้กันล่ะ เงินเก็บที่เธอมีอยู่ในตอนนี้ ก็มีไม่ถึงสองหมื่นบาทเลยด้วยซ้ำ
๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓
มีปัญหามาให้รัตน์ของเราแก้อีกแล้วอ่ะนะ แล้วอย่างนี้พี่ภูจะว่าไงเนี้ย!!......... ^_^