จารึกที่ 228 : ราคาแห่งการฟื้นฟู : การเจรจาของมหาเศรษฐีตกอับ
ภายในห้องรับรองพิเศษของหอสุวรรณดาราที่ตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง กลิ่นหอมของชาปราณวิญญาณระดับสูงที่เพิ่งรินใหม่ๆ ลอยกรุ่น ทว่ามันกลับไม่อาจกลบความตึงเครียดที่ลอยอวลและกดทับอยู่ในอากาศได้
ซูเหม่ย หญิงสาวผู้งดงามในชุดผ้าไหมสีแดงเพลิง วางถ้วยชาหยกสลักลงบนโต๊ะไม้หอมพันปีอย่างแผ่วเบา รอยยิ้มการค้าบนใบหน้าของนางยังคงงดงามและสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ทว่าแววตาดอกท้อคู่นั้นกลับแฝงไปด้วยความหนักใจอย่างปิดไม่มิด เมื่อได้ยินคำขอของมหาเศรษฐีตาบอดเบื้องหน้า
"คุณชายเจีย... ท่านช่างรู้จักเลือกของจริงๆ" ซูเหม่ยถอนหายใจยาว นิ้วเรียวงามเคาะลงบนโต๊ะเป็นจังหวะช้าๆ " 'หญ้าคืนวิญญาณเบิกเนตร' และ 'ปราณผลึกปฐพี' ล้วนเป็นสมบัติระดับปฐพีขั้นสูงสุดที่หาได้ยากยิ่งในแคว้นนี้ แม้แต่หอสุวรรณดาราของเราที่มีเครือข่ายกว้างขวาง ก็ยังต้องใช้เวลาและกำลังคนมหาศาลในการค้นหา... การฟื้นฟูดวงตาเนื้อที่สูญเสียไป และการประสานจุดตันเถียนที่แตกร้าวถึงแก่นวิญญาณ ต้องใช้ปราณเซียนบริสุทธิ์มหาศาลทะลวงเข้าสู่ชีพจรโดยตรง ท่านแน่ใจหรือว่าร่างกายที่บอบช้ำของท่านจะรับไหว?"
"เรื่องนั้นแม่นางซูเหม่ยไม่ต้องกังวล ข้ามีวิธีจัดการของข้าเอง" อาเจียตอบเสียงเรียบและหนักแน่น เตาหลอมปราณจำลองสีดำสนิทในจุดตันเถียนหมุนวนอย่างเชื่องช้าแผ่กลิ่นอายลึกลับเป็นหลักประกัน "ประเด็นคือ... สมาคมการค้าของเจ้ามีสมบัติวิเศษสองสิ่งนี้หรือไม่? และข้าต้องจ่ายในราคาเท่าไหร่?"
ซูเหม่ยคลี่ยิ้มบางๆ แววตาพ่อค้าของนางทอประกาย "หอสุวรรณดาราไม่เคยทำให้ลูกค้าคนสำคัญผิดหวัง... เรามี 'หญ้าคืนวิญญาณเบิกเนตร' อยู่หนึ่งต้นพอดี แต่มันถูกขึ้นทะเบียนเป็นหนึ่งในของประมูลชิ้นเอกสำหรับ 'งานประมูลลับใต้ดารา'ที่จะจัดขึ้นในคืนพรุ่งนี้ ราคาเริ่มต้นประมูลอยู่ที่สามแสนศิลาปราณระดับกลาง ส่วน 'ปราณผลึกปฐพี' นั้น ทางเราเพิ่งได้เบาะแสมาจากกลุ่มนักล่าสมบัติฝีมือดี ว่ามีร่องรอยของมันซ่อนเร้นอยู่ในหุบเขาเพลิงผลาญทางตอนใต้ ราคาข่าวสารและสิทธิ์ผูกขาดในการครอบครองอยู่ที่หนึ่งแสนห้าหมื่นศิลาปราณระดับกลางเจ้าค่ะ"
อาเจียชะงักกึก มือที่กำลังจะยกถ้วยชาขึ้นดื่มหยุดค้างอยู่กลางอากาศราวกับถูกแช่แข็ง
ราคาเริ่มต้นประมูลสามแสนศิลาปราณ... บวกกับค่าข่าวสารอีกหนึ่งแสนห้าหมื่นศิลาปราณ... รวมเป็นสี่แสนห้าหมื่นศิลาปราณระดับกลางเป็นอย่างต่ำ! และนั่นยังไม่รวมถึงการต่อสู้ฟาดฟันราคากับพวกมหาเศรษฐีคนอื่นในลานประมูลอีก!
มหาเศรษฐีตกอับผู้เคยมั่งคั่งหันขวับไปทางนักพรตหมื่นอีแปะ ที่กำลังนั่งอ้าปากกว้างแคะฟันและลูบคลำถุงมิติที่บรรจุศิลาปราณหกแสนก้อนอย่างมีความสุขล้นปรี่ (ซึ่งนั่นคือส่วนแบ่งก้อนโตที่เพิ่งหักคอศิษย์มาหมาดๆ)
"ท่านอาจารย์..." อาเจียกดเสียงต่ำ พยายามปั้นหน้าเคารพรักและน่าสงสารที่สุดในชีวิต "ท่านช่วยศิษย์รักของท่านสักครั้งได้หรือไม่? ให้ข้ายืม..."
"หยุดความคิดนั้นเดี๋ยวนี้ไอ้หนู!" นักพรตเฒ่ากระโดดตัวลอยขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความไวแสง กอดถุงมิติแนบกอดแน่นราวกับจงอางหวงไข่ แววตาขี้ขลาดแปรเปลี่ยนเป็นดุดัน "นี่คือน้ำพักน้ำแรงของข้า! กฎของผู้บำเพ็ญข้อที่หนึ่ง... ห้ามให้ศิษย์ยืมเงินเด็ดขาดเว้นแต่จะมีของค้ำประกันที่มูลค่ามากกว่าสามเท่า! หรือถ้าเจ้าอยากจะกู้เงินข้าจริงๆ... ข้าคิดดอกเบี้ยร้อยละห้าสิบต่อวัน! เอาไหมล่ะ!"
'ไอ้ผีห่าหน้าเงิน! ขอให้สวรรค์ลงทัณฑ์อัสนีฟาดกบาลท่านให้ศิลาปราณไหม้เป็นจุณ!' อาเจียสบถด่าในใจอย่างสุดทน เขาเหลือศิลาปราณติดตัวอยู่แค่สองแสนก้อน ไม่มีทางพอประมูลหญ้าวิเศษแน่ๆ
(นายท่าน...)
คลื่นวิญญาณแผ่วเบาดังก้องขึ้นในห้วงจิต จิตวิญญาณแห่งศาสตราตัวน้อยในแก่นไม้ดึกดำบรรพ์ที่เพิ่งกลืนกินหยดน้ำค้างบรรพกาลตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ด้ามพู่กันสีดำขลับที่ซ่อนในอกเสื้อสั่นระริกเบาๆ นางส่งกระแสจิตออดอ้อนราวกับเด็กน้อย ทว่าแรงกดดันที่แฝงมานั้นทำเอาปรมาจารย์มู่เฉินที่หลบซ่อนอยู่ถึงกับสั่นสะท้านต้องหดตัวหลบอยู่มุมสุดของความว่างเปล่า (ข้าหิว... ปราณหยินในสุสานเมื่อครู่ไม่อร่อยเลย ข้าต้องการปราณธาตุทองบริสุทธิ์... สองแสนก้อนในถุงของท่านนั้น... ขอกินได้ไหม...)
'ไม่ได้โว้ยยยย! หลับไปเลยนะบรรพชนตัวน้อย! แค่นี้ข้าก็จนจะกินแกลบวิญญาณอยู่แล้ว!' อาเจียตวาดกลับในจิตวิญญาณแทบจะเสียสติ
พยนต์เทวะ 'เจ้าสัว' ที่ยืนตระหง่านอยู่ด้านหลังก็สั่นระริกเกราะสีทองเบาๆ คล้ายจะเห็นด้วยกับเจ้านาย ทว่าในใจมันก็แอบกลืนน้ำลาย ส่วน 'เจ้าถุงเงิน' ราชันแมงมุมเงาจันทราที่ซ่อนอยู่ในมิติเงาใต้เท้าของเขาก็ขยับตัวยุกยิกไปมา ราวกับกำลังหิวโหยเช่นกัน
อาเจียสูดหายใจลึก เขาต้องหาทางออกด้วยวิถีของพ่อค้าหน้าทนให้จงได้! เนตรสูญตาของเขาเบิกโพลงภายใต้ผ้าพันตาที่เปื้อนเลือด เตาหลอมปราณจำลอง 'สูญตาไร้จำกัด' เร่งความเร็วการหมุนวน ขยายขอบเขตสัมผัสวิญญาณออกไปครอบคลุมทั่วทั้งอาคารเก้าชั้นของหอสุวรรณดารา ภาพในหัวของเขาแปรเปลี่ยนเป็นโครงข่ายเส้นสายปราณเซียนที่สลับซับซ้อนนับหมื่นสาย
จากความไม่มี สู่ความมี... เขากำลังมองหา 'ช่องโหว่' ของสัจธรรมค่ายกล ที่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นเงินก้อนโตได้!
ทันใดนั้น รอยยิ้มมุมปากของอาเจียก็ปรากฏขึ้น มันเป็นรอยยิ้มที่ซูเหม่ยคุ้นเคยดี... รอยยิ้มของพ่อค้าที่กำลังจะขูดรีดผู้คน
"แม่นางซูเหม่ย ข้ามีข้อเสนอ" อาเจียวางถ้วยชาลง เสียงของเขาเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจและทรงอำนาจ "ข้าอาจจะมีศิลาปราณไม่พอประมูลในตอนนี้ แต่ข้ามี 'สินค้า' อีกชิ้นที่มูลค่าสูงยิ่งกว่าชิ้นส่วนของพวกเผ่ากลทมิฬเสียอีก"
ซูเหม่ยเลิกคิ้วขึ้นเรียวงามด้วยความฉงน "โอ้? คุณชายยังมีสมบัติบรรพกาลใดซ่อนอยู่อีกหรือเจ้าคะ?"
"ข้าไม่มีสมบัติแล้ว... แต่ข้ามี 'วิถีอักขระ' ที่พวกเจ้ากำลังต้องการอย่างยิ่งยวด" อาเจียชี้ไม้เท้าลงบนพื้นห้องด้วยท่าทีสง่างาม "ค่ายกลป้องกันระดับห้า 'ม่านสุวรรณคุ้มภัย' ที่ครอบคลุมอาคารนี้อยู่... มันทรงพลังก็จริง แต่จุดศูนย์กลางธาตุน้ำที่ชั้นเจ็ดกำลังมีปัญหาร้ายแรง การไหลเวียนปราณเซียนติดขัดมานานกว่าสามเดือน หากปล่อยไว้แบบนี้ หากมีผู้ฝึกตนระดับวิญญาณแรกเริ่มขั้นปลายโจมตีเข้าที่จุดนั้น ค่ายกลอันล้ำค่าของเจ้าจะแตกสลายในหนึ่งก้านธูป!"
"เคร้ง!"
ถ้วยชาในมือของซูเหม่ยร่วงหล่นแตกกระจายกระจายเต็มพื้น หญิงสาวลุกพรวดขึ้นยืนด้วยความตื่นตระหนกจนเสียกิริยา ผู้ประเมินราคาชราสองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับหน้าซีดเผือดราวกับศพ
ความลับเรื่องค่ายกลมีปัญหา เป็นความลับสุดยอดของหอสุวรรณดาราที่มีเพียงผู้บริหารระดับสูงเท่านั้นที่รู้! สมาคมได้ทุ่มเงินเชิญปรมาจารย์ค่ายกลมามากมาย แต่ก็ไม่มีใครหาสาเหตุพบ ทว่าชายหนุ่มตาบอดผู้นี้กลับมองทะลุปรุโปร่งถึงแก่นแท้ เพียงแค่นั่งจิบชาอยู่ในห้องรับรอง!
"ท่าน... ท่านรู้ได้อย่างไร?" ซูเหม่ยเสียงสั่นสะท้าน
"ข้าบอกแล้ว สวรรค์ริบดวงตาข้าไป แต่ประทานเนตรแห่งสัจธรรมมาให้" อาเจียลูบคลำพู่กันนิรันดร์ในอกเสื้ออย่างแผ่วเบา สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันยิ่งใหญ่ที่ซ่อนอยู่ภายใน "ข้าสามารถซ่อมแซมและยกระดับค่ายกลของเจ้าให้สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ แต่ข้า... ข้อแลกเปลี่ยนคือ ข้าต้องการบัตรเชิญระดับ VIP พิเศษสำหรับงานประมูลคืนพรุ่งนี้ พร้อมกับวงเงินเครดิตล่วงหน้าห้าแสนศิลาปราณระดับกลาง!"
นักพรตหมื่นอีแปะที่นั่งฟังอยู่ถึงกับเบิกตาโพลง ชายชราลูบเคราตัวเองพลางพยักหน้าหงึกหงักอย่างพึงพอใจที่สุด 'ยอดเยี่ยม! รู้จักจับเสือมือเปล่า อาศัยวิกฤตของผู้อื่นมาสร้างความมั่งคั่ง สมกับเป็นศิษย์ที่ข้าสั่งสอนมาด้วยหยาดเหงื่อแรงกายจริงๆ!'
ซูเหม่ยจ้องมองชายหนุ่มตาบอดเบื้องหน้าอย่างประเมินค่า นางสูดหายใจลึกเพื่อเรียกสติและวิญญาณแม่ค้ากลับคืนมา ในฐานะผู้บริหารระดับสูงของสมาคมการค้า หากเขาสามารถซ่อมแซมค่ายกลระดับห้าได้จริง มูลค่าและความปลอดภัยของมันย่อมมหาศาลกว่าศิลาปราณห้าแสนก้อนเป็นสิบเท่า!
"ตกลงคุณชายเจีย!" ซูเหม่ยกัดฟันรับคำอย่างเฉียบขาด ไร้ความลังเล "หากท่านซ่อมค่ายกลสำเร็จ หอสุวรรณดาราจะมอบป้ายหยกเพชร VIP ให้ท่าน พร้อมวงเงินประมูลไร้ดอกเบี้ยห้าแสนศิลาปราณ... และข้าจะแถมข้อมูลแผนที่หุบเขาเพลิงผลาญให้ท่านฟรีด้วย!"
"ฮ่าๆๆ! การค้าลุล่วง!" อาเจียยันกายลุกขึ้นยืนด้วยความกระปรี้กระเปร่าแม้ตันเถียนจะยังปวดหนึบ "นำทางไปชั้นเจ็ดเลยแม่นางซูเหม่ย ข้าจะแสดงให้พวกเจ้าเห็นว่า... การตวัดพู่กันของข้าคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม มันเป็นอย่างไร!"
มหาเศรษฐีตกอับผู้เชี่ยวชาญการรีดไถ บัดนี้ได้ใช้ความสามารถที่เหนือสามัญสำนึก พลิกวิกฤตความยากจนให้กลายเป็นเครดิตก้อนโต ทว่าเขายังไม่รู้เลยว่า งานประมูลลับใต้ดาราในคืนพรุ่งนี้... จะมีบางสิ่งจากเจ็ดมหาอำนาจ และบรรดาสหายร่วมรบที่ทรงเกียรติ กำลังรอคอยเขาอยู่!