ขอต้อนรับสู่เมืองสุยโจว โจว โจววววววว…
เหมยฮวาสวมหมวกสาน ถือธงสีฟ้ารับบทบาทเป็มัคคุเทศก์กิตติมศักดิ์ ทั้งในมือยังถือของไว้อันหนึ่งด้วย…
“อะ แฮ่ม แฮ่ม…ขอต้อนรับสู่เมืองสุยโจว ต้อนรับทั้งท่านที่เพิ่งมาเยือนเป็ครั้งแรก ยังไม่เคยรู้จักเมืองนี้มาก่อน และผู้ที่เคยมาเยือนบ้านแล้วหลายครั้ง แต่ยังไม่เคยรู้จักเื้ัเบื้องลึกของเมืองนี้
ข้าในนามของชาวเมืองที่ล้วนแล้วแต่เป็ผู้แสวงหาความก้าวหน้า จะพาทุกท่านไปรู้จักประวัติความเป็มา ทั้งสถานที่ และบุคคลสำคัญ อันมีส่วนร่วมช่วยให้เมืองแห่งนี้ พลิกโฉมหน้าจากแผ่นดินที่ไม่มีใครสนใจ แล้วก็ไม่มีใครคาดคิดว่ามันจะพัฒนาได้ เป็เมืองแห่งทางผ่านอย่างแท้จริง กลับกลายเป็แผ่นดินทอง อันเจริญก้าวหน้าได้
ส่วนท่านที่เคยมาเยือนแล้ว ก็เข้าร่วมการทัศนาจรครั้งนี้ได้เช่นเดียวกัน เพื่อพวกท่านจะได้รู้ว่าตอนนี้เมืองที่ทุกคน(ในเมือง) คิดถึงคืนวันอันสงบสุขและรุ่งเรืองในภายภาคหน้าของตนเอง ตอนนี้เป็อย่างไรบ้างแล้ว”
ผ่าง! พูดจบก็ตีฆ้องเพื่อความครื้นเครงสักหลาย ๆ ครั้ง
ทุกคน “...”
“ในเมืองสุยโจวแห่งนี้ผู้ที่มีบทบาทสำคัญมากที่สุดตามลำดับมีดังนี้ หนึ่ง ฮ่องเต้ สอง ท่านหญิงหลันหลัน สาม ข้าเสี่ยวฮวาฮวา สี่ ท่านนักปราชญ์ผู้เฒ่าเผย ห้า ท่านชายฉิน หก เถ้าแก่เนี๊ยะแห่งร้านหม้อไฟสี่ดรุณี อันไฉ่หก เจ็ด เถ้าแก่เนี้ยแห่งร้านจู่เจียงนามว่าจู่ผิง แปด คุณชายรองร้านยา ที่ตอนนี้รักการค้าในร้านขายของสด ที่ชื่อร้านว่า “มีปลาสดไหม?” มากกว่าสิ่งใดทั้งสิ้น
ส่วนอันดับเก้ากับสิบมีหลายคนเลย ทั้งคังกงกงการที่คนสนิทของฮ่องเต้ แล้วยังมีเหล่าจ้างแห่งภัตตาคารอันดับ หนึ่งของแผ่นดินที่มีชื่อว่าเซียงปิ่งโหลว แล้วยังมีผู้คนที่อยู่ในหมู่บ้านสกุลมู่ ที่อยู่นอกเมืองสุยโจว…และอื่นๆอีกมากมาย”
[ คุณชายเซี่ยหลุน aka องค์รัชทายาท : นี่นางหนู ข้าล่ะ!]
[ เสี่ยวฮวา : คนที่ไป ๆ มา ๆ ไม่นับเพคะ ]
[ องค์รัชทายาทคนงาม : .... ]
เสี่ยวฮวาฮวาหันไปมองทุกคนเล็กน้อยแล้วยิ้มจนตาหยี และเล่าต่อว่า “เมื่อก่อนสุยโจวก็เหมือนที่อื่น ๆ ในแผ่นดินนี้ล่ะเ้าค่ะ ไม่สิ…แย่กว่าอีกหลายที่เลยต่างหาก ทั้งที่เป็เมืองที่ทุกคนที่จะเดินทางเข้าเมืองหลวงต้องผ่านอยู่ตลอด แต่การค้าก็ไม่คึกคัก ร้านรวงก็มีน้อยแสนน้อย ผู้คนก็ยากจน สถานศึกษาก็มีเพียงแค่แห่งเดียว ภัตตาคารที่ดีที่สุดก็มีเพียงแค่เซียงปิงโหล่วเท่านั้น ต่อให้มีโรงหมอก็ใช่ว่าจะมีหมอเก่ง ๆ ประจำอยู่
อย่าคิดว่าสุยโจวอยู่ใกล้เมืองหลวงแล้วจะได้รับอิทธิพลความเจริญรุ่งเรืองมานะเ้าคะ เป็ในทางกลับกันต่างหาก เพราะว่าเป็เมืองที่อยู่ใกล้มากเกินไป และเล็กมาก จนร้านค้าต่าง ๆ คิดว่าไม่คุ้มค่าที่จะลงทุน งบหลวงก็มาถึงน้อย เพราะราชสำนักมักจะคิดว่าที่นี่อยู่ใกล้เมืองหลวง ชาวบ้านก็มีจำนวนน้อย ขุนนางในเมืองหลวงจึงให้งบน้อยเพราะคิดว่าไม่จำเป็ต้องพัฒนาอะไรมาก ถ้าขาดเหลืออะไรชาวบ้านสามารถเข้าไปเอาในเมืองหลวงได้
หึ พวกเขาคิดเพียงแค่ว่าสุยโจวอยู่ใกล้เมืองหลวงเท่านั้น ถ้าเทียบกับการเดินทางไปเมืองอื่น สุยโจวก็ดูจะใกล้เมืองหลวงจริง ๆ แต่พวกเขาลืมคิดว่า สำหรับชาวบ้านที่ไม่มียานพาหนะ จะต้องเดินเท้าไปก็ต้องใช้เวลาถึงหนึ่งวันหนึ่งคืนเลยทีเดียว ที่เหล่าขุนนางในเมืองหลวงคิดว่าใกล้ นั่นก็เพราะว่าพวกเขาอาศัยรถม้าเดินทาง ไม่ต้องเหนื่อย อีกทั้งยังรวดเร็วกว่ามาก เดินทางเพียงแค่ครึ่งวันก็ถึงสุยโจวแล้ว สามารถไปกลับระหว่างเมืองหลวงและสุยโจวได้ภายในวันเดียว
พวกท่านคิดดูก็แล้วกันว่าสถานะของเมืองอย่างสุยโจวเป็อย่างไร มีการพัฒนาอย่างครึ่ง ๆ กลาง ๆ ซ้ำยังไร้จุดขาย อีกทั้งหาก้าออกไปตามหาสิ่งที่ขาดแคลนก็ต้องใช้เวลาเดินทางเป็วัน ๆ เช่นนี้ ข้าบอกได้เลยว่าหากไม่มีพี่สาวหลันหลัน หรือท่านหญิงหลันหลัน อีกสิบหรือยี่สิบปีก็ไม่มีทางเจริญได้หรอก
ความพยายามของท่านหญิงหลันหลัน และอาจจะความโชคดีของนางด้วยก็ได้ ที่ทำให้สุยโจวมีทุกวันนี้ แต่ถึงจะเป็โชคดีก็เป็โชคดีของนาง ชาวบ้านและทุกคนในสุยโจวอาศัยโชควาสนาของนางเพื่อความเจริญก้าวหน้าของตนเอง
พวกท่านคงไม่รู้ว่าพี่สาวของข้าเก่งแต่ปานใด เมื่อก่อนนางเป็สตรีชาวบ้านที่เป็กำพร้า และถูกญาติใจร้ายทั้งหลายขายให้เป็บ่าวคุณชายใหญ่สกุลมุู่ เื่ของสกุลมู่ก็ช่างซับซ้อน เอาเป็ว่าคุณชายใหญ่สกุลมู่มีเื่ขัดแย้งกันภายในครอบครัว จนทำให้เขาต้องมาอยู่ในบ้านบรรพบุรุษสกุลมู่ พร้อมกับบ่าวรับใช้อีกสามคน อาศัยในเรือนอันว่างเปล่า
ตอนที่ข้าเจอกับพี่สาวหลันหลัน นางโดนทุบตีจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดแล้วด้วยซ้ำ หลังจากนั้นข้ากับนางแล้วยังมีท่านลุงท่านป้า พวกเราอาศัยอยู่ในบ้านเก่า ๆ หลังหนึ่ง ไม่มีเงิน ไม่มีเสบียง อนาคตเรียกได้ว่ามืดมนสุด ๆ ถ้าเป็ข้าก็คงร้องไห้ขี้มูกโป่งไปแล้ว แต่พี่สาวหลันหลันนางประกาศว่าหากข้าเชื่อฟัง และเป็ผู้ช่วยมือหนึ่งของนาง ข้าจะได้กินเนื้อทุกมื้อ”
พูดจบแล้ววิทยากรจำเป็เสี่ยวฮวาฮวา ก็ได้แต่ทอดถอนใจ เหม่อมองฟ้าเบื้องบนราวกับว่ากำลังรำลึกอดีตที่ไกลแสนไกล (ทั้ง ๆ ที่เพิ่งผ่านมาไม่กี่ปี) การตีฆ้องก็เปลี่ยนเป็จังหวะระรัวแบบเบา ๆ ชวนให้สนใจ
“เมื่อก่อนข้าเองก็ลำบากเหมือนกัน แต่หลังจากพี่หลันหลันสัญญาเช่นนั้น ข้าก็ทำได้อย่างที่พูดจริง ๆ แรกเริ่มเลยเราไม่มีเงิน พี่หลันหลันก็ไปจับปลาในลำธาร นางทำอาหารอร่อยยิ่งนัก สามารถปรุงปลาสด ๆ ที่ไม่มีเครื่องปรุงใด ๆ ให้กลายเป็อาหารชั้นยอดได้ รายการอาหารแปลกใหม่ของที่ร้านเซียงปิงโหล่ว หลาย ๆ อย่างนางก็เป็คนคิดนะเ้าคะ หลังจากอิ่มท้องแล้วพี่สาวหลันหลันเสี่ยวฮวาฮวาหันไปมองทุกคนเล็กน้อยแล้วยิ้มจนตาหยี และเล่าต่อว่า “เมื่อก่อนสุยโจวก็เหมือนที่อื่น ๆ ในแผ่นดินนี้ ไม่สิ…แย่กว่าอีกหลายที่เลยต่างหาก ทั้งที่เป็เมืองที่ทุกคนที่จะเดินทางเข้าเมืองหลวงต้องผ่านอยู่ตลอด แต่การค้าก็ไม่คึกคัก ซ้ำร้านรวงก็มีน้อยแสนน้อย สถานศึกษาก็มีเพียงแค่แห่งเดียว ภัตตาคารที่ดีที่สุดก็มีเพียงแค่เซียงปิงโหล่วเท่านั้น