ต้วนจื่ออดสงสัยไม่ได้ว่าตนเองตาฝาดไปหรือไม่
เป็นมนุษย์...เหตุใดจึงคล้ายคลึงเอลฟ์ถึงเพียงนี้?
เขาขยี้ตาแล้วตั้งสติมองอีกครั้ง
ปรากฏว่าภาพที่เห็นเมื่อครู่ได้อันตรธานหายไปแล้ว
เป็นภาพลวงตา?
หรือเพราะอะไรกัน?
"พี่หง นี่คือสหายที่ข้าบอกท่านไง"เยี่ยนชุยเสวี่ยชี้ไปยังต้วนจื่อพลางเดินเข้าไปแนะนำแก่พี่หง
ด้วยชาติกำเนิดอันสูงส่งทำให้นางล้ำหน้าผู้อื่นตั้งแต่แรกเกิด และไม่เคยอ่อนน้อมต่อผู้ใด
พี่หงถือเป็นข้อยกเว้น!
เมื่อครั้งแรกที่ได้พบพี่หง นางยังจดจำได้อีกฝ่ายเพียงมองก็รู้ว่าเส้นทางฝึกตนของนางนั้นผิดเพี้ยน
และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ไม่ว่านางจะฝึกฝนอย่างไรก็ไม่มีความก้าวหน้าจนกระทั่งกลับมาขอคำชี้แนะจากพี่หงอีกครั้ง ปัญหาจึงคลี่คลายลงได้
ด้วยเหตุนี้นางจึงเคารพสตรีผู้งดงามท่านนี้อย่างสูงยิ่ง
"สหายของเจ้าช่างพิเศษเสียจริง"ดวงตาของพี่หงเปล่งประกายระยิบระยับ คล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
เยี่ยนชุยเสวี่ยพยักหน้า
จากคนไร้ค่าสู่การเป็นอัจฉริยะในชั่วพริบตาเช่นนี้จะไม่ให้พิเศษได้อย่างไร?
ขณะกำลังจะกล่าวสิ่งใดต่อก็ได้ยินเสียงตวาดดังขึ้น
ทุกคนในที่นั้นรวมถึงต้วนจื่อต่างหันไปมองตามเสียง
ทันใดนั้นร่างชายศีรษะล้านใบหน้าถมึงทึงผู้หนึ่งก็ปรากฏตบฉาดใส่คนขายโอสถคนหนึ่งอย่างแรงลูกสมุนสองคนที่ติดตามมาด้านหลังก็กรูเข้าคว่ำตะกร้าสมุนไพรจนกระจัดกระจายเผยภาพลักษณ์อันธพาลอย่างชัดเจน
“ใครคือเจ้าของร้าน? ออกมาพบข้าเดี๋ยวนี้!จงตอบมาว่าทำไมในสมุนไพรที่ข้าซื้อถึงมีซากแมลงปีกแข็ง!”
เพียงได้ยินคำนั้นผู้ที่มาซื้อยาก็หน้าซีดเผือด ผู้ที่เตรียมจ่ายเงินต่างรีบดึงเงินกลับ
แมลงปีกแข็งคือแมลงดำตัวเล็กที่ไม่ทำร้ายคนแต่ภายในตัวกลับมีน้ำพิษเข้มข้น เมื่อสัมผัสร่างกายจะปล่อยพิษอย่างรวดเร็วกัดกินเนื้อหนัง
หากสิ่งที่ชายหัวโล้นพูดเป็นความจริงสมุนไพรที่นี่มีแมลงปีกแข็งผสมอยู่ แม้จะมีเพียงตัวเดียว พวกเขาก็ไม่อาจซื้อได้
ในเมื่อไม่มีใครกล้ารับประกันว่าสมุนไพรที่ซื้อจะปราศจากพิษแมลงปีกแข็งหากใช้ผิดวิธี มิถึงตายก็ปางตาย
พี่หงสีหน้าสงบนิ่งเพียงแต่ส่งสัญญาณด้วยสายตาให้รองเจ้าของร้านออกหน้าแก้ไขปัญหา
รองเจ้าของร้านเข้าใจในทันทีรีบเดินออกไปปกป้องคนในร้านคนนั้นที่ถูกทำร้ายและดึงมาไว้ข้างหลัง
"ท่านลูกค้าทั้งสามสมุนไพรทั้งหมดในร้านของเราล้วนผ่านการคัดกรองในสภาพแวดล้อมที่สะอาดแมลงปีกแข็งชอบที่ชื้นแฉะ เป็นไปไม่ได้ที่จะปรากฏตัวในร้านของเราอาจเป็นเพราะพวกท่านดูผิดไปหรือไม่ขอรับ?"
"ดูผิด?" ชายหัวโล้นหรี่ตาลงทันใดนั้นสีหน้าก็มืดครึ้มลงก่อนจะเตะเก้าอี้ตัวหนึ่งกระเด็นเขามองรองเจ้าของร้านจากที่สูงด้วยสายตาเหยียดหยาม กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา"ฟังจากที่เจ้าพูด เหมือนจะโยนความผิดให้ลูกค้าสินะ?"
ลูกน้องที่เหลืออีกสองคนก็แสดงท่าทีข่มขู่จ้องรองเจ้าของร้าน ดวงหน้าแสดงออกถึงความไม่เป็นมิตรอย่างยิ่ง
รองเจ้าของร้านขมวดคิ้ว
ร้านโอสถหมอเทวดาคืนชีพตั้งแต่ก่อตั้งมาจนถึงปัจจุบันไม่เคยมีคำกล่าวอ้างว่ามีแมลงปีกแข็งตายปะปนอยู่ในสมุนไพร หากเขาไม่ได้เดาผิดสามคนนี้อาจถูกร้านอื่นส่งมาเพื่อก่อกวน
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งรองเจ้าของร้านตัดสินใจระงับเรื่องราว
"ท่านลูกค้า เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ไม่ว่าจะเป็นความรับผิดชอบของร้านเราหรือไม่วันนี้ทางร้านขอยกเว้นค่าใช้จ่ายทั้งหมดของท่านพร้อมกันนี้ข้าพเจ้าขอมอบตั๋วกำนัลให้แก่ท่าน เป็นเช่นไรขอรับ?”
ต้วนจื่อที่อยู่ข้างๆเห็นดังนั้นก็พยักหน้าในใจ
ไม่ว่าจะกินแมลงปีกแข็งเข้าไปหรือไม่การกระทำของรองเจ้าของร้านอย่างน้อยก็แสดงให้ลูกค้าเห็นว่าร้านโอสถหมอเทวดาคืนชีพจะรับผิดชอบในระดับหนึ่งเพื่อสร้างความใกล้ชิดกับลูกค้า
"ติดกับแล้ว!" ในดวงตาของชายหัวโล้นปรากฏร่องรอยของความสำเร็จแต่บนใบหน้ากลับแสดงความโกรธ เปล่งเสียงดัง "เจ้ากำลังเล่นตลกกับข้าหรือ?ข้ากินแมลงปีกแข็งเข้าไปเจ้าแค่ยกเว้นค่าใช้จ่ายเล็กน้อยแล้วคิดจะจบเรื่อง?"
"ใช่แล้ว ใช่แล้ว!" ลูกน้องอีกสองคนก็แสดงสีหน้าไม่พอใจ ตะโกนเสียงดัง
"แล้วทั้งสามท่านต้องการอะไรขอรับ?"รองเจ้าของร้านภายนอกดูสงบ แต่ในใจกลับมีความโกรธอยู่เล็กน้อย
หากวันนี้ไม่ใช่ครบรอบครึ่งปีของร้านโอสถหมอเทวดาคืนชีพละก็ในยามปกติ เขาคงส่งคนไล่พวกที่มาก่อกวนสามคนนี้ออกไปนานแล้ว
ได้ทีขี่แพะไล่ อยากได้คืบจะเอาศอกน่าชิงชังยิ่งนัก
ชายหัวโล้นขยิบตาให้ลูกน้องทั้งสองลูกน้องทั้งสองก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจังแล้วแผดเสียง"นายข้าสุขภาพไม่สู้ดี คราก่อนพลาดท่าโดนแมลงปีกแข็งกัดเข้าต้องเสียทรัพย์สินไปหลายแสนเหรียญทองเพื่อรักษาตัววันนี้ร้านของพวกท่านกลับทำให้นายข้าต้องกลืนกินแมลงปีกแข็งเข้าไปอีกอาการจึงทรุดหนักลง ค่ารักษาอย่างน้อยต้องมีหนึ่งล้านเหรียญทอง"
"หนึ่งล้านเหรียญทอง?" รองเจ้าของร้านหรี่ตา สีหน้าเย็นชาลงในทันที
"ท่านลูกค้าทั้งสามในฐานะที่เป็นคนคนหนึ่ง ความโลภควรมีขีดจำกัด ข้าเป็นรองเจ้าของร้านมาหลายปีดมยามามากกว่าข้าวที่พวกท่านกินเสียอีก ใครแตะต้องสมุนไพรของร้านเราข้าดมเพียงเล็กน้อยก็รู้แล้วขอรับ"
กล่าวจบรองเจ้าของร้านก็ยกมือชี้ไปที่คนสองคน
"ลูกค้าที่สวมเสื้อสีแดงเคยสัมผัสกับหญ้าเมา เข็มเมารัก ผักชีล้อม รากไผ่ม่วง......"
"ลูกค้าที่สวมเสื้อสีเทาเคยสัมผัสกับใบตอง น้อยหน่าหญ้าสำรวยดอกเขียว......"
เมื่อกล่าวเช่นนั้นคนที่ถูกชี้ทั้งสองคนก็ตกตะลึง พยักหน้าและชูนิ้วโป้งให้
"ยอดเยี่ยม!"
รองเจ้าของร้านสีหน้าไม่เปลี่ยนหันสายตาไปมองทั้งสามคน "ที่ยกเว้นค่าใช้จ่ายให้พวกท่านก็แค่อยากให้พวกท่านรู้จักพอแต่เห็นได้ชัดว่าข้าประเมินความหน้าด้านของพวกท่านสูงเกินไปร้านของข้าไม่ต้อนรับพวกหลอกลวงอย่างพวกท่านตอนนี้เชิญพวกท่านออกไปเดี๋ยวนี้ขอรับ!"
"ใครจะรู้ว่าลูกค้าพวกนี้ไม่ใช่คนที่เจ้าจ้างมา"ชายหัวโล้นแสดงท่าทีดุร้าย เตะถุงใส่สมุนไพรอีกถุงหนึ่งสมุนไพรจำนวนมากล้นทะลักออกมาจากถุง
"ข้าขอเตือนเจ้าไว้ยังไงวันนี้ข้าก็กินแมลงปีกแข็งเข้าไปแล้ว หากเจ้าไม่ชดใช้เงินให้ข้าข้าจะทุบร้านของเจ้าให้พัง"
ลูกค้าที่อยู่รอบๆ รีบถอยหลังคนที่ตั้งใจจะซื้อสมุนไพรก็วิ่งออกจากร้าน เพราะกลัวว่าจะถูกลูกหลง
รองเจ้าของร้านความโกรธแผ่ซ่านไปทั่วใบหน้าเดินเข้าไปตะโกนเสียงดัง "หากเจ้ายังกล้าอาละวาดอีกอย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจพวกเจ้า"
"ไม่เกรงใจ?" ทั้งสามคนมองหน้ากัน แล้วระเบิดหัวเราะเสียงดัง
"ช่างไร้เดียงสานัก!ข้าจะบอกเจ้าให้ก็ได้ว่าข้างนอกมีลูกน้องนับสิบพร้อมรับคำสั่งพวกข้าหากเจ้ากล้าทำร้ายพวกข้าพวกข้าจะปล่อยข่าวลือเรื่องที่ร้านของเจ้าขายยาสมุนไพรปนเปื้อนแมลงปีกแข็งให้ดังกระฉ่อนไปทั่วทุกหนแห่งดูซิว่าจะมีใครกล้าซื้อสมุนไพรจากร้านพวกเจ้าอีก!"
"เจ้า......" รองเจ้าของร้านโกรธจนตัวสั่น
พวกสามคนนี้ตั้งใจจะมากรรโชกร้านโอสถหมอเทวดาคืนชีพหากไม่รีบแก้ไขเรื่องนี้แต่เนิ่นๆไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อการซื้อสมุนไพรของลูกค้าในอนาคตเท่านั้นแต่ยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของร้านอีกด้วย
เขาเหลียวมองไปยังพี่หงเจ้าของร้านหมายจะขอความช่วยเหลือ ทว่านางกลับนิ่งเฉยราวกับมิได้เห็นเขาทำได้เพียงข่มใจระงับความขุ่นเคืองเตรียมเปิดอกคุยกับคนทั้งสามอีกรอบอย่างมีเหตุผล
ถึงอย่างไรก็แค่เสียเงินจัดการเรื่องนี้ให้จบก่อนเถอะ!
แต่ยังไม่ทันที่นางจะได้เปิดปากเสียงเยาะเย้ยก็ดังขึ้น
"เห็นเจ้ากินแมลงปีกแข็งเข้าไปทั้งทีพวกลูกน้องทั้งสองกลับไม่ส่งเสียง ช่างเป็นลูกน้องที่แย่จริงๆหรือว่ายามวิกาลสะใภ้ของท่านจะลงมือทำเกี๊ยวให้พวกมันทั้งสองทาน[1] งั้นหรือ?"
เสียงที่ดังขึ้นกะทันหันดึงดูดความสนใจของผู้คนทั้งร้านในทันที
ชายหัวโล้นชะงัก ใบหน้าถมึงทึงหันขวับไปมองก็เห็นชายหนุ่มร่างบางคนหนึ่งเดินเข้ามาบนใบหน้าของอีกฝ่ายยังคงมีรอยยิ้มเยาะเย้ยจางๆ
"ท่านลูกค้าท่านไม่ต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวก็ได้ขอรับ......" รองเจ้าของร้านชะงักไปเล็กน้อยรีบส่งสายตาเป็นเชิงเตือนต้วนจื่อ เกรงว่าพวกสามคนนี้จะนำความโกรธมาลงที่เขา
"ไม่เป็นไรข้าแค่ไม่ชอบขี้หน้าพวกโง่เขลาเท่านั้นเอง” ต้วนจื่อโบกมือปัดก่อนจะทอดสายตาไปยังสามบุรุษหัวโล้นด้วยความประหลาดใจ “ใบหน้าของทั้งสามท่านช่างเป็นเลิศล้ำเสียจริงยากที่จะจดจำได้ในคราเดียว แต่ข้าสงสัยยิ่งนักเหตุใดพวกท่านจึงเอาใบหน้ามุดลงไปในก้นของตน…… อ้อ ขอโทษด้วยข้าไม่รู้เลยว่านั่นคือหน้าตาของพวกท่าน แปลกจริง แล้วก้นของพวกท่านหายไปไหนเล่า?"
เมื่อเห็นต้วนจื่อพูดจาเสียดสีอย่างจริงจังผู้คนจำนวนมากก็หัวเราะออกมา
เยี่ยนชุยเสวี่ยที่อยู่ข้างหลังเอามือปิดปากกลั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถไม่ให้มีเสียงดังเล็ดลอดออกมา
ชายหัวโล้นหน้าตาดุดัน บิดข้อมือพร้อมกล่าวเสียงเหี้ยมว่า "“ปากคอเราะรายไม่เบาแต่ริอ่านจะมาขัดขวางข้า ดูท่าคงไม่รู้สินะว่าคำว่าตายเขียนอย่างไร......"
"ไม่รู้จริงๆเจ้ามาสอนข้าเขียนหน่อยได้หรือไม่?" ต้วนจื่อแย้มยิ้มดวงหน้าฉายแววขวยเขิน
เสียงนั้นแผ่วเบาดุจสายลมทำให้ร้านโอสถตกอยู่ในความเงียบสงบในชั่วขณะ
ลูกค้าทั้งร้านมองชายหัวโล้นที่สีหน้าดำคล้ำขึ้นเรื่อยๆรู้สึกเพียงแต่ว่าความโกรธที่ไม่อาจควบคุมได้กำลังจะปะทุออกมาจากร่างของเขา
"หึๆ คงต้องสั่งสอนกันเสียหน่อย"ชายหัวโล้นหัวเราะเยาะ ดึงมีดพกที่พกติดตัวออกมาเขาแลบลิ้นเลียใบมีดเย็นเยียบที่ส่องประกายวาววับ
ลูกค้าทั้งร้านสีหน้าพลันเปลี่ยนไปคนขี้ขลาดบางคนก็วิ่งออกจากร้านอย่างไม่คิดชีวิตเพราะกลัวว่าชายหัวโล้นจะควบคุมตัวเองไม่อยู่ แล้วจะโดนเชือดเอา
คนอีกกลุ่มหนึ่งกลับมองต้วนจื่ออย่างสนุกสนานเจ้าหนุ่มคนนี้เมื่อครู่ปากดีกับชายหัวโล้น สมควรแล้วที่จะโดนเชือดจนตาย
รองเจ้าของร้านก็ไม่คาดคิดว่าชายหัวโล้นจะพกอาวุธติดตัวมาด้วยเขาเข้าไปหมายจะขวางต้วนจื่อไว้เบื้องหน้า พร้อมตะโกนก้อง
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ลงมือต้วนจื่อก็ยื่นมือออกไปอย่างรวดเร็ว คว้ามีดในมืออีกฝ่ายมาอย่างง่ายดายท่ามกลางสายตาที่ตื่นตระหนกของชายหัวโล้น
ตั้งแต่ต้นจนจบเพียงชั่วพริบตาไม่มีแม้แต่เวลาให้เขาได้ตอบสนอง
"แค่นี้เองเหรอ?" ต้วนจื่อส่ายหน้า มือขวากลับพลิกหมุนฉับพลันใช้เพียงนิ้วโป้งและนิ้วกลางคีบด้ามมีด อาศัยน้ำหนักของมีดพลิกกลับลงนิ้วโป้งและนิ้วกลางขยับอย่างต่อเนื่อง
ในทันใดนั้นมีดพกทั้งเล่มในมือของต้วนจื่อก็เหมือนมีชีวิตชีวา หนึ่งกระบวนท่าหนึ่งรูปแบบล้วนมีเสียงลมแหวกอากาศแผ่วเบาราวกับว่าอากาศถูกคมมีดตัดขาด
ได้ยินเพียงเสียง ‘วูบ’ มีดพกพลันลอยออกจากมือของต้วนจื่อพุ่งผ่านแก้มของชายหัวโล้น ปักลงบนกำแพงไม้ข้างตัวเขา
คราบเลือดไหลลงมาจากใบหน้าของชายหัวโล้นภาพที่ฉายออกมาคือใบหน้าที่หวาดกลัวของเขา
ความกลัว!
ความตาย!
และความเย็นยะเยือก!
คมมีดเมื่อครู่ มิเพียงเฉียดกายทว่ายังนำพาความหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจมาด้วย
เขาแน่ใจอย่างที่สุดหากต้วนจื่อประสงค์จะสังหารเขาจริง เพียงชั่วพริบตาที่คมมีดตวัดลงก็สามารถปลิดชีพเขาได้
ลูกน้องของชายหัวโล้นสองคนก็ตกใจไม่น้อยคาดไม่ถึงว่าต้วนจื่อจะมีความสามารถในการใช้มีดร้ายกาจถึงเพียงนี้
พวกเขา......พลาดท่าไปเสียแล้ว?!
[1] เป็นสำนวนเปรียบเทียบหมายถึง การมีลูกในที่นี้ใช้เพื่อกล่าวเสียดสีว่า แอบลอบมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาว