หลังจากนั้นสิบนาที ฉู่เจาหนานก็ลุกพรวดขึ้นมา
“นายแน่ใจเหรอ?” ดวงตาเขาร้อนระอุจ้องมองสวีหยางอี้ไม่ละสายตา “นายแน่ใจนะว่าต้องการติดต่อเขา?”
“ฉันแน่ใจ” สีหน้าของสวีหยางอี้เด็ดเดี่ยวเหนืออื่นใดเปรียบ “ฉู่เจาหนานนายคิดว่าถ้าปรมาจารย์โอสถไม่มาวันงานประมูล ฉันจะเป็นอย่างไร?”
“ถูกตรวจวิญญาณ” กล้ามเนื้อบนใบหน้าฉู่เจาหนานเกร็งกระตุกกัดฟันพูดขึ้นเสียงเย็น “จินตันเจินเหริน... คือสุดยอดผู้ฝึกตนที่ฝ่าฟันมาจากผู้ฝึกตนนับหมื่นแสนพวกเขาไม่สนใจชีวิตของนายหรอก”
“พวกเขามองว่าต่ำกว่าพวกเขาลงไปคือพวกมดปลวก ทุกคนเข้าใจเป็นอย่างดี”
สวีหยางอี้พยักหน้า เล่นไฟแช็คในมือไปพลางๆ ดวงตาฉายแววลุ่มลึกรำไร“ตรวจวิญญาณเพื่อตรวจสอบความทรงจำของคนๆ นั้นในช่วงที่ผ่านมา ถึงตอนนั้นดูเหมือนจินตันเจินเหรินทั้งสิบจะไม่สนกฎของมณฑลหมิงสุ่ยแล้วสินะ”
ฉู่เจาหนานนิ่งลงสักพักก่อนพยักหน้า “สิบวัน”
“ภายในสิบวันนี้ ฉันจะลองติดต่อให้” เขามองสวีหยางอี้“ถ้าหลังจากนั้นสิบวัน... ยังไม่มีวี่แวว ฉันจะเตรียมตั๋วเครื่องบินให้นาย...แล้วหนีออกประเทศไปซะ...”
“สายเกินไปแล้ว” สวีหยางอี้เอ่ยเสียงเรียบ “นายลองเพ่งจิตไปรอบๆ ตอนนี้สิ”
ฉู่เจาหนานเพ่งพลังจิตไปรอบๆ ต่อให้เขาเป็นหลานชายคนเดียวของฉู่เทียนอีก็ตกใจสีหน้าเปลี่ยนสี
มวลพลังจิตอันกล้าแกร่งคล้ายภูผาสูงทะเลกว้างอย่างน้อยสามสิบกว่ากลุ่มก้อนล้อมรอบที่แห่งนี้เอาไว้แล้ว!
นี่เป็นมวลพลังจิตของขั้นจู้จี!
ไม่ถึงสิบนาทีผู้ฝึกตนขั้นจู้จีสามสิบคนก็เหาะมาถึงที่ทีเขาอยู่!ล้อมรอบที่แห่งนี้เอาไว้ประหนึ่งเป็นกรงขัง!
ฉู่เจาหนานถอนหายใจ พยักหน้าให้สวีหยางอี้หนึ่งครั้ง และหันหลังจากไป
ภายในห้องเงียบสงบลง สวีหยางอี้ไม่สนใจมวลพลังจิตด้านนอกห้องแม้แต่น้อยเขาจุดบุหรี่ขึ้นหนึ่งมวนและจมลงในภวังค์ความคิด
วาสนาที่ยิ่งใหญ่มาพร้อมอันตรายที่ใหญ่ยิ่ง
เขาคิดอยู่หลายตลบว่าจะเปิดเผยศาสตร์หลอมโอสถโบราณนี้อย่างไรถึงจะเหมาะสม...แต่สุดท้าย ก็มีแต่วิธีนี้เท่านั้น
สถานะของสวีหยางอี้เหมือนถูกดาบของฝู่หยุนเจินเหรินกำลังจ่ออยู่ที่คอหอยตลอดเวลาเพราะคำสั่งสังหาร...เขาเก็บตัวเข้าฌานมาสองปี ถ้าออกฌานแล้วไม่ทำให้ตัวเองมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักถ้าไม่ทำให้จินตันเจินเหรินคนอื่นๆ พุ่งความสนใจมาที่ตัวเขาการปฏิบัติภารกิจที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้าจะกลายเป็นช่วงเวลาสะบั้นคอเขาไปโดยปริยาย
ถ้าแผนการที่เขาตระเตรียมครั้งนี้ประสบความสำเร็จก็จะสามารถปลดดาบของฝู่หยุนเจินเหรินที่กำลังจ่ออยู่ที่คอออกไปได้ตลอดกาล!
“รีบๆ หน่อยแล้วกัน...” เขาเพ่งพลังจิตไปที่ฉู่เจาหนานที่กำลังขึ้นรถ“ไพ่ตายที่แท้จริงของฉันขึ้นอยู่กับนายแล้ว...”
...
ในเวลาเดียวกัน
“อั่ก!” เสียงกระแทกดังขึ้น ลวี่ก่านตางในสภาพหน้าแดงก่ำกระอักเลือดลอยกระเด็นไปหลายเมตร
“ไอ้สวะไร้น้ำยา!” เชียนเริ่นตวาดเสียงลั่นห้อง ยืนกัดฟันสีหน้าโมโหจนดูไม่ได้
ขายหน้า.. ช่างน่าขายหน้าจริงๆ !
ทั้งหมดที่ทำไปในวันนี้ ทำไมตัวเองต้องมาลงทุนกับไอ้สวะตัวนี้ด้วย!
“โปรดยกโทษให้ผมด้วยครับ!” เลือดสดไหลจากจมูกและปากของลวี่ก่านตางเต็มหน้าไม่มีคำแก้ตัวใดๆ หลุดออกมาจากปากเขาทั้งนั้น มีแต่รีบนั่งคุกเข่าลงบนพื้นทันที
“ไสหัวไป!” เชียนเริ่นตวาดเสียงอย่างโมโห พลังกดดันวิญญาณก่อตัวคล้ายคลื่นอากาศไร้รูปทรงซัดกระแทกร่างของลวี่ก่านตางกระเด็นออกไปนอกประตูหลายเมตรจนกระแทกติดกำแพงด้านนอก!ครั้งนี้เลือดสดไหลออกจากประตูทวารทั้งเจ็ดในร่างกายทันทีความรู้สึกเจ็บปลาบพลันแผ่ซ่านมาจากจุดทะเลลมปราณ
เมื่อครู่ เชียนเริ่นอยากฆ่าสวะอย่างเขาให้ตายจริงๆ !
“สวีหยางอี้...” ท่ามกลางห้องทำงาน เชียนเริ่นยืนกัดริมฝีปากตนหลับตาลงสยบความหงุดหงิดในใจอันล้นปรี่เป็นแค่มดปลวกขั้นเลี่ยนชี่แต่กลับรับมือยากนัก ใครมันจะไปคิด
“แกต้องตาย...” เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาพลันแดงก่ำทั้งสองเบ้า“ฉันมีลางสังหรณ์ว่า... ภารกิจครั้งแรกของแก ฉันต้องออกโรงเองเสียแล้วถ้าหากไม่สำเร็จอีก นั่นจะเป็นครั้งสุดท้าย...”
“เด็กคนนี้... ดูถูกไม่ได้... เขา...ใช้จุดแข็งของตัวเองได้อย่างชาญฉลาด... อาจพูดว่าสมบูรณ์แบบเลยก็ว่าได้!”ผ่านไปสักพัก เชียนเริ่นก็หลับตาลงอย่างขมขื่น“ที่บึงบงกชจตุทิศเขาอาศัยช่วงที่ตี้ฉายเจินเหรินปรากฏตัวและพลังจากผลึกพลังปีศาจเป็นเครื่องมือต่อรองกับร่างแยกของท่านฝู่หยุนเจินเหรินจนท่านฝู่หยุนเจินเหรินต้องถอยไปในที่สุด จากนั้นก็เข้าฌานต่อหน้าต่อตาสองปีเต็มโดยที่ไม่มีใครทำอะไรเขาได้ จนกระทั่งไพ่ตายใบสำคัญถึงได้เผยออกมาตอนออกฌาน...ชั้นเชิงชั้นแล้วชั้นเล่าของเขา... นี่แหละสัตว์ประหลาดที่น่ากลัวของจริง!”
“สำเร็จหรือล้มเหลวก็ขึ้นอยู่กับช่วงเวลานั้นแล้ว... ในภารกิจครั้งนี้ฉันจะต้องฆ่าเจ้าเด็กนี่ให้ได้!”
ลวี่ก่านตางยังไม่ไปไหน เขายังคงนั่งคุกเข่าอยู่ตรงประตูเลือดไหลจากปากเป็นสาย ไม่เอื้อนเอ่ยแม้คำเดียว
“ฉัน... จะให้โอกาสนายอีกครั้งเดียว” เชียนเริ่นมองเขาสายตาเยือกเย็น“ถ้านายทำไม่ได้ ก็อย่าหวังจะได้เป็นกองกำลังระดับ A”
“รับทราบ!” ลวี่ก่านตางตอบรับ หมัดกำแน่น
“ออกไปได้” เชียนเริ่นสั่งเสียงเรียบ “เมื่อถึงเวลาลงมือฉันจะแจ้งนายไปเอง”
...
เวลาสิบวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ในสิบวันที่ผ่านมา บางคนไม่รู้ถึงเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับพิธีก่อตั้งกองกำลังทัณฑ์สวรรค์
แต่บางคนก็รู้ทั้งหมด
“เหมิงคั่ว” ณ ตระกูลเหมิงแห่งมณฑลหมิงสุ่ยผู้ชายหนวดเคราเต็มหน้าคนหนึ่งนั่งอยู่บนแท่นผู้นำ แววตาเร่าร้อน พูดขึ้นเสียงขรึม“จงคำนวณทรัพย์สินตระกูลเหมิงหนึ่งในสองของทรัพย์สินทั้งหมดภายในเวลาสามวันนี้ให้เสร็จ”
เขาสวมเสื้อชุดสูทคอจีน ตัดผมทรงหวีเสยแนวสลิคแบคมีพลังปราณบางแผ่วคลอเคลียอยู่รอบตัว
นี่เป็นห้องโถงกว้างประมาณสามสิบเมตรด้านหน้าตรงกลางมีเก้าอี้ไม้แบบโบราณสามตัว มีผู้ชายสามคนนั่งประจำอยู่ด้านหลังไม่มีที่นั่ง มีเพียงสมาชิกคนอื่นๆ ที่ยืนอยู่กับที่ ต่อให้พวกเขาปวดเมื่อยแต่ก็ไม่มีใครกล้าบ่นสักคำ
ไม่มีเหตุผลใดอื่นเพราะผู้ชายบนเก้าอี้ไม้แบบโบราณสามตัวนั้นปลดปล่อยพลังกดดันวิญญาณขั้นจู้จีไปทั่วห้องโถง!
“ครับ!” ผู้เฒ่าวัยเจ็ดสิบกว่าปีก้าวเท้าออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าวโค้งตัวคำนับ น้ำเสียงไม่เจือแววลังเลแม้แต่น้อย “ด้วยคำสั่งของท่านผู้นำพวกเรารวบรวมได้ทั้งหมดแปดร้อยล้านหวาซย่าปี้ แต่ถ้าหักทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์อย่างสนามกอล์ฟออกไปจะเหลือที่ประมาณสี่ร้อยล้านครับ”
“ก็ยังเป็นตัวเลยที่ฉิวเฉียดอยู่ดี” ผู้ชายวัยหกสิบกว่าปีเก้าอี้ข้างๆกัดฟันพูด “ปรมาจารย์โอสถแห่งยุคสมัย... ท่านผู้นำครับผมมีบงกชเพลิงอายุสองร้อยปีอยู่หนึ่งดอก ครั้งนี้...”
ผู้นำตกตะลึง หลังจากนิ่งเงียบไปสักพักจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหลากอารมณ์“นี่เป็นวัตถุในตำรายาหลอมแก่นพลังจินตันเชียวนะ...และนายกับฉันก็เป็นผู้ฝึกตนขั้นจู้จีระดับสมบูรณ์เหมือนกัน...”
“แต่ตอนนี้จะลีลาชักช้ากันไม่ได้แล้ว!” ผู้เฒ่าอีกคนตบเก้าอี้พูดขึ้น“ครั้งนี้... ต่อให้แย่งมาได้แค่เม็ดเดียวก็ต้องแย่งมาให้ได้ไม่รู้จะมีตัวแทนของจินเหรินท่านไหนมาบ้าง! ในเมื่อมีโอสถวิเศษใครยังจะสนใจยาเหลวยาแคปซูลอีก!นี่เป็นโอกาสที่จะทำให้ตระกูลเหมิงของพวกเราทะยานขึ้นมาอยู่ในระดับแถวหน้าของประเทศ!”
“ถ้าบงกชเพลิงของผมสามารถแลกกับโอกาสแบบนี้ได้... ก็คุ้มค่าแล้ว”
ผู้เฒ่าอีกคนถอนหายใจ “แต่ก็เป็นแค่โอกาสที่ไม่แน่นอน...”
“แค่โอกาสเพียงน้อยนิดเหมือนเม็ดทราย...แต่กลับดึงดูดผู้คนมากมายแตกตื่นได้ปานนี้ทำเอาตระกูลระดับสูงหลายตระกูลขายทรัพย์สินทิ้งเป็นว่าเล่น... ไม่รู้ว่าวันข้างหน้าของกองกำลังทัณฑ์สวรรค์จะเป็นอย่างไรแต่หลังจากเดือนนี้ไปรายได้ของกองกำลังนี้จะต้องกลายเป็นประวัติศาสตร์อย่างแน่นอน!”
...
“ยังมีอย่างอื่นอีกไหม? ตึกอาคารของพวกเราที่อยู่ในเมืองเทียนเฟิงล่ะ?”ในเวลาเดียวกัน ณ เมืองเทียนเฟิงบนโต๊ะประชุมตัวยาวที่รายล้อมไปด้วยผู้คนหลายสิบคนคนที่ไม่รู้เรื่องก็คงคิดว่าเหล่าผู้บริหารระดับสูงกำลังเปิดประชุมเกี่ยวกับอนาคตขององค์กรอยู่แต่มนุษย์ธรรมดาไม่อาจมองเห็นพลังปราณที่รั่วไหลออกมาจากความตื่นเต้นของพวกเขาได้
“พวกเราขายตึกที่เมืองลวี่ตี้ไปแล้ว เนื่องจากต้องการเงินอย่างเร่งด่วนทำให้พวกเราขาดทุนไปหลายล้าน” ผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งขยับแว่นเอ่ย “ท่านผู้นำคะได้โปรดดูตรงนี้ค่ะ”
เอกสารปึกหนึ่งถูกวางลงด้านหน้าทุกคนผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะกวาดอ่านครู่หนึ่ง สีหน้าพลันนิ่งค้างทันที
ตระกูลเหมิงแห่งมณฑลหมิงสุ่ย ขายสนามกอล์ฟที่เมืองผานซานและขายหุ้นประมาณแปดร้อยล้านเพื่อระดมเงิน...
ตระกูลซ่งแห่งมณฑลจูโจวสละธุรกิจลูกรักเพื่อระดมเงินหนึ่งพันสองร้อยล้านหวาซย่าปี้...
ตระกูลโหลวแห่งเมืองจิงตู ได้ขายคฤหาสน์ ตึกอาคารทำเลดีไปหลายแห่งเพื่อระดมเงินหนึ่งพันห้าร้อยล้านหวาซย่าปี้...
ตระกูลฟางแห่งมณฑลหนานทง ขายยาเหลวในคลังสินทั้งหมดและตำรายาขั้นจู้จีสามตำรา...
นี่เป็นเพียงตัวเลขคร่าวๆ เท่านั้น!
“นี่มัน...” หางตาผู้ชายคนหนึ่งเกร็งกระตุก “พวกเขาบ้าไปแล้วเหรอ! ทำให้ตระกูลระดับสูงขายสินทรัพย์ได้เกินครึ่งแบบนี้เลยเหรอ?!เพื่อแลกกับโอกาสที่มีความไม่แน่นอนสูงขนาดนี้เนี่ยนะ!”
ไม่มีใครตอบ สิ่งที่เขาคิด คนอื่นก็คิดได้เช่นกัน
ทุกตระกูลที่รู้ข่าวเรื่องโอสถวิเศษปรากฏขึ้นมาอีกครั้งเริ่มเคลื่อนไหวแล้วและแทบไม่มีตระกูลไหนกลัวเรื่องขาดทุนเพราะว่าทุกคนต่างรู้ดีการที่โอสถวิเศษปรากฏขึ้นมา มันไม่ได้นำพาแค่การเปลี่ยนแปลงในขั้นจู้จีอย่างเดียว
เพราะเหล่าจินตันเจินเหรินที่สูงส่งอยู่ลอยตัวคล้ายหมอกควันก็จะต้องไปร่วมงานประมูลของสวีหยางอี้ด้วยอย่างแน่นอน!
และพวกเขาก็รู้ดีพวกเขาไม่มีทางสู้กับจินตันเจินเหรินแต่ละคนได้ดังนั้นโอกาสเดียวที่พวกเขาทำได้ก็คือใช้เงินฟาดให้ปรมาจารย์โอสถคนนั้นพยักหน้าให้ได้!
...
ณ เมืองผานซาน สมาชิกในกองกำลังทัณฑ์สวรรค์ทำงานกันกุลีกุจอเฉิงเจี้ยนเฟิงในสภาพเหลื่อแตกซ่กวางหูโทรศัพท์ลง หัวใจเต้นสั่นระรัว
เขาไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้มาก่อน...เมื่อก่อนเขาแค่เคยได้ยินชื่อเสียงของผู้ฝึกตนขั้นจู้จีแต่ตอนนี้มีสายจากผู้ฝึกตนขั้นจู้จีโทรเข้ามาสายแล้วสายเล่าและเขายังต้องปฏิเสธอีกฝ่ายกลับไปอีก ช่างเป็นการปฏิเสธที่มอบความรู้สึกตื่นเต้นเจือความหวั่นหวาดแปลกๆให้เขาจริงๆ
หลังจากผ่านช่วงเวลาตื่นเต้นไปมือสั่นระริกของเขาก็พยายามบรรจงเขียนไปบนม้วนหยกว่า ‘ตระกูลซ่งแห่งมณฑลจูโจว’
นี่เป็นวันที่สิบสองหลังจากประกาศจัดงานประมูล
การประกาศของสวีหยางอี้ในวันนั้น ทำเอาตระกูลระดับสูงที่ร่ำรวยเป็นแถวหน้าของแต่ละมณฑลแตกตื่นไปตามๆกัน!
แต่เขาไม่เสียสมาธิแม้แต่น้อย
เขานั่งดูนามบัตรจำนวนมหาศาลทีละใบเพราะในบรรดานามบัตรที่ถูกส่งเข้ามามีนามบัตรระดับคุณภาพอยู่!
นามบัตรของจินตันเจินเหริน!
“ฉันไม่เชื่อหรอก...” ดวงตาเขาปะทุเปลวไฟเร่าร้อนจากความตื่นเต้นออกมา“ว่าระดับจินตันอย่างพวกท่านจะไม่สั่นไหวกับเรื่องนี้!”
วันที่สามผ่านไป วันที่สิบผันผ่าน
วันที่สิบห้า ตอนกลางคืน
ณ เวลาเที่ยงคืนตรง ต้นไม้ด้านนอกกระส่ายเคลื่อนไหวยามไร้สายลมพัดโบก
ท่ามกลางผืนฟ้ายามค่ำคืนหมู่ดาวทอแสงสว่างไสวคล้ายเม็ดทรายสีขาวเงินแพรวพรายสาดกระจายทั่วผืนฟ้า
ในเวลาเดียวกันเงาตะคุ่มที่ฉายทาบลงพื้นดินประหนึ่งถูกจองจำอยู่กับที่ไร้การเคลื่อนไหว!
เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่อาจอธิบายได้ด้วยกฎธรรมชาติ! คล้ายเปลี่ยนผืนดินตรงนั้นให้กลายเป็นภาพวาดสีน้ำหมึกที่ถูกขีดเขียนทุกสรรพสิ่งลงบนผืนผ้าใบ!
ไม่มีพลังกดดันวิญญาณอันท่วมท้น มีเพียงราชันย์มาจุติโลกทั้งใบต่างยินยอมหลีกทางให้ราชันย์ผู้นี้และยอมเปลี่ยนแปลงกฎแห่งธรรมชาติในตัวมันเอง!
“นี่มัน...” ท่ามกลางห้องทำงานห้องหนึ่งในอวี้หลินเว่ยเชียนเริ่นที่กำลังฝึกตนเสียวสันหลังวาบขึ้นมาทันทีเขาลืมตาทั้งสองข้างขึ้นอย่างไม่อยากจะเชื่อ “เป็นไป... เป็นไปได้อย่างไร...”
ท่ามกลางกองกำลังทัณฑ์สวรรค์ สวีหยางอี้ลุกพรวดขึ้นมาทันทีดวงตาทั้งสองข้างเปล่งประกายสุกสว่าง
มาแล้ว...
ในที่สุดก็มาสักที!
ยี่สิบเอ็ดวันเต็ม... อีกเก้าวันก่อนถึงงานประมูล ในที่สุด...เขาก็มาแล้ว!