ตัวข้าไม่ใช่บุตรเขยสกุลฉี! (我不是齐家的女婿)

    จดหมายเลือด 5

    กู้เลี่ยงรุ่ยยิ้มมุมปาก ลอกเลียนการแสดงสีหน้าของฉีอ๋องที่ทำให้คนมองอยากพุ่งมาบีบคอด้วยอารมณ์เดือดพล่าน"อู๋เยี่ยน เราพานางไปรับโทษที่สมาคมกันเถอะ เอาให้ชาตินี้นางไม่มีวันได้ผุดได้เกิดอีกเลย!"


    หลังจากนั้นกู้เลี่ยงรุ่ยที่รอดตายแล้วอย่างสมบูรณ์ก็พาตัวเองออกมาจากป่านั้น โดยมีอู๋เยี่ยนที่คอยควบคุมจับจูงแม่นางมารที่ถูกถอดเขี้ยวเล็บมาด้วย กู้เลี่ยงรุ่ยอดหันกลับไปมองเป็นพักๆไม่ได้พร้อมกับคิดว่าทำไมนางมารพันหน้าอย่างนางถึงได้มีชีวิตอยู่มาได้นานนักทั้งๆที่ฝีมือก็ไม่ได้มีอะไรมากเลยจริงๆ แต่ก็คงจะเป็นเพราะบารมีประมุขมารที่คอยเป็นโล่กันภัยให้นาง ทีนี้พอประมุขมารตัวพ่อหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย นางก็เลยเดือดร้อนต้องทำอะไรสักอย่าง แต่กู้เลี่ยงรุ่ยไม่เชื่อหรอกนะว่านางจะคิดเองเออเองและตามตนมาถึงรัฐหลู่โดยไร้คนหนุนหลัง นางต้องมีคนคอยบงการอยู่ข้างหลังแน่ไม่งั้นนางมารอย่างนางคงไม่มีทางยื่นมือมาสอดหรอก ต่อให้จะรู้ว่าตนไร้วรยุทธ์ก็ตาม


    "อยู่ๆท่านไปไหนมา ข้าหาท่านไปทั่วก็ไม่พบ ร้อนใจจะแย่แล้ว ตอนนี้สถานการณ์ยิ่งน่าหวั่นใจอยู่"


    เหล่ยเฟยจี๋เดินดิ่งมาหาเหมือนวัววิ่งใส่ผ้าแดง ทั้งยังทำตาเหลือกแล้วพุ่งตัวมาจับไหล่ของกู้เลี่ยงรุ่ยในวินาทีที่เห็นว่าบาดเจ็บ น้ำหนักนั้นไม่เบาเลยทำเอาเจ็บจนตนต้องเบี่ยงตัวหลบ


    "เบาได้เบา อูย~"


    "เกิดเรื่องอันใดขึ้น ทำไมท่านบาดเจ็บได้ แล้วคนผู้นั้น?..."


    คนผู้นั้นที่ว่าก็คืออู๋เยี่ยน ในมือเขามีเชือกที่มัดร่างของลู่เผิงฮวา ให้อารมณ์เหมือเฉลยศึกที่จับมาได้ ทำเอาเหล่ยเฟยจี๋งงไปหมดแล้ว ทำไมกู้เลี่ยงรุ่ยบาดเจ็บ คนหน้าตาอึมครึมผู้นี้เป็นใคร เหตุใดต้องมัดรองแม่ทัพลู่ นี่เกิดอะไรขึ้น


    "เจ้าใจเย็นก่อน เดี๋ยวข้าเล่าให้ฟัง"


    กู้เลี่ยงรุ่ยตบๆลงบนบ่าเหล่เฟยจี๋ก่อนจะเดินนำไปที่เรือนป้าจาง โชคดีนะที่ระหว่างทางไม่พบใครเลย คาดว่าทุกคนน่าจะอยู่ที่ส่วนพักที่จัดไว้ให้ และป้าจางก็น่าจะอยู่ในที่ประจำตรงลานต้มยา กู้เลี่ยงรุ่ยนั่งลงบนม้านั่ง แผลที่ไหล่ไม่มีเลือดออกแล้ว ในใจก็กล่าวขอบคุณและขอโทษปันน่าไปเป็นสิบครั้ง ลำบากนางแล้วจริงไม่


    "สรุปแล้วเกิดอะไรขึ้น แต่ช่างเรื่องนั้นก่อน มา ข้าจะทำแผลให้ท่าน"เหล่ยเฟยจี๋อาสา ยื่นมาจะดูแผล แต่อีกฝ่ายเบี่ยงหนี


    "ไม่เป็นไรๆข้าจัดการเองได้ เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง"ไม่ว่ายังไงมันก็ยังทำใจให้ชินไม่ได้จริงๆ ร่างกายเป็นชายแต่ใจเป็นหญิง เขาจึงไม่อาจจะแก้ผ้าให้ใครเห็นร่างกายได้ ถึงจะเป็นร่างกายแมนๆนี่ก็เถอะ อีกอย่าง แผลของเขาไม่ต้องจัดการอะไรก็ได้ รอให้ปันน่าหาย เขาก็จะหายด้วย


    "ท่านจะเขินทำไม บุรุษด้วยกันยังมีอะไรต้องอาย"เมื่อคืนที่จะตรวจขาให้ก็ไม่เอา คนผู้นี้หน้าบางเกินไปแล้ว อีกทั้งเขายังร้อนใจมากจึงลงมือยึดไหล่คุณชายกู้ไว้ อีกนิดจะปลดผ้าผูกเอวแล้ว


    "มิได้ๆข้าไม่สะดวกใจจริงๆ ขอเจ้าเข้าใจด้วย"กู้เลี่ยงรุ่ยยกเท้าขึ้นมายัน ทำเอาเหล่ยเฟยจี๋ชะงัก


    เสียงเคาะโต๊ะเบาๆดังขึ้น พร้อมกับใบหน้ามุ่ยๆของอู๋เยี่ยน


    "อ่า ลืมไปเลย เฟยจี๋ นี่อู๋เยี่ยน ศิษย์น้องของข้า ส่วนนั้นคือนางมารพันหน้าที่แฝงตัวเข้ามาหมายจะสังหารข้าไม่ใช่รองแม่ทัพลู่เผิงฮวาตัวจริง แผลบนตัวข้าก็เป็นนางลงมือ"


    เหล่ยเฟยจี๋หันขวับไปมองนางทันที ลู่เผิงฮวาส่งเสียงอู้อี้พร้อมทำตาข่มขู่ ประกายสังหารคนละคลุ้ง หากว่าเป็นอิสระอยู่ล่ะก็ ลู่เผิงฮวาคงยากเด็ดวิญญาณเหล่ยเฟยจี๋แน่


    "นะ...นางเป็นปีศาจจริงๆรึ!?"


    "เจ้าระวังไว้หน่อยล่ะ นางทำลายดวงจิตเจ้าได้เพื่อยึดร่างเจ้า ทางที่ดีอย่าไปเปิดช่องให้นาง อยู่ห่างไปเข้าไว้ ไม่งั้นโดนนางชิงร่างแน่ๆ"


    เหล่ยเฟยจี๋พยักหน้า ถอยมาชิดกู้เลี่ยงรุ่ยสามสี่ก้าวโดยทันที ใกล้จนกู้เลี่ยงรุ่ยสังเกตได้ว่าชุดของเหล่ยเฟยจี๋ด้านในนั้นแปลกไป แต่ก็ไม่ได้สนใจ เพราะเป็นแค่ชุดด้านในที่เป็นแพรไหมสวยงามกว่าเท่านั้น


    "แล้วเออ...จับนางมาด้วยเช่นนี้ไม่อันตรายรึ ข้าว่าเราควรจะขังนางไว้สักที่ ไม่ใช่พามาอยู่ในเรือนด้วย ข้ารู้สึกไม่ปลอดภัยเท่าไหร่นัก"


    "ไม่เป็นไรหรอก เจ้าเห็นเชือกนั้นมั๊ยเล่า นั้นนะ ของวิเศษเชียวนะ นางไม่มีทางหนีไปไหนได้ อีกทั้งศิษย์น้องของข้าผู้นี่เก่งกาจมาก เจ้าวางใจได้"กู้เลี่ยงรุ่ยชี้ให้เห็นถึงเชือกเส้นหนาที่มัดร่างลู่เผิงฮวา กับบรรยายสรรพคุณของอู๋เยี่ยนที่เบือนหน้าหนีไม่สนใจ


    "ท่าน แล้วแผลท่านจะไม่เป็นไรจริงๆหรือ หรือว่าท่านมียาดี ขาท่านก็หายดีโดยไม่ได้ทำอะไรเช่นกัน ช่างน่าแปลกประหลาดใจจริงๆ"


    "ใช่ ข้ามียาดี เพราะฉะนั้นเจ้าไม่ต้องห่วง"รอให้ปันน่าหาย ตนก็หายแล้ว ยิ่งในตอนนี้ที่ตนแทบจะไม่รู้สึกเจ็บแล้ว บ่งบอกว่าปันน่าได้รับการรักษาแล้ว ทั้งยังเป็นคนฝีมือดี


    "เช่นนั้นข้าก็วางใจ"


    "จริงสิเฟยจี๋ เมื่อครู่เจ้าบอกว่าหาข้า มีอะไร เจ้าหาข้าทำไม"


    "ข้า...ข้าจะลาท่าน"


    กู้เลี่ยงรุ่ยสนใจขึ้นมาทันที ทั้งยังงงเล็กน้อยว่าเขาจะไปไหน "ลาข้า? เจ้าจะไปไหน"เท่าที่จำได้ เหมือนเหล่ยเฟยจี๋จะเคยบอกว่าตั้งแต่เกิดไม่เคยไปไหนมาก่อน แล้วเขาจะไปไหน? ยิ่งในสถานการณ์ช่วงนี้ด้วย


    "ข้ามีธุระเล็กน้อยต้องไปจัดการ บางทีอาจจะไม่ได้เจอท่านอีกแล้ว ดังนั้นข้าจึงอยากจะมาลาท่านก่อน ยังไงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ข้ากับท่านได้ใช้เวลาร่วมกันไม่น้อย ก่อนข้าจะไปเลยคิดจะลาท่านให้เรียบร้อยก่อน..."


    "ทำไมเจ้าพูดจาเป็นลางเช่นนี้ เจ้าไปไหน ไปทำอะไร ทำไมดูเป็นเรื่องไม่ปลอดภัย"


    "ไม่ใช่เช่นนั้น เพียงแต่ข้า ข้าเกรงว่าจะไม่ได้ลาท่านเท่านั้น อีกอย่างใต้หล้ากว้างใหญ่นัก ข้ากลัวว่าวันหน้าคงไม่มีวาสนาได้พบท่านอีกแล้ว ได้พบท่าน นับเป็นเรื่องที่ดีมากเรื่องหนึ่ง"


    กู้เลี่ยงรุ่ยก็คิดเช่นนั้น แต่ไม่มีงานเลี้ยงไหนที่ไม่เลิกรา นี่ก็คืองานเลี้ยงหนึ่งเท่านั้น"ข้าก็เช่นกัน ว่าแต่เจ้าจะไปเมื่อไหร่กัน"


    "ตอนนี้เลย"หากช้าไปมากกว่านี้ ก็จะไม่ทันการณ์แล้ว


    "เร่งด่วนเช่นนี้เลย เช่นนั้นข้าขออวยพรให้ท่านโชคดี ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามขอให้สำเร็จลุล่วงดังใจหมาย เหล่ยเฟยจี๋ รักษาตัวด้วย"


    "ท่านก็เช่นกัน ข้ารู้ว่าท่านใกล้จะจากไปจากหมู่บ้านเราแล้ว ที่ผ่านมาหมู่บ้านเราติดค้างน้ำใจท่านมากจริงๆ คุณชายกู้ข้าขอเป็นตัวแทนทุกคนในหมู่บ้านขอบคุณท่าน วันหน้าหากเราได้พบกันอีก ข้าจะต้องตอบแทนท่านแน่"


    วันนี้เขาจะจากไปเพื่อล้างเเค้นให้ท่านเอง...


    กู้เลี่ยงรุ่ยยิ้มน้อยๆยื่นมือไปตบๆบ่าอีกฝ่ายอย่างสหายคนหนึ่ง ไม่นานเหล่ยเฟยจี๋ก็จากไปจริงๆ เขาไม่ยอมบอกว่าไปไหนหรือไปทำอะไร แค่บอกว่าต้องไป กู้เลี่ยงรุ่ยคาดเดาว่าเรื่องนั้นที่เหล่ยเฟยจี๋ไปทำย่อมสำคัญมากแน่ๆ ไม่งั้นคนผู้หนึ่งที่ไม่เคยออกไปไหนจากหมู่บ้านเลย ไม่มีทางจากไปเช่นนี้ บางทีอาจจะเกี่ยวข้องกับสถานการณ์วุ่นวายตอนนี้ของรัฐหลู่ก็ได้ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ เขาก็น่านับถือมากจริงๆที่กล้าลุกขึ้นมาทำอะไรเพื่อชาติบ้านเมือง


    ป้าจางยกเรือนให้กู้เลี่ยงรุ่ยได้อยู่ นางให้เหตุผลน่าฟังว่านางเป็นหญิงม่าย ไม่เหมาะจะอยู่ใกล้ชายหนุ่มให้ต้องเป็นอัปมงคลดังนั้นนางจึงไม่กลับเรือนมาหลายวันแล้ว ไปอาศัยอยู่เรือนของเพื่อนแทน ดังนั้นการที่ในบ้านจะกักขังนางมารไว้จึงไม่ใช่ปัญหา กู้เลี่ยงรุ่ยอยากจะสอบสวนเสียเดี๋ยวนั้น แต่ความง่วงที่ไร้ที่มาที่ไปก็เข้าจู่โจมจนต้องขอตัวไปนอนพักก่อน รู้ตัวอีกทีก็เช้าแล้ว...


    ก้าวล่วงสู่เช้าวันใหม่ กู้เลี่ยงรุ่ยบอกให้อู๋เยี่ยนจับลู่เผิงฮวาไว้ที่เก้าอี้พิงสามขา ก่อนจะเริ่มต้นถามเรื่องที่ตนสงสัย อันที่จริงก็กะว่าจะเริ่มต้นสอบสวนนางตั้งแต่เมื่อคืน แต่เพราะว่าแผลโดนธนูยิงพ้นพิษจึงหลับเป็นตาย เรื่องหลับนั้นกู้เลี่ยงรุ่ยอธิบายได้ สาเหตุนั้นย่อมมาจากการที่ปันน่าได้รับยารักษาที่แรงพอสมควร ทำให้นางเข้าสู่ช่วงจำศีลตามปกติเพื่อรักษาร่างกายให้บาดแผลหายดี ซึ่งมันส่งผลต่อกู้เลี่ยงรุ่ยด้วย ไม่รู้ทำไมเช่นกัน แต่กู้เลี่ยงรุ่ยพึ่งจะคืนชีพก็เมื่อเช้าตรู่ และบาดแผลก็ดีขึ้นมาก


    "ใครส่งเจ้ามา"กู้เลี่ยงรุ่ยทำสีหน้าเคร่งขรึมที่สุด วางท่าใหญ่โตแต่ไม่ดูโอเวอร์เกินไป


    "เหตุใดข้าต้องตอบเจ้า ฝันไปเสียเถอะ ข้าไม่มีทางตอบคำถามเจ้าเด็ดขาด” นางสะบัดหน้าหนี สีหน้าแววตาดูกรุ่นแค้น ถ้าทำได้ล่ะก็ นางคงอยากจะทำลายดวงจิตของคนให้สิ้นซาก โดยเฉพาะเจ้าตัวสองคนที่ยืนลอยตัวเหนือนาง


    “ก็ได้ เจ้าไม่ต้องตอบหรอก ข้าไม่รีบ รอให้เจ้าอยากตอบเมื่อไหร่คอยตอบแล้วกัน อู๋เยี่ยน เจ้าพานางกลับไปขังไว้ดีๆ ข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้าด้วยเช่นกัน”


    “เจ้าตัวบัดซบ!สักวันข้าจะชิงร่างเจ้ามาย่ำยีให้สาแก่ใจ เจ้าคอยดูเถอะ!” อู๋เยี่ยนทำสีหน้าหนวกหู สงสัยเมื่อคืนนางคงแผลงฤทธิ์น่าดู ก่อนจะลากนางกลับเข้าไปในห้อง มัดนางไว้กับเตียงก่อนจะวางเครื่องรางกักบริเวณไว้รอบเตียงนางไม่สามารถจะออกจากวงแหวนไปได้ หากว่านางคิดจะทำอะไรโง่ๆอาคมจะทำให้นางบาดเจ็บเอง


    กู้เลี่ยงรุ่ยยกกาน้ำชามาต้มจนเดือดปุดๆก่อนจะลงมือชงชาแล้วเสิร์ฟให้อู๋เยี่ยนที่เดินกลับมาแล้ว กู้เลี่ยงรุ่ยเป็นหนี้อู๋เยี่ยนมากมายนัก ในใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความเคารพศรัทธา จึงยื่นมือไปเช็ดเก้าอี้ให้ วางถ้วยยาลงตรงหน้า อีกนิดเดียวก็จะหาผ้าเย็นผ้าร้อนมาบริการแล้ว ใบหน้าเกลื้อนรอยยิ้มพิมพ์ใจ


    อู๋เยี่ยนเงยหน้าขึ้นมาแบบระแวดระวัง สายตาไม่ไว้ใจขั้นสุด


    “อู๋เยี่ยน เจ้าอย่ามองเช่นนี้สิ ข้าตั้งใจทำเพื่อเจ้าเลยนะ ถือว่าเป็นการขอบคุณจากข้า วันนี้ถ้าไม่ได้เจ้าล่ะก็ ข้าคงซีม่องเท่งไปแล้วจริงๆ ทุกครั้งล้วนเป็นเจ้าจริงๆนะอู๋เยี่ยนที่มาหาข้าในเวลาที่ข้าต้องการ” อีกนิดเดียวเท่านั้นกู้เลี่ยงรุ่ยก็จะน้อมวันทาด้วยความนอบน้อมแล้ว


    “...” อู๋เยี่ยนส่ายหน้าทันทีพลางยกน้ำชาเทลงพื้น อาการเช่นนี้ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาหายไปทันทีเมื่อคิดถึงเรื่องเศร้าที่พึ่งเกิดขึ้นได้


    “เป็นความผิดข้าเอง ข้าทำให้หนิงเก่อต้องตาย...” กู้เลี่ยงรุ่ยก้มหน้า ขอบตาร้อนผ่าว ไหล่ตกลู่เหมือนกับว่ากำลังแบกโลกทั้งใบเอาไว้ แต่ก็เศร้าได้ไม่นานอีกแล้วเมื่ออู๋เยี่ยนหยิบตะเกียบที่วางตั้งไว้ในไม้ไผ่ให้หยิบใช้สะดวกๆขึ้นมาจิ้มใส่มือเขาที่กุมไว้บนโต๊ะ แรงนั้นไม่เบาเลย เอาสะรู้สึกเหมือนอีกฝ่ายจงใจแทงด้วยซ้ำ


    “...” อู๋เยี่ยนเคาะตะเกียบลงกับพื้นโต๊ะที่มีตัวอีกษรเขียนไว้ในรูปแบบอ่านง่ายจากน้ำชา เป็นประโยคง่ายๆที่ทำให้คนอ่านน้ำตาซึมอย่างหวั่นไหวในอก


    ทุกอย่างล้วนผ่านไปแล้ว

    คล้ายกับเรื่องตัวข้าไม่ใช่บุตรเขยสกุลฉี! (我不是齐家的女婿) ที่คุณอ่าน