อาหารมื้อเย็นวันนี้ ทุกคนในครอบครัวต่างนั่งกินกันอย่างเอร็ดอร่อย ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่อิ่มหนำสำราญกับมื้ออาหารเป็พิเศษ
สำหรับหลินซี อาจเป็เพราะในที่สุดก็ได้ลิ้มรสอาหารดี ๆ ที่ปรุงด้วยฝีมือตนเองอีกครั้งหลังจากห่างหายไปนาน ทั้งยังเป็ผลิตผลจากน้ำพักน้ำแรงที่หามาได้ด้วยตนเอง นางจึงรู้สึกว่าทุกอย่างหอมอร่อยกว่าปกติหลายเท่า
ส่วนเด็ก ๆ ทั้งสี่ คงเป็เพราะพวกเขาไม่ค่อยมีโอกาสได้ลิ้มรสอาหารที่ใช้วัตถุดิบดี ๆ อย่างเนื้อหมูสามชั้น ยิ่งกว่านั้นยังไม่เคยลิ้มลองอาหารที่ปรุงอย่างพิถีพิถันและอร่อยล้ำถึงเพียงนี้มาก่อน
หมูตุ๋นซีอิ๊วนั้นเปื่อยนุ่มละมุนลิ้น รสเค็มหวาน น้ำในเนื้อคละเคล้าความมันที่แทรกอยู่ให้ความชุ่มฉ่ำแต่ไม่เลี่ยนจนเกินไป เมื่อบวกรวมกับกลิ่นหอมของเครื่องเทศที่อบอวลในปากแล้ว ยิ่งกินก็ยิ่งน้ำลายสอ
ผักป่าผัดไข่ก็กรอบอร่อยให้ความสดชื่น ช่วยตัดรสเข้มข้นของเนื้อสัตว์ได้เป็อย่างดี ส่วนผักกาดขาวผัดเนื้อ แม้ดูเรียบง่ายแต่กลับอร่อยกลมกล่อม รสััทั้งกรอบทั้งหวาน ทุกคนคีบเข้าปากคำแล้วคำเล่า แทบไม่อาจหยุดตะเกียบได้
หมั่นโถวสองสีที่หลินซีนึ่งในวันนี้ก็นุ่มมาก มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของแป้งสาลีขาวผสมอยู่ ไม่แข็งแห้งสากลิ้นเหมือนหมั่นโถวข้าวโพดบดหยาบที่เคยกินมา ทั้งยังกินแล้วรู้สึกอิ่มท้องได้นานกว่าด้วย
เมื่ออาหารบนโต๊ะใกล้จะหมด เอ้อร์เป่ากับต้าเป่าที่ยังอยากกินต่อก็ถึงกับใช้เศษหมั่นโถวละเลียดเช็ดน้ำแกงข้น ๆ ที่ติดตามขอบจานเข้าปาก ส่วนซานเป่าที่ปกติจะขยับตัวช้ากว่าคนอื่นอยู่บ้าง วันนี้ก็ยังพยายามยื่นตะเกียบออกไปคีบอาหารแข่งกับพี่ ๆ สุดกำลัง
มีเพียงซื่อเป่าที่แขนสั้นและใช้ตะเกียบได้ไม่คล่องนัก นางคีบอาหารได้ไม่เร็วเท่าพี่ชายทั้งสามจึงไม่อาจร่วมศึกบนโต๊ะได้ ทว่าเด็กหญิงเองก็อยากกินมาก และกลัวว่าพี่ ๆ จะแย่งกินจนหมด ยิ่งมองไปใจก็ยิ่งว้าวุ่น ปากเบะคว่ำ น้ำตาเริ่มคลอหน่วย ทำอะไรไม่ถูก
หลินซีเห็นแล้วก็อดขำไม่ได้ ต้องกินไปพลางคอยคีบอาหารในจานส่งใส่ชามให้ซื่อเป่าไปพลาง เด็กหญิงจึงค่อยวางใจลงได้ ทั้งยังหันมายิ้มหวานให้อย่างน่ารักน่าเอ็นดู
“ขอบคุณเ้าค่ะ ท่านน้าหลิน~!”
ความน่ารักไร้เดียงสานั้นทำเอาหัวใจของหลินซีแทบละลาย จนอดไม่ได้ต้องโน้มตัวไปขโมยหอมแก้มยุ้ย ๆ ของเด็กหญิงดังฟอด “ชอบกินหรือ? ถ้าชอบ พรุ่งนี้ข้าจะทำให้กินอีกนะ”
“จริงหรือขอรับ?!” เอ้อร์เป่าเงยหน้าพึ่บทันที ดวงตากลมโตเปล่งประกายสดใสฉายแววคาดหวัง
“แน่นอนอยู่แล้ว” หลินซีพยักหน้า
แต่เมื่อนึกขึ้นได้ เด็กชายก็รีบกระแอมไอสองสามครั้ง พยายามปั้นหน้าเคร่งขรึมกลบเกลื่อน แล้วกล่าวอย่างไว้ท่าที “ก็... ก็ไม่ใช่ว่าข้าชอบอาหารที่ท่านทำเป็พิเศษมากมายอะไรหรอกนะ แต่เห็นว่าท่านอุตส่าห์เหนื่อยยากลงมือทำ ข้าก็เลยช่วยกิน เห็นแก่หน้าท่านหรอกน่า”
“จ้า จ้า ๆ เชื่อแล้วจ้ะ” หลินซียิ้มขำ พยายามกลั้นหัวเราะกับความขี้เก๊กของเด็กน้อย
ต้าเป่าทนดูกิริยาปากไม่ตรงกับใจของน้องชายไม่ไหว เอื้อมมือไปคว้าหมั่นโถวที่อยู่ในมือเอ้อร์เป่า แล้วป้ายคราบน้ำแกงที่ติดบนหน้าผากน้องชาย จากนั้นก็อาศัยจังหวะที่ทุกคนเผลอ คีบหมูตุ๋นชิ้นรองสุดท้ายที่เหลืออยู่ในจานเข้าปากตนเองหน้าตาเฉย
ซานเป่ากับเสิ่นเฉินที่กำลังจะยื่นตะเกียบไปคีบหมูชิ้นเดียวกันถึงกับชะงักกึก ตาเลื่อนไปมองหมูตุ๋นชิ้นสุดท้ายที่เหลืออยู่อย่างหมายมาด แล้วหันมาสบตากันโดยไม่ได้นัดหมายทันที
ซานเป่าค่อย ๆ ลดตะเกียบในมือลง สีหน้าจ๋อยสนิท ท่าทางลังเล แต่กลับกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก
เสิ่นเฉินเห็นเช่นนั้น จึงคีบหมูตุ๋นชิ้นสุดท้ายนั้นใส่ลงในชามของบุตรชาย สีหน้ายังคงเรียบนิ่งดังเดิม ซานเป่าตัวน้อยเงยหน้ามองบิดา ดวงตาเป็ประกายด้วยความดีใจและสุขสม
ซื่อเป่าตัวเล็กที่สุด กินได้น้อยกว่าใครเพื่อน พอกินอิ่มแล้วในชามจึงยังเหลืออาหารอยู่พอสมควร นางกัดปลายตะเกียบด้วยท่าทางลำบากใจครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ใช้มือน้อย ๆ ค่อย ๆ เลื่อนชามของตนไปทางต้าเป่า พลางยิ้มหวานให้ “พี่ใหญ่... ซื่อเป่า... อิ่มแล้วเ้าค่ะ…”
ต้าเป่ารับชามของน้องสาวมาอย่างคุ้นชิน ก่อนเทอาหารที่เหลือลงในชามของตน
หลังมื้ออาหารอันอิ่มหนำผ่านไป เสิ่นเฉินเป็ฝ่ายลุกขึ้นเก็บกวาดโต๊ะและถ้วยชามอย่างเงียบ ๆ และคล่องแคล่ว หลินซีเห็นว่าพอมีเวลาจึงอาสาพาเด็กทั้งสี่ออกไปเดินเล่นด้านนอกเพื่อย่อยอาหาร และถือโอกาสนี้สังเกตและจดจำลักษณะของแปลงที่ดินว่างเปล่ารอบ ๆ บริเวณนั้นอย่างตั้งใจไปด้วย
เมื่อกลับถึงบ้าน หลินซีช่วยเด็ก ๆ ล้างหน้าบ้วนปาก แล้วจัดแจงส่งพวกเขาเข้านอน จากนั้นจึงเดินไปยังห้องครัวเพื่อต้มยาของตนเองตามปกติ
ต้มยาไปใจก็เหม่อลอย คิดเื่ราววุ่นวายที่ผ่านมา… คิดถึงอดีต… คิดถึงอนาคต… ทว่าเหนือสิ่งอื่นใด คือต้องวางแผนสำหรับวันพรุ่งนี้ก่อน
หลังกลั้นใจดื่มยาต้มขม ๆ จนหมดหญิงสาวก็ก้าวออกจากหน้าเตา ตั้งใจจะกลับไปนอนบ้าง แต่ในจังหวะที่หันหลังไปนั้น… ร่างบางกลับต้องสะดุ้งเฮือก—-
เสิ่นเฉินยืนรออยู่ที่หน้าประตูครัวเงียบ ๆ ั้แ่เมื่อใดไม่รู้
“เหตุใดเ้ายังไม่ไปนอนอีก?” ด้วยความที่ยังไม่หายใดี เสียงใส ๆ ที่ถามออกไปจึงไม่เบานัก แต่ก็ไม่ดังเกินไป
ชายหนุ่มจ้องมองใบหน้าใส ๆ นิ่งนาน ก่อนจะล้วงถุงเงินที่ได้รับเมื่อตอนเย็นออกมาจากอกเสื้อ แล้วยื่นให้
หลินซีคิดว่าเป็เงินทอนที่เหลือหลังจากนำไปจ่ายค่าจ้างให้ป้าจางแล้ว แต่เมื่อรับถุงเงินมาก็พบว่า น้ำหนักของมันคล้ายจะหนักกว่าเดิม…ไม่น้อย
“เอ๊ะ? ไม่น่าจะเหลือเยอะขนาดนี้นี่?”
เสิ่นเฉินตอบหน้านิ่ง “สัตว์ป่าที่ล่ามาได้วันนี้ ขายได้หกร้อยอีแปะ เงินอยู่ในนั้นทั้งหมดแล้ว”
“แล้วเ้าเอามาให้ข้าทำไม?” หลินซีไม่เข้าใจ
เสิ่นเฉินจึงตอบสั้น ๆ “เป็เงินค่าของที่เ้าซื้อมาวันนี้ กับค่าไหดินเผาที่จะไปรับวันพรุ่งนี้”
หญิงสาวได้ฟังก็ใ ส่ายหน้าพัลวัน “โอ๊ย! ไม่ต้องหรอก เงินที่ข้าหามาได้ก็ถือเป็เงินส่วนรวมของบ้านนี้เหมือนกัน ใช้ไปแล้วก็แล้วไปเถิด เงินส่วนของเ้าน่าจะมีประโยชน์อย่างอื่นมากกว่า... อ๊ะ จริงสิ! ไหน ๆ เ้าเอาเงินออกมาแล้ว ข้ามีเื่จะคุยกับเ้าอยู่พอดี”
นางกำลังจะชวนชายหนุ่มออกไปคุยรายละเอียดที่ลานบ้าน…
‘เอ๊ะ!’
…ก็พลันตระหนักถึงบางอย่าง
“เดี๋ยวก่อน! เมื่อครู่เ้าบอกว่า สัตว์ป่าที่ล่ามาได้…ทั้งหมดนั่น… ขายได้แค่หกร้อยอีแปะเองหรือ?!”
เสิ่นเฉินตอบนิ่ง ๆ เช่นเคย “อืม”
“!!!” หลินซีเบิกตากว้าง
‘เงินที่นางขายแค่ผักป่ากับสมุนไพรไม่กี่กำในวันนี้ยังได้เกือบเท่ากันนี้เลย! แต่ที่เขาขายนั่นมันเนื้อสัตว์ป่าเชียวนะ! แถมบางตัวยังเป็ ๆ อยู่ด้วยซ้ำ เป็ไปได้อย่างไรว่าจะขายได้ราคาเพียงแค่หกร้อยอีแปะ?? นี่ต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ ๆ!’
แต่—-
อาการใกับเื่เดิมยังไม่ทันจาง นางก็นึกบางอย่างที่น่าใกว่าขึ้นมาได้อีก!
“หยะ…อย่าบอกนะ ที่ผ่านมาเวลาเ้าเอาของป่าไปขาย ก็ได้ราคาประมาณนี้มาโดยตลอด?”
เสิ่นเฉิน : ใบหน้าเดิม แววตาเดิม ท่าทางเดิม และคำตอบเดิม “อืม”
คนไม่รู้ตัวยังคงขานรับอย่างเป็ปกติ ราวกับไม่เห็นว่ามีสิ่งใดน่าแปลกใจ …ในขณะที่หลินซีแทบลมใส่
‘นี่เขาโดนคนอื่นกดราคาหลอกลวงไปกี่ครั้งกี่หนแล้วเนี่ย?!’
หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึก พยายามเรียกสติ และระงับอารมณ์ “เ้า... เ้าไม่รู้สึกว่ามันผิดปกติบ้างเลยหรือ?”
เสิ่นเฉินส่ายหน้า
หลินซี : ‘ชัดเจน!’
‘...ต่อไปนางจะปล่อยให้นายซื่อ(บื้อ)คนนี้ไปขายของเองคนเดียวอีกไม่ได้เด็ดขาด!’
ปฏิญาณกึ่งสาบานกับตัวเองเสร็จสรรพ มือบางก็รีบคว้ามือใหญ่ของคนตัวสูงกว่าแล้วพาออกไปข้างนอกทันที
“มากับข้าเดี๋ยวนี้เลย ข้าต้องอธิบายเื่นี้ให้เ้าเข้าใจดี ๆ เงินที่เ้าขายของป่าได้มันน้อยเกินไปจริง ๆ! ต่อไปนี้ถ้ามีของต้องขายอีก ข้าจะเป็คนไปขายเอง จำไว้ เ้าห้ามทำ ให้ข้าเป็ฝ่ายทำให้—”
พูดไปพลางออกแรงลากไปพลาง แต่จู่ ๆ หญิงสาวก็รู้สึกว่าดึงร่างสูงใหญ่ของอีกฝ่ายไปต่อไม่ได้อีก แรงต้านที่เกิดขึ้นกะทันหันทำให้นางถึงกับเซถลาไปเล็กน้อย
พอหันกลับไปหมายจะถามอีกฝ่ายว่าเป็อะไร ตาคู่สวยก็สบเข้ากับั์ตาสีนิลดำสนิทลุ่มลึกเข้าอย่างจัง
เขาสบตานางครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ ลดสายตาลงต่ำ จับจ้องไปยังมือเรียวเล็กที่กำลังจับมือของเขาไว้อยู่ในขณะนั้น
หลินซีรีบปล่อยมือออกทันทีราวกับจับถูกของร้อน เท้าบางก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
‘แย่แล้ว! เมื่อครู่เผลอพูดสองแง่สองง่ามไปใช่ไหม เขา…เขาจะคิดอะไรหรือเปล่านะ’
และเพราะท่าทางที่ดูตื่นตูมเกินเหตุของนาง บรรยากาศรอบข้างจึงดูกระอักกระอ่วนขึ้นอย่างฉับพลัน
“เอ่อ... ขะ ข้า… คือข้า… หมายถึง…” คนตื่นตระหนกออกอาการอึกอัก พูดไม่ออก
“ได้ เ้าทำ” เสียงทุ้มต่ำของเสิ่นเฉินดังขึ้นขัด
“ฮะ?” หลินซีเงยหน้ามอง ใจเต้นระทึก
เสิ่นเฉินสบดวงตากลมโตที่ฉายแววสับสนระคนแตกตื่นของคนตรงหน้า แล้วกล่าวทวนช้า ๆ ชัด ๆ “คราวหน้า เ้าเป็คนไปขาย”
‘อ้อ พูดถึงเื่นี้นี่เอง’
หลินซีลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก “เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้นะ แล้วก็... พรุ่งนี้เราตื่นให้เช้ากว่าเดิมหน่อย ตอนเช้าจะได้รีบทำความสะอาดบ้านส่วนที่เหลือให้เสร็จ ตอนบ่ายจะได้เข้าอำเภอไปรับไหที่สั่งไว้ แล้วก็ถือโอกาสซื้อเมล็ดพันธุ์ผักมาด้วยเลย ตอนข้าออกไปเดินเล่น ข้าเห็นว่ามีที่ดินว่าง ๆ ผืนเล็ก ๆ ทางตะวันออก ดินดูค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ดี น่าจะเหมาะกับการปลูกผัก หากเราลงมือปลูกตอนนี้ ไม่แน่ว่าอาจจะพอเก็บเกี่ยวได้สักรอบหนึ่งก่อนฤดูหนาวจะมาถึง จะได้มีผักสดตุนไว้กิน ที่ดินท้ายหมู่บ้านที่เป็ของบ้านเราเองก็น่าจะปลูกได้นะ แต่ข้าว่ามันอยู่ไกลไปหน่อย หากจะต้องเดินทางไปกลับเพื่อรดน้ำเก็บผักทุกวันคงจะไม่สะดวกนัก”
หลังจัดการเื่พวกนี้เรียบร้อย นางก็จะหาเวลาไปขุดผักป่ากับเก็บสมุนไพรต่อ ส่วนเสิ่นเฉินก็คงออกไปล่าสัตว์ตามเดิม เงินที่หามาได้จากการขายของทั้งหมดทั้งมวลก็น่าจะพอให้พวกเขาใช้จ่ายประทังชีวิตไปจนถึง่ฤดูใบไม้ผลิปีหน้า แล้วก็อาจจะพอมีเหลือให้ได้ฉลองปีใหม่กันดี ๆ บ้าง
เสิ่นเฉินตั้งใจฟังหญิงสาวอธิบายแผนการต่าง ๆ อย่างเงียบ ๆ จนจบ สุดท้ายก็เพียงพยักหน้ารับคำสั้น ๆ
“ได้”
หลินซีไม่มีอะไรจะพูดต่อแล้ว แต่ชายหนุ่มก็ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม เมื่อความเงียบเข้าปกคลุม คนพูดอยู่ฝ่ายเดียวก็ชักอึดอัด ได้แต่นั่งบีบมือตัวเอง จนในที่สุดก็ตัดสินใจเอ่ยคำลา
“ถ้าอย่างนั้น... ข้า… ขอตัวไปนอนก่อนนะ เ้าเองก็รีบพักผ่อนเถอะ”
“อืม”
แม้จะรู้สึกไม่ค่อยสบายใจกับท่าทีของเขาเท่าไหร่ แต่หลินซีก็สรุปเอาเองว่าเป็เพราะวันนี้ตนคงเหนื่อยล้าเกินไป จึงรีบเดินเลี่ยง ๆ อ้อมร่างสูงกลับเข้าห้องนอนไป
ตอนนี้ ซื่อเป่าตัวน้อยยังคงนอนหลับปุ๋ยอยู่บนเตียงของนางเหมือนเมื่อคืน
เสิ่นเฉินได้ยินเสียงปิดประตูเบา ๆ เขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้นอีกพักหนึ่ง กวาดตามองไปรอบ ๆ ลานบ้านและตัวบ้านที่ดูเหมือนจะเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อยในเวลาเพียงไม่กี่วัน จู่ ๆ ในใจก็พลันรู้สึก…คล้ายจะหวั่นไหว
++++++++++
วันรุ่งขึ้น
แม้ตั้งใจไว้ว่าจะตื่นแต่เช้า แต่คงเพราะความเหนื่อยล้าสะสม หลินซีจึงเผลอหลับยาวจนตะวันขึ้น ครั้นลุกจากเตียงก็พบว่าเด็ก ๆ ทั้งสี่ตื่นนอนกันหมดแล้ว และกำลังวิ่งเล่นส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวอยู่หน้าบ้าน
นางจึงรีบล้างหน้าแต่งตัว แล้วออกไปทำอาหารเช้าอย่างรวดเร็ว
มื้อเช้าวันนี้ เสิ่นเฉินกับสี่เด็กชาย-หญิงก็ยังคงเจริญอาหารเช่นเคย
หลังจัดการอาหารเช้าเสร็จ ทั้งครอบครัวหกชีวิตก็เริ่มลงมือทำความสะอาดบ้านต่อ ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าโตหน่อย คุ้นเคยกับการทำงานบ้านมานาน ตอนนี้จึงไม่ยอมอยู่นิ่งเฉย เข้ามาช่วยงานอย่างแข็งขัน ส่วนซานเป่ากับซื่อเป่ายังเล็กเกินไป หลินซีจึงแบ่งขนมที่ซื้อมาเมื่อวานให้พวกเขาไปนั่งกินเล่นอยู่ตรงชานบ้าน เพื่อไม่ให้เกะกะรบกวน
แม้ทุกคนจะลงมือขมีขมัน แต่ก็ยังยุ่งวุ่นวายกันตลอดทั้งเช้า และเมื่อพระอาทิตย์ตรงหัว ในที่สุดบ้านทั้งหลังก็สะอาดเอี่ยมอ่อง ทุกซอกทุกมุมดูดีขึ้นผิดหูผิดตา เป็ระเบียบและน่าอยู่ เห็นแล้วสบายตาสบายใจอย่างมาก
หลินซีทำอาหารกลางวันง่าย ๆ ให้ทุกคนกิน หลังจากอิ่มท้อง หญิงสาวก็ส่งเหล่าลูกเลี้ยงทั้งสี่เข้าไปนอนพัก แต่ไม่นานนักก็ผล็อยหลับตามไปอย่างหมดแรง
…ก่อนหน้านั้น นางตั้งใจจะเกลี้ยกล่อมให้เสิ่นเฉินพักผ่อนอยู่บ้านด้วยกัน แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะอยู่เฉย ๆ ไม่เป็ หลังจากทำความสะอาดเสร็จ เขาก็หยิบคันธนูที่ทำเองสะพายขึ้นหลังแล้วออกจากบ้านไปอีกครั้ง บอกเพียงว่าจะไปตรวจดูกับดักที่วางไว้
หลินซีจึงได้แต่ปล่อยเขาไปตามใจ…
ตกบ่าย หญิงสาวตื่นนอนและเดินงัวเงียออกมาหน้าประตู แต่จู่ ๆ ก็ต้องเบิกตากว้างจนแทบถลน! ความง่วงงุนหายเป็ปลิดทิ้ง!
ภาพตรงหน้าคือ กองสัตว์ป่าทั้งขนาดเล็ก-ใหญ่จำนวนหลายสิบตัววางกองอยู่ในลานบ้าน! “จะ...เ้า...นี่เพิ่งจะผ่านไปแค่ชั่วยามครึ่งเองนะ?! เ้าล่าสัตว์มาได้มากมายขนาดนี้เชียวหรือ?!”
เสิ่นเฉินที่กำลังนั่งลับมีดอยู่ไม่ไกล ตอบเสียงเรียบ “ส่วนใหญ่เป็ของที่ติดกับดักที่ข้าไปวางทิ้งไว้ก่อนหน้านี้”
หลินซีไม่คาดคิดเลยว่า ‘คราวหน้า’ ที่เขาพูดถึงเมื่อคืน…มันจะมาถึงเร็วขนาดนี้!
นางไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะต้องไปเช่าเกวียนวัวจากพ่อเฒ่าหลี่อีกครา แล้วพาทั้งสี่ไปฝากไว้ที่บ้านผู้นำหมู่บ้าน พร้อมกับจ่ายเงินพิเศษให้ป้าจางช่วยดูแลอีกหน
.
.
.