หมู่บ้านเล็กไม่มีชื่อ ระหว่างหลิงชีกับฉางอัน
วันที่สิบสามของการเดินทาง เช้าถึงเย็น
หมู่บ้านที่พวกเขาหยุดพักคืนนั้นเล็กจนไม่มีชื่ออยู่ในแผนที่
สิบสองหลังคาเรือนรายล้อมบ่อน้ำส่วนกลาง ไก่วิ่งอยู่ระหว่างบ้าน สุนัขแก่นอนหมอบริมรั้วไม้ไผ่ และเด็กสามสี่คนที่หยุดวิ่งเล่นเมื่อเห็นนักเดินทางแปลกหน้าเดินเข้ามา แต่ก็เริ่มวิ่งใหม่ภายในเวลาไม่นาน เพราะคนที่มาดูท่าไม่น่ากลัว
เ้าของบ้านหลังใหญ่ที่สุดยินดีให้พักโดยแลกกับการช่วยซ่อมรั้วที่ลมพัดพังไปสามท่อนเมื่อสัปดาห์ก่อน หลิวซานซ่อมรั้วเสร็จในครึ่งชั่วโมงด้วยความชำนาญที่เกินกว่านักดาบรับจ้างทั่วไปจะมี เว่ยหันเฉินผ่าฟืนเพิ่มอีกสองกองโดยที่เ้าของบ้านไม่ได้ขอ และซูหลิงเยิ่นช่วยแม่บ้านหุงข้าวเย็น
บรรยากาศในบ้านนั้นอุ่นกว่าที่ใดที่พวกเขาผ่านมา
หลังอาหารเย็น เ้าของบ้านและภรรยาเก็บโต๊ะเข้าไปนอนแต่หัวค่ำตามนิสัยชาวนา ทิ้งลานดินข้างบ้านให้สามนักเดินทางนั่งอยู่ภายใต้แสงโคมน้ำมันที่แขวนไว้หน้าประตูยุ้งข้าว
หลิวซานหยิบไม้เล็กขึ้นมาสองท่อน ท่อนหนึ่งยาวสักสองศอก ท่อนหนึ่งสั้นกว่านั้นครึ่งหนึ่ง ยื่นท่อนสั้นให้ซูหลิงเยิ่น
"คืนนี้เรียนอะไรบางอย่างไหมครับ คุณหนู?"
ซูหลิงเยิ่นรับท่อนไม้มาพลิกดู "เรียนอะไร?"
"ป้องกันตัวเบื้องต้น ไม่ใช่การต่อสู้" หลิวซานยืนขึ้น ถือท่อนไม้ยาวในมือขวา "ท่านเว่ยสอนให้สังเกตสภาพแวดล้อม ผมจะสอนให้รู้ว่าถ้าสังเกตแล้วสายไป ต้องทำอะไร"
เว่ยหันเฉินนั่งอยู่ที่ขอบลานดิน แผ่นหลังพิงเสาไม้ ไม่พูดว่าตกลงหรือไม่ตกลง แต่ก็ไม่ห้าม นั่นเพียงพอ
ซูหลิงเยิ่นลุกขึ้นยืน ถือท่อนไม้สั้นในท่าที่ไม่แน่ใจ
"ก่อนอื่นเลยครับ" หลิวซานพูด "วางท่อนไม้ลงก่อน"
เธอวางลง
"คนที่ไม่เคยต่อสู้มักคิดว่าต้องมีอาวุธก่อนถึงจะต่อสู้ได้" หลิวซานพูดขณะวางท่อนไม้ยาวลงด้วย "แต่อาวุธที่ดีที่สุดในการป้องกันตัวคือระยะห่าง ถ้าไม่มีระยะห่าง คือการเคลื่อนไหว ถ้าหยุดนิ่งไม่ได้ คือเสียง"
"เสียง?"
"ร้องดัง ๆ ครับ คนที่โจมตีคนอื่นในที่สาธารณะกลัวเสียงมากกว่ากลัวอาวุธ เพราะเสียงดึงความสนใจ" หลิวซานพูดอธิบาย "แต่ถ้าอยู่คนเดียวในที่เปลี่ยว เสียงไม่ช่วย ต้องรู้จักจุดอ่อนของร่างกายมนุษย์แทน"
ซูหลิงเยิ่นพยักหน้า
"จุดอ่อนที่สำคัญและใช้ได้แม้คนตัวเล็กกว่า" หลิวซานยกมือขึ้นชี้ "ตา จมูก คอ และหัวเข่าด้านใน สี่จุดนี้เจ็บเท่ากันไม่ว่าคนนั้นจะแข็งแกร่งแค่ไหน"
"ข้าเป็หมอ" เธอพูด "รู้เื่ร่างกายดีพออยู่แล้ว"
"รู้แต่ยังไม่เคยใช้ในสถานการณ์จริง" หลิวซานพูด แล้วก้าวเข้ามาหาเธอในระยะแขน "ผมจะเข้ามาช้า ๆ ให้คุณหนูลองทำอะไรสักอย่างเพื่อหยุดผม"
เธอตั้งตัว
หลิวซานก้าวเข้ามาอีกก้าว ช้า ๆ ตามที่พูด
ซูหลิงเยิ่นยกมือขึ้นดันที่อกเขา แรงพอสมควร แต่เขาไม่ถอย
"นั่นคือวิธีที่คนทั่วไปทำครับ ดันออก แต่คนที่แข็งแกร่งกว่าจะไม่ขยับ" หลิวซานอธิบาย "ลองใหม่ คราวนี้อย่าดัน ดึงแทน"
เธอขมวดคิ้ว
"ดึง?"
"จับแขนผมดึงออกด้านข้างพร้อมกับก้าวออกทิศตรงข้าม" หลิวซานอธิบาย "อย่าต้านแรง ให้แรงผ่านไป"
ซูหลิงเยิ่นลองทำ จับข้อมือหลิวซาน ดึงออกด้านซ้ายพร้อมกับก้าวออกทางขวา
หลิวซานเซออกด้านข้างตามแรงที่เธอดึง ไม่มาก แต่พอที่จะเห็นหลักการ
"ดีครับ นั่นแหละ ทำซ้ำจนมันเป็ธรรมชาติ"
พวกเขาฝึกอยู่เช่นนั้นครึ่งชั่วโมง หลิวซานอธิบายและสาธิต ซูหลิงเยิ่นลอง ผิดบ้าง ถูกบ้าง แต่เรียนรู้เร็ว
เว่ยหันเฉินนั่งดูอยู่ที่ขอบลาน
เขาสังเกตเห็นว่าซูหลิงเยิ่นไม่ได้แค่ทำตามที่สอน เธอถามทุกครั้งที่ไม่เข้าใจเหตุผล และเมื่อหลิวซานอธิบาย เธอก็พยักหน้าด้วยสายตาที่บ่งบอกว่าเชื่อมโยงกับสิ่งที่เธอรู้อยู่แล้ว
คนที่เรียนแบบนี้ก้าวหน้าเร็ว
"ท่านเว่ย" หลิวซานหันมา "อยากสอนอะไรเพิ่มไหมครับ?"
"ฝึกสิ่งที่สอนแล้วให้แม่นก่อน" เว่ยหันเฉินพูด "การรู้มากแต่ทำได้น้อยแย่กว่ารู้น้อยแต่ทำได้ทั้งหมด"
หลิวซานพยักหน้า "คำพูดของอาจารย์สำนักไท่อวี้"
เว่ยหันเฉินไม่ตอบ แต่ก็ไม่ปฏิเสธ
เมื่อหลิวซานเข้าไปนอน เว่ยหันเฉินและซูหลิงเยิ่นยังคงนั่งอยู่ที่ลานดิน โคมน้ำมันข้างเสาลุกอยู่เบา ๆ ให้แสงสีเหลืองอ่อน
ซูหลิงเยิ่นนั่งอยู่กับพื้น เอาขาไขว้ มือวางบนเข่า หลับตา
ท่าทางนั้นทำให้เว่ยหันเฉินหยุดมอง
"เ้ากำลังทำอะไร?"
"ฝึกควบคุมปราณ" เธอตอบโดยไม่ลืมตา "ท่านบอกให้ฝึกสิ่งที่รู้ให้แม่น นี่ก็เหมือนกัน"
"ฝึกอย่างไร?"
"ข้าพยายามส่งปราณน้ำออกมาในปริมาณที่กำหนดไว้ล่วงหน้า" เธออธิบาย "ไม่มากไม่น้อย แม่นยำ เพราะตอนรักษาคน ถ้าปล่อยปราณออกมามากเกินไปจะทำให้เหนื่อย ถ้าน้อยเกินไปก็ไม่ได้ผล"
เว่ยหันเฉินนิ่งอยู่ครู่ แล้วลุกขึ้นเดินมาใกล้ขึ้น
"ข้าทำผิดอะไรไหม?" เธอถามโดยยังไม่ลืมตา
"ไม่ผิด" เขาพูด "แต่ผมอยากดูปราณของเ้าขณะที่เ้าฝึก ได้ไหม?"
เธอลืมตาขึ้นมองเขา "ดูได้อย่างไร?"
"ผมปล่อยปราณออกมาเล็กน้อยเพื่อััปราณของเ้า เหมือนที่เ้าทำตอนรักษาแผลผม แต่ไม่เข้าไปในร่างกาย แค่ดูจากภายนอก"
ซูหลิงเยิ่นคิดอยู่ครู่แล้วพยักหน้า
เว่ยหันเฉินนั่งลงตรงหน้าเธอ ห่างประมาณหนึ่งเมตร หลับตา ปล่อยปราณออกมาเล็กน้อยในแบบที่ผู้เชี่ยวชาญเรียกว่า "ปราณัั" เป็เทคนิคที่ใช้ในการตรวจสอบปราณผู้อื่นจากภายนอก
ซูหลิงเยิ่นหลับตาและเริ่มฝึกต่อ ส่งปราณน้ำออกมาเบา ๆ
เว่ยหันเฉินรับรู้ปราณของเธอผ่านปราณััของตัวเอง
และรู้สึกถึงสิ่งที่แปลกออกไป
ปราณของซูหลิงเยิ่นนั้นเขาเคยััมาหลายครั้งแล้ว รู้ว่ามันบริสุทธิ์ รู้ว่ามันลึก แต่คืนนี้ในสภาพที่เธอฝึกอย่างตั้งใจโดยไม่มีความเครียดจากการต่อสู้หรือการรักษาฉุกเฉิน ปราณของเธอแสดงให้เห็นลักษณะที่เขาไม่เคยสังเกตเห็นชัดขนาดนี้มาก่อน
มันไม่ได้ไหลเป็เส้นเดียว
ปราณของคนทั่วไปไหลตามเส้นปราณในร่างกายเหมือนน้ำไหลตามร่องน้ำ แต่ปราณของซูหลิงเยิ่นนั้นไหลออกมาและกระจายตัวอย่างอิสระก่อนจะรวมกลับมาที่จุดเดิม เหมือนน้ำที่กระจายออกเป็ละอองแล้วรวมตัวกลับเป็หยดขนาดเดิมโดยไม่สูญเสีย
นั่นไม่ใช่แค่ปราณบริสุทธิ์
มันคือปราณที่มีสติสัมปชัญญะของตัวเอง
เว่ยหันเฉินลืมตา
ซูหลิงเยิ่นลืมตาตามมาเกือบพร้อมกัน ราวกับรับรู้ได้ว่าเขาหยุดสังเกต
"มีอะไรไหม?" เธอถาม
เว่ยหันเฉินนิ่งอยู่ครู่ ในหัวกำลังประมวลสิ่งที่เพิ่งเห็น
"ปราณของเ้า..." เขาเริ่ม แล้วก็หยุด เลือกคำ "เ้าเคยรู้สึกไหมว่าปราณตัวเองทำอะไรบางอย่างโดยที่เ้าไม่ได้สั่ง?"
ซูหลิงเยิ่นขมวดคิ้ว
"รู้สึกบ้างครับ" เธอพูด แล้วก็แก้ไข "รู้สึกบ้าง ค่ะ" เธอติดนิสัยใช้ครับตามหลิวซานบ้างเป็ระยะ "อย่างเช่นตอนที่รักษาคน บางทีปราณจะไหลไปในทิศทางที่ข้าไม่ได้ตั้งใจ แต่พอตามดูแล้ว ทิศทางนั้นมักจะถูกต้องมากกว่าที่ข้าวางแผนไว้"
"เ้าคิดว่าทำไม?"
"ข้าคิดว่าปราณน้ำมันรู้เื่ร่างกายมนุษย์ดีกว่าจิตสำนึกของข้า" เธอพูดอย่างตรง "เหมือนกับว่ามันเรียนรู้มาจากทุกคนที่ข้าเคยรักษา สะสมความรู้ไว้ในตัวมันเอง"
เว่ยหันเฉินมองเธอ
"เ้าไม่เคยบอกใครเื่นี้"
"ไม่มีใครถาม" เธอพูดเรียบ "และข้าไม่แน่ใจว่าคนจะเชื่อหรือเปล่า"
เว่ยหันเฉินหันไปมองไฟโคมที่ลุกอยู่ในลมอ่อน ๆ ในหัวของเขามีบางอย่างที่กำลังเชื่อมโยงกัน สิ่งที่เขารู้จากคัมภีร์สำนักไท่อวี้ สิ่งที่เซิ่นหยูบอกเื่คัมภีร์ลับ และสิ่งที่เขาเพิ่งสังเกตเห็นในปราณของซูหลิงเยิ่น
"ปราณของเ้าไม่ใช่แค่เทียนชิงเม่ย" เขาพูดเงียบ ๆ
ซูหลิงเยิ่นมองหน้าเขา
"ท่านหมายความว่าอะไร?"
เว่ยหันเฉินพูดช้า ๆ เหมือนคิดดังออกมา "เทียนชิงเม่ยคือสายเืปราณบริสุทธิ์ มันทำให้ปราณของเ้าใสและเข้มข้นกว่าคนอื่น แต่สิ่งที่ผมเพิ่งเห็นมันมากกว่านั้น ปราณของเ้ามีลักษณะที่คัมภีร์เรียกว่า 'ฮวนปราณ' — ปราณวนเวียน ปราณที่หมุนวนและกลับมาหาตัวเองแทนที่จะสลายออกไป"
"ฮวนปราณ" ซูหลิงเยิ่นพูดซ้ำ ลองรสชาติของคำนั้นในปาก "ฟังดูเหมือนปราณที่ไม่สูญเปล่า"
"ถูกต้อง ปราณส่วนใหญ่เมื่อใช้ไปแล้วต้องฟื้นฟูใหม่ด้วยการฝึก การนอน หรือการดูดซับจากธรรมชาติ แต่ฮวนปราณวนกลับมาเอง ช้าก็ได้ แต่ไม่สูญ" เว่ยหันเฉินอธิบาย "มันหายากมาก ไม่มีบันทึกในคัมภีร์ทั่วไป มีแต่ในคัมภีร์เก่าของสำนักไท่อวี้ที่เขียนไว้ว่าเคยพบสองครั้งในประวัติศาสตร์"
"สองครั้ง" เธอพูดเบา ๆ "ข้าเป็ครั้งที่สาม?"
"น่าจะใช่"
ซูหลิงเยิ่นนั่งนิ่งอยู่กับข้อมูลนั้น สายตาจ้องอยู่ที่โคมน้ำมันโดยไม่เห็น
"ท่านเว่ย ถ้าคัมภีร์สำนักไท่อวี้บันทึกเื่นี้ไว้" เธอพูดช้า ๆ "แปลว่าอาจารย์ใหญ่รู้เื่ปราณลักษณะนี้ดี และถ้าสมาพันธ์ฯ ้าคัมภีร์นั้น..."
"แปลว่าพวกเขารู้ว่ามีคนที่มีฮวนปราณอยู่" เว่ยหันเฉินพูดต่อ "และกำลังตามหา"
ทั้งสองนั่งอยู่กับความเงียบที่หนักขึ้น โคมน้ำมันส่งแสงสั่นไหวตามลมที่พัดผ่าน
"แม่รู้เื่นี้ไหม?" เธอถาม
"แม่เ้าออกจากสำนักไปก่อนที่ผมจะค้นพบเื่นี้ แต่ถ้าเธอมีปราณเทียนชิงเม่ย เธออาจสังเกตเห็นในตัวเ้าั้แ่แรก" เขาพูด "นั่นอาจเป็อีกเหตุผลหนึ่งที่เธอสั่งให้เ้าซ่อนความสามารถในการรักษา"
ซูหลิงเยิ่นก้มหน้าลง
"แม่ปกป้องข้าจากหลายทิศทางมากกว่าที่ข้ารู้"
เว่ยหันเฉินไม่พูดอะไรเพิ่ม แต่พยักหน้าเบา ๆ
เธอยกหน้าขึ้น ในดวงตามีทั้งความเศร้าและความแน่วแน่ในเวลาเดียวกัน
"ท่านเว่ย ข้าอยากถามอะไรซักอย่าง"
"ถาม"
"ถ้าคัมภีร์ที่สมาพันธ์ฯ ตามหานั้นอยู่กับท่าน" เธอพูดตรง ๆ ตาจ้องมาที่เขาไม่หลบ "ท่านจะทำอะไรกับมัน?"
เว่ยหันเฉินมองตอบมา
"ยังไม่รู้"
"นั่นหมายความว่าท่านมีมัน"
เขาไม่ตอบ
ซูหลิงเยิ่นพยักหน้าช้า ๆ
"ข้าไม่ได้จะบังคับให้บอก" เธอพูด "แค่อยากให้รู้ว่าถ้าวันหนึ่งท่าน้าคนช่วยตัดสินใจ ข้าฟังได้"
เว่ยหันเฉินมองเธอนานกว่าปกติ
ในชีวิตสิบปีที่ผ่านมา มีคนพูดแบบนี้กับเขากี่คน เสนอตัวเองเป็ที่ปรึกษาโดยไม่มีเงื่อนไข
นับได้บนนิ้วมือข้างเดียว
"ขอบคุณ" เขาพูดเบา ๆ
ซูหลิงเยิ่นยิ้มเล็กน้อย แล้วก็ลุกขึ้น
"ข้าเข้าไปนอนก่อนนะคะ วันพรุ่งนี้ยังมีทางไกล"
"ยังอีกสิบเจ็ดวัน"
เธอพยักหน้า ก้าวผ่านเขาไปหน้าประตูบ้าน แล้วหยุดอยู่ครู่ก่อนเข้าไป
"ท่านเว่ย"
"อะไร"
"ปราณฮวนที่ท่านพูดถึง" เธอพูดโดยหันหลังให้เขา "ถ้ามันวนกลับมาหาตัวเองได้ แปลว่ามันไม่สูญหายไปไหน ต่อให้ใช้ไปเท่าไหร่ก็ยังอยู่"
"ถูกต้อง"
เธอเงียบอยู่ครู่
"ข้าว่าคนก็เป็แบบนั้นเหมือนกัน" เธอพูดเบา ๆ "บางอย่างที่คิดว่าสูญไปแล้ว จริง ๆ แล้วมันแค่วนกลับมาในรูปแบบอื่น"
แล้วเธอก็เดินเข้าบ้านโดยไม่รอการตอบสนอง
เว่ยหันเฉินนั่งอยู่ที่ลานดินคนเดียว มองโคมน้ำมันที่ลุกอยู่เบา ๆ ในความเงียบ
ลมพัดผ่านสวนผักข้าง ๆ เสียงใบไม้ไหวเบา
เขานึกถึงคำพูดนั้นซ้ำในหัวอีกครั้ง
บางอย่างที่คิดว่าสูญไปแล้ว จริง ๆ แล้วมันแค่วนกลับมาในรูปแบบอื่น
มือซ้ายของเขาขยับมาที่กระเป๋าตามนิสัย ััพื้นผิวกล่องไม้ เย็นและคุ้นเคย
แล้วก็นึกถึงสิ่งที่รู้สึกในอกั้แ่คืนที่เดินเข้าตรอกในฝนที่เหอหยาง สิ่งที่เขาบอกตัวเองมาตลอดว่าคือหน้าที่และงาน
แต่คืนนี้ เขายอมให้ตัวเองนั่งอยู่กับสิ่งนั้นนาน กว่าปกติ
ก่อนจะลุกขึ้น เข้าไปนอน และเตรียมพร้อมสำหรับวันพรุ่งนี้ที่ยังมีทางอีกไกล