ตอนที่ 98
แลกเปลี่ยน
"เดี๋ยวก่อน !" ไม่ทันที่เสวี่ยหมิงจะออกตัวทะยานต่อไป จิวซินที่อยู่ด้านหลังพลันเร่งฝีเท้าเข้ามากระตุกดึงชายเสื้อของเสวี่ยหมิงเอาไว้ "ข้าอยากไปกับเจ้าด้วย"
"ไปกับข้า...ฮ่า ฮ่า ฮ่า เจ้าก็เห็นแล้วว่าข้าแข็งแกร่งแค่ไหนคงไม่จำเป็นต้องให้เจ้ามาคอยดูแลกระมัง"
จิวซินงุดหน้าลงต่ำด้วยความละอายเมื่อนึกถึงการแสดงออกของตัวเองยามที่อยู่ในเมืองหยกม่วง...หล่อนทำตัวอหังการเกินไปจริง ๆ สมควรแล้วที่เสวี่ยหมิงจะไม่ชอบใจ "ข้าแค่..."
"ข้าจะบอกว่าเจ้าติดตามไปก็รังแต่จะถ่วงแข้งถ่วงขาข้าเสียเปล่า ๆ" เสวี่ยหมิงเอ่ยพร้อมชี้ไปยังทิศทางกลับออกจากหุบเขามังกร "เจ้าควรจะรอเฉย ๆ อยู่ในถ้ำจนครบสามวันไปก่อน แล้วจงกลับออกไปตามทางที่ข้าบอก เจ้าก็จะออกไปพ้นจากเขตหุบเขามังกรแห่งนี้ ส่วนเจ้าจะไปฝึกฝนหรือค้นหาสิ่งของวิเศษอันใดก็สุดแล้วแต่ใจของเจ้า ข้าไม่ขอยุ่ง"
คำตำหนิของเสวี่ยหมิงที่เอ่ยต่อจิวซิน หากว่าเป็นเมื่อก่อนนางคงเกรี้ยวโกรธพร้อมโต้เถียงคอเป็นเอ็น หรืออาจจะไม่พอใจจนออกอาการท้าตีท้าต่อย แต่หลังจากผ่านเหตุการณ์ร้ายก่อนหน้า รวมถึงเรื่องราวในถ้ำด้านหลังความคิดและจิตใจของหญิงสาวล้วนแปรเปลี่ยนไปราวหน้ามือเป็นหลังมือ...หล่อนไม่รู้สึกว่าคำตำหนิเตือนของเสวี่ยหมิงนั้นระคายหูแต่อย่างใด แต่กลับมามองว่าคำพูดนั้นล้วนสมเหตุผลเป็นอย่างยิ่ง
...แต่จิตใจที่แปรเปลี่ยนเป็นอิสตรีมากขึ้น ย่อมวกวนยอกย้อนยากเข้าใจไม่ต่างจากสุดยอดวิทยายุทธ์
"ถึงข้าจะเป็นตัวถ่วงแต่ข้าก็อยากจะไปกับเจ้า" จิวซินทำท่าทางขึงขังแง่งอนแปลกตา แต่หาได้แสดงความดุดันก้าวร้าวเช่นแต่ก่อนจนเสวี่ยหมิงยังรู้สึกว่าจิวซินนั้นไม่ปกติเช่นเคย
"แต่ข้าไม่ต้องการให้เจ้าติดตามไปด้วย ข้าอยากเดินทางเพียงลำพัง"
คำตัดเยื่อใยของเสวี่ยหมิงทำให้หล่อนงุดหน้าลงต่ำด้วยความรู้สึกผิดหวังที่จู่โจมเข้ามาในใจโดยไม่รู้สาเหตุ
แต่เมื่ออิสตรีคนใหม่พ่ายแพ้...เด็กสาวผู้เคยดื้อดึงที่ซุกซ่อนตัวอยู่ก็พลันโผล่ออกมารับหน้าแทน "ตกลงข้าไม่ตามเจ้าก็ได้ แต่ขาของข้า ข้าเป็นผู้เลือกทางเดินเอง หากมันจะไปทางเดียวกับเจ้า...ข้าก็ช่วยไม่ได้"
"เฮ้ย !" คำกล่าวนี้ทำเอาเสวี่ยหมิงต้องหันหลังกลับมามองดูนาง และเมื่อเห็นท่าทางดุขึงของเสวี่ยหมิง จิวซินก็ได้แต่งุดหน้าลงต่ำหลบสายตา
...นี่ถ้าข้าไม่คิดว่าติดหนี้บุญคุณเรื่องบัวหิมะพันปีของเจ้าละก็ ข้าจะจับเจ้ามัดแล้วขังเอาไว้ในถ้ำเสียให้เข็ด ในเมื่อวิชาท่าร่างของเราด้อยกว่านางการจะสลัดการติดตามยิ่งยากลำบาก ตกลงในเมื่อเราติดค้างก็หาทางชดใช้วันหน้าจะได้ไม่ติดค้างนางอีก
"ดีในเมื่อข้าติดค้างเจ้าเรื่องบัวหิมะพันปี ข้าก็จะชดใช้ให้จะได้ถือว่าไม่มีสิ่งใดค้างคา"
"บัวหิมะพันปี" จิวซินเงยหน้าทันควันพร้อมถลึงตาโตใส่เสวี่ยหมิง "เจ้ารู้ได้อย่างไร..." จากสีหน้าตกใจก็กลับกลายเป็นแดงกล้ำราวลูกตำลึงด้วยความเขินอาย
...เวรแล้ว เสวี่ยหมิงเอ๋ย เสวี่ยหมิง ปากไม่มีหูรูดจริง ๆ เลย เอาวะคงต้องแถต่อไปก่อน
"ข้า...ข้ารู้สึกได้หลังจากที่ฟื้นแล้วว่ามีพลังเย็นขุมหนึ่งสะสมอยู่ในร่าง ซึ่งข้าเองเคยศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของโอสถวิเศษมาอยู่บ้างเลยเดาว่าโอสถธาตุหยินนั้นก้คือคือบัวหิมะนั่นเอง แต่จำนวนปีเห็นว่าเลขหนึ่งพันมันดูสวยดีก็เลยผสม ๆ ไปว่าบัวหิมะพันปี และในเมื่อข้ากับเจ้าอยู่กันแค่สองคนในถ้ำคนที่มอบมันให้ก็คงเป็นเจ้าไม่ผิดสินะ"
"เออ..."หน้าของจิวซิยังคงแดงเรื่อจนต้องก้มศีรษะลงต่ำตลอดเวลา จนเมื่อนางจะตอบคำทำให้จำต้องหันหลังกลับเพื่อให้หลบรอดจากสายตาของเสวี่ยหมิง "ถูกต้องบัวหิมะพันปีของข้าเอง แต่เจ้าไม่ต้องคิดว่าเป็นหนี้บุญคุณหรอก ถือซะว่าเป็นค่าตอบแทนที่เจ้าช่วยชีวิตข้าเอาไว้"
"หึ" เสวี่ยหมิงพ่นลมออกก่อนจะเดินกลับไปหาจิวซิน "ข้าแยกแยะเรื่องบุญคุณความแค้นชัดเจน ในเมื่อข้ามองว่าติดหนี้เจ้ามันก็เป็นเช่นนั้น" เสวี่ยหมิงเอ่ยพร้อมยื่นขวดใส่โอสถหยินหยางเทียนฟงเม็ดสุดท้ายที่เก็บเอาไว้ให้กับจิวซิน "ข้าดูออกว่าทักษะยุทธ์ที่เจ้าฝึกเกี่ยวพันกับพลังจิตวิญญาณ นี่คือโอสถหยินหยางเทียนฟงที่มีมูลค่านับแสนเหรียญทอง แม้จะเทียบไม่ได้กับบัวหิมะพันปีแต่เมื่อรวมกับสิ่งที่ข้าจะถ่ายทอดให้เจ้าแล้วข้าว่ามันคงจะสมน้ำสมเนื้อกัน"
"สิ่งที่เจ้าจะถ่ายทอดให้ข้า" จิวซินเรียกสติกลับสู่ความเยือกเย็นได้แล้ว จึงได้หันหน้ากลับมาสนทนากับเสวี่ยหมิง "มันคือสิ่งใดกัน"จิวซินเอ่ยพร้อมแสดงออกถึงความสงสัยบนใบหน้า
"มันคือเคล็ดวิชาฝึกจิตวิญญาณ เพียงแต่เมื่อข้ามอบให้แล้วเจ้าต้องสัญญาว่าจะไม่แพร่งพรายออกไป ไม่ว่ากับใครก็ตาม" จิวซินพยักหน้ารับ "ดี เจ้าไปนั่งรอข้าครู่หนึ่งข้าจะคัดลอกเนื้อความของวิชานี้ให้"
"ตกลง" แม้จะไม่รู้ว่าเสวี่ยหมิงจะมอบเคล็ดวิชาอะไรให้และหาได้สนใจ แต่หล่อนก็ตอบรับคำเพียงเพราะไม่อยากจะให้ชายหนุ่มเดินจากไปเท่านั้นเอง
...หากข้ามอบเคล็ดวิชาจิตเอกะขั้นแรกเริ่มซึ่งดัดแปลงเล็กน้อยให้นางคงจะไม่มีปัญหา
เมื่อคิดได้ดังนั้นเสวี่ยหมิงก็บรรจงคัดลอกเคล็ดวิชาจิตเอกะในขั้นต้น ซึ่งเพียงพอจะช่วยให้จิวซินสามารถขจัดจิตที่ฟุ้งซ่านจนบริสุทธิ์ได้เท่านั้น แต่ยังไม่อาจก่อจักรวาลน้อยในร่างได้ แต่เพียงแค่นี้ก็เพียงพอที่จะทำให้ระดับฝีมือของจิวซินรุดหน้าขึ้นราวติดปีก แถมสมาธิและจิตใจยังหนักแน่นและเยือกเย็นมากขึ้นไปอีกด้วย จนทำให้ก่อนที่จะถึงวันประลองเก้ามังกรจิวซินก็สำเร็ขเคล้ดความสุดท้ายของกระบี่ผีเสื้อเริงระบำที่ติดขัดมาหลายเดือนได้สำเร็จ
เวลาผ่านไปราวสองเค่อ(สามสิบนาที) เสวี่ยหมิงก็เดินเข้าไปหาจิวซินเพื่อมอบเคล็ดความที่คัดลอกออกมาจากความทรงจำ พร้อมอธิบายวิธีการขับเคลื่อนและดูดกลืนโอสถหยินหยางเทียนฟงอย่างคร่าว ๆ ก่อนจะสั่งให้จิวซินเข้าไปฝึกตนในถ้ำ เพื่อเป็นเครื่องการันตีว่าหญิงสาวจะไม่ติดตามเสวี่ยหมิงออกไป
ในตอนแรกจิวซินก็มีท่าทีขัดขืน แต่เมื่อได้เห็นเคล็ดความที่เสวี่ยหมิงมอบให้ดวงตาของนางก็พลันกระจ่างจ้า และรับรู้ถึงความวิจิตรพิสดารของสิ่งที่เสวี่ยหมิงมอบให้ จนถึงกับสองมือสั่นเทาขึ้นอย่างไม่อาจระงับ
"สิ่งนี้คือวิชาอะไรกันแน่"
"เจ้าไม่จำเป็นต้องรับรู้ ขอเพียงเจ้าหมั่นฝึกฝนรับรองว่าทักษะยุทธ์รวมถึงระดับพลังจิตวิญญาณของเจ้าจะก้าวกระโดดไปอีกก้าวใหญ่"
"ข้าไม่อาจรับของล้ำค่าเช่นนี้ ข้า..."
"ข้ามอบให้เจ้าแล้ว ส่วนเจ้าจะทำเช่นใดกับมันก็สุดแล้วแต่ตัวเจ้า เพราะข้าเสวี่ยหมิงถือว่าได้ชดเชยหนี้ที่ติดค้างให้เจ้าไปจนหมดสิ้นแล้ว"
"ดี ในเมื่อเจ้ากล้ามอบสมบัติอันล้ำค่าเช่นนี้ให้ข้า ข้าก็ขอมอบสิ่งนี้ตอบแทน แม้ว่ามันอาจจะไม่มีประโยชน์สำหรับเจ้า แต่เพื่อไม่ให้รู้สึกติดค้างเช่นกัน" จิวซินพลันหยิบหยกคัดลอก ซึ่งนางใช้บันทึกเคล็ดความของวิชาท่าร่างไร้ลักษณ์ติดตัวเอาไว้ฝึกฝน "เจ้ารับไป" จิวซินโยนหยกบันทึกให้เสวี่ยหมิงก่อนที่ตัวเองจะหันหลังกลับเข้าไปยังถ้ำหลบภัยโดยไม่กล่าววาจาใด ๆ อีกเลย
เสวี่ยหมิงที่รับหยกบันทึกมาไว้ในมือแล้ว แต่ยังไม่คิดจะเสียเวลาตรวจสอบ เพราะสิ่งแรกที่เขาจะกระทำคือหาทางปิดปากถ้ำเอาไว้ก่อน...เพราะกลัวว่าจิวซินอาจจะเปลี่ยนใจอีกครั้ง