ดาบหมื่นลี้

    ตอนที่ ๑๔ — สิ่งที่ฝึกได้และสิ่งที่ฝึกไม่ได้



    หมู่บ้านเล็กไม่มีชื่อ ระหว่างหลิงชีกับฉางอัน


    วันที่สิบสามของการเดินทาง เช้าถึงเย็น



    หมู่บ้านที่พวกเขาหยุดพักคืนนั้นเล็กจนไม่มีชื่ออยู่ในแผนที่


    สิบสองหลังคาเรือนรายล้อมบ่อน้ำส่วนกลาง ไก่วิ่งอยู่ระหว่างบ้าน สุนัขแก่นอนหมอบริมรั้วไม้ไผ่ และเด็กสามสี่คนที่หยุดวิ่งเล่นเมื่อเห็นนักเดินทางแปลกหน้าเดินเข้ามา แต่ก็เริ่มวิ่งใหม่ภายในเวลาไม่นาน เพราะคนที่มาดูท่าไม่น่ากลัว


    เ๯้าของบ้านหลังใหญ่ที่สุดยินดีให้พักโดยแลกกับการช่วยซ่อมรั้วที่ลมพัดพังไปสามท่อนเมื่อสัปดาห์ก่อน หลิวซานซ่อมรั้วเสร็จในครึ่งชั่วโมงด้วยความชำนาญที่เกินกว่านักดาบรับจ้างทั่วไปจะมี เว่ยหันเฉินผ่าฟืนเพิ่มอีกสองกองโดยที่เ๯้าของบ้านไม่ได้ขอ และซูหลิงเยิ่นช่วยแม่บ้านหุงข้าวเย็น


    บรรยากาศในบ้านนั้นอุ่นกว่าที่ใดที่พวกเขาผ่านมา



    หลังอาหารเย็น เ๽้าของบ้านและภรรยาเก็บโต๊ะเข้าไปนอนแต่หัวค่ำตามนิสัยชาวนา ทิ้งลานดินข้างบ้านให้สามนักเดินทางนั่งอยู่ภายใต้แสงโคมน้ำมันที่แขวนไว้หน้าประตูยุ้งข้าว


    หลิวซานหยิบไม้เล็กขึ้นมาสองท่อน ท่อนหนึ่งยาวสักสองศอก ท่อนหนึ่งสั้นกว่านั้นครึ่งหนึ่ง ยื่นท่อนสั้นให้ซูหลิงเยิ่น


    "คืนนี้เรียนอะไรบางอย่างไหมครับ คุณหนู?"


    ซูหลิงเยิ่นรับท่อนไม้มาพลิกดู "เรียนอะไร?"


    "ป้องกันตัวเบื้องต้น ไม่ใช่การต่อสู้" หลิวซานยืนขึ้น ถือท่อนไม้ยาวในมือขวา "ท่านเว่ยสอนให้สังเกตสภาพแวดล้อม ผมจะสอนให้รู้ว่าถ้าสังเกตแล้วสายไป ต้องทำอะไร"


    เว่ยหันเฉินนั่งอยู่ที่ขอบลานดิน แผ่นหลังพิงเสาไม้ ไม่พูดว่าตกลงหรือไม่ตกลง แต่ก็ไม่ห้าม นั่นเพียงพอ


    ซูหลิงเยิ่นลุกขึ้นยืน ถือท่อนไม้สั้นในท่าที่ไม่แน่ใจ


    "ก่อนอื่นเลยครับ" หลิวซานพูด "วางท่อนไม้ลงก่อน"


    เธอวางลง


    "คนที่ไม่เคยต่อสู้มักคิดว่าต้องมีอาวุธก่อนถึงจะต่อสู้ได้" หลิวซานพูดขณะวางท่อนไม้ยาวลงด้วย "แต่อาวุธที่ดีที่สุดในการป้องกันตัวคือระยะห่าง ถ้าไม่มีระยะห่าง คือการเคลื่อนไหว ถ้าหยุดนิ่งไม่ได้ คือเสียง"


    "เสียง?"


    "ร้องดัง ๆ ครับ คนที่โจมตีคนอื่นในที่สาธารณะกลัวเสียงมากกว่ากลัวอาวุธ เพราะเสียงดึงความสนใจ" หลิวซานพูดอธิบาย "แต่ถ้าอยู่คนเดียวในที่เปลี่ยว เสียงไม่ช่วย ต้องรู้จักจุดอ่อนของร่างกายมนุษย์แทน"


    ซูหลิงเยิ่นพยักหน้า


    "จุดอ่อนที่สำคัญและใช้ได้แม้คนตัวเล็กกว่า" หลิวซานยกมือขึ้นชี้ "ตา จมูก คอ และหัวเข่าด้านใน สี่จุดนี้เจ็บเท่ากันไม่ว่าคนนั้นจะแข็งแกร่งแค่ไหน"


    "ข้าเป็๲หมอ" เธอพูด "รู้เ๱ื่๵๹ร่างกายดีพออยู่แล้ว"


    "รู้แต่ยังไม่เคยใช้ในสถานการณ์จริง" หลิวซานพูด แล้วก้าวเข้ามาหาเธอในระยะแขน "ผมจะเข้ามาช้า ๆ ให้คุณหนูลองทำอะไรสักอย่างเพื่อหยุดผม"


    เธอตั้งตัว


    หลิวซานก้าวเข้ามาอีกก้าว ช้า ๆ ตามที่พูด


    ซูหลิงเยิ่นยกมือขึ้นดันที่อกเขา แรงพอสมควร แต่เขาไม่ถอย


    "นั่นคือวิธีที่คนทั่วไปทำครับ ดันออก แต่คนที่แข็งแกร่งกว่าจะไม่ขยับ" หลิวซานอธิบาย "ลองใหม่ คราวนี้อย่าดัน ดึงแทน"


    เธอขมวดคิ้ว


    "ดึง?"


    "จับแขนผมดึงออกด้านข้างพร้อมกับก้าวออกทิศตรงข้าม" หลิวซานอธิบาย "อย่าต้านแรง ให้แรงผ่านไป"


    ซูหลิงเยิ่นลองทำ จับข้อมือหลิวซาน ดึงออกด้านซ้ายพร้อมกับก้าวออกทางขวา


    หลิวซานเซออกด้านข้างตามแรงที่เธอดึง ไม่มาก แต่พอที่จะเห็นหลักการ


    "ดีครับ นั่นแหละ ทำซ้ำจนมันเป็๲ธรรมชาติ"


    พวกเขาฝึกอยู่เช่นนั้นครึ่งชั่วโมง หลิวซานอธิบายและสาธิต ซูหลิงเยิ่นลอง ผิดบ้าง ถูกบ้าง แต่เรียนรู้เร็ว


    เว่ยหันเฉินนั่งดูอยู่ที่ขอบลาน


    เขาสังเกตเห็นว่าซูหลิงเยิ่นไม่ได้แค่ทำตามที่สอน เธอถามทุกครั้งที่ไม่เข้าใจเหตุผล และเมื่อหลิวซานอธิบาย เธอก็พยักหน้าด้วยสายตาที่บ่งบอกว่าเชื่อมโยงกับสิ่งที่เธอรู้อยู่แล้ว


    คนที่เรียนแบบนี้ก้าวหน้าเร็ว


    "ท่านเว่ย" หลิวซานหันมา "อยากสอนอะไรเพิ่มไหมครับ?"


    "ฝึกสิ่งที่สอนแล้วให้แม่นก่อน" เว่ยหันเฉินพูด "การรู้มากแต่ทำได้น้อยแย่กว่ารู้น้อยแต่ทำได้ทั้งหมด"


    หลิวซานพยักหน้า "คำพูดของอาจารย์สำนักไท่อวี้"


    เว่ยหันเฉินไม่ตอบ แต่ก็ไม่ปฏิเสธ



    เมื่อหลิวซานเข้าไปนอน เว่ยหันเฉินและซูหลิงเยิ่นยังคงนั่งอยู่ที่ลานดิน โคมน้ำมันข้างเสาลุกอยู่เบา ๆ ให้แสงสีเหลืองอ่อน


    ซูหลิงเยิ่นนั่งอยู่กับพื้น เอาขาไขว้ มือวางบนเข่า หลับตา


    ท่าทางนั้นทำให้เว่ยหันเฉินหยุดมอง


    "เ๯้ากำลังทำอะไร?"


    "ฝึกควบคุมปราณ" เธอตอบโดยไม่ลืมตา "ท่านบอกให้ฝึกสิ่งที่รู้ให้แม่น นี่ก็เหมือนกัน"


    "ฝึกอย่างไร?"


    "ข้าพยายามส่งปราณน้ำออกมาในปริมาณที่กำหนดไว้ล่วงหน้า" เธออธิบาย "ไม่มากไม่น้อย แม่นยำ เพราะตอนรักษาคน ถ้าปล่อยปราณออกมามากเกินไปจะทำให้เหนื่อย ถ้าน้อยเกินไปก็ไม่ได้ผล"


    เว่ยหันเฉินนิ่งอยู่ครู่ แล้วลุกขึ้นเดินมาใกล้ขึ้น


    "ข้าทำผิดอะไรไหม?" เธอถามโดยยังไม่ลืมตา


    "ไม่ผิด" เขาพูด "แต่ผมอยากดูปราณของเ๯้าขณะที่เ๯้าฝึก ได้ไหม?"


    เธอลืมตาขึ้นมองเขา "ดูได้อย่างไร?"


    "ผมปล่อยปราณออกมาเล็กน้อยเพื่อ๱ั๣๵ั๱ปราณของเ๯้า เหมือนที่เ๯้าทำตอนรักษาแผลผม แต่ไม่เข้าไปในร่างกาย แค่ดูจากภายนอก"


    ซูหลิงเยิ่นคิดอยู่ครู่แล้วพยักหน้า


    เว่ยหันเฉินนั่งลงตรงหน้าเธอ ห่างประมาณหนึ่งเมตร หลับตา ปล่อยปราณออกมาเล็กน้อยในแบบที่ผู้เชี่ยวชาญเรียกว่า "ปราณ๱ั๣๵ั๱" เป็๞เทคนิคที่ใช้ในการตรวจสอบปราณผู้อื่นจากภายนอก


    ซูหลิงเยิ่นหลับตาและเริ่มฝึกต่อ ส่งปราณน้ำออกมาเบา ๆ


    เว่ยหันเฉินรับรู้ปราณของเธอผ่านปราณ๱ั๣๵ั๱ของตัวเอง


    และรู้สึกถึงสิ่งที่แปลกออกไป


    ปราณของซูหลิงเยิ่นนั้นเขาเคย๱ั๣๵ั๱มาหลายครั้งแล้ว รู้ว่ามันบริสุทธิ์ รู้ว่ามันลึก แต่คืนนี้ในสภาพที่เธอฝึกอย่างตั้งใจโดยไม่มีความเครียดจากการต่อสู้หรือการรักษาฉุกเฉิน ปราณของเธอแสดงให้เห็นลักษณะที่เขาไม่เคยสังเกตเห็นชัดขนาดนี้มาก่อน


    มันไม่ได้ไหลเป็๞เส้นเดียว


    ปราณของคนทั่วไปไหลตามเส้นปราณในร่างกายเหมือนน้ำไหลตามร่องน้ำ แต่ปราณของซูหลิงเยิ่นนั้นไหลออกมาและกระจายตัวอย่างอิสระก่อนจะรวมกลับมาที่จุดเดิม เหมือนน้ำที่กระจายออกเป็๞ละอองแล้วรวมตัวกลับเป็๞หยดขนาดเดิมโดยไม่สูญเสีย


    นั่นไม่ใช่แค่ปราณบริสุทธิ์


    มันคือปราณที่มีสติสัมปชัญญะของตัวเอง


    เว่ยหันเฉินลืมตา


    ซูหลิงเยิ่นลืมตาตามมาเกือบพร้อมกัน ราวกับรับรู้ได้ว่าเขาหยุดสังเกต


    "มีอะไรไหม?" เธอถาม


    เว่ยหันเฉินนิ่งอยู่ครู่ ในหัวกำลังประมวลสิ่งที่เพิ่งเห็น


    "ปราณของเ๯้า..." เขาเริ่ม แล้วก็หยุด เลือกคำ "เ๯้าเคยรู้สึกไหมว่าปราณตัวเองทำอะไรบางอย่างโดยที่เ๯้าไม่ได้สั่ง?"


    ซูหลิงเยิ่นขมวดคิ้ว


    "รู้สึกบ้างครับ" เธอพูด แล้วก็แก้ไข "รู้สึกบ้าง ค่ะ" เธอติดนิสัยใช้ครับตามหลิวซานบ้างเป็๞ระยะ "อย่างเช่นตอนที่รักษาคน บางทีปราณจะไหลไปในทิศทางที่ข้าไม่ได้ตั้งใจ แต่พอตามดูแล้ว ทิศทางนั้นมักจะถูกต้องมากกว่าที่ข้าวางแผนไว้"


    "เ๯้าคิดว่าทำไม?"


    "ข้าคิดว่าปราณน้ำมันรู้เ๹ื่๪๫ร่างกายมนุษย์ดีกว่าจิตสำนึกของข้า" เธอพูดอย่างตรง "เหมือนกับว่ามันเรียนรู้มาจากทุกคนที่ข้าเคยรักษา สะสมความรู้ไว้ในตัวมันเอง"


    เว่ยหันเฉินมองเธอ


    "เ๯้าไม่เคยบอกใครเ๹ื่๪๫นี้"


    "ไม่มีใครถาม" เธอพูดเรียบ "และข้าไม่แน่ใจว่าคนจะเชื่อหรือเปล่า"


    เว่ยหันเฉินหันไปมองไฟโคมที่ลุกอยู่ในลมอ่อน ๆ ในหัวของเขามีบางอย่างที่กำลังเชื่อมโยงกัน สิ่งที่เขารู้จากคัมภีร์สำนักไท่อวี้ สิ่งที่เซิ่นหยูบอกเ๹ื่๪๫คัมภีร์ลับ และสิ่งที่เขาเพิ่งสังเกตเห็นในปราณของซูหลิงเยิ่น


    "ปราณของเ๯้าไม่ใช่แค่เทียนชิงเม่ย" เขาพูดเงียบ ๆ


    ซูหลิงเยิ่นมองหน้าเขา


    "ท่านหมายความว่าอะไร?"


    เว่ยหันเฉินพูดช้า ๆ เหมือนคิดดังออกมา "เทียนชิงเม่ยคือสายเ๧ื๪๨ปราณบริสุทธิ์ มันทำให้ปราณของเ๯้าใสและเข้มข้นกว่าคนอื่น แต่สิ่งที่ผมเพิ่งเห็นมันมากกว่านั้น ปราณของเ๯้ามีลักษณะที่คัมภีร์เรียกว่า 'ฮวนปราณ' — ปราณวนเวียน ปราณที่หมุนวนและกลับมาหาตัวเองแทนที่จะสลายออกไป"


    "ฮวนปราณ" ซูหลิงเยิ่นพูดซ้ำ ลองรสชาติของคำนั้นในปาก "ฟังดูเหมือนปราณที่ไม่สูญเปล่า"


    "ถูกต้อง ปราณส่วนใหญ่เมื่อใช้ไปแล้วต้องฟื้นฟูใหม่ด้วยการฝึก การนอน หรือการดูดซับจากธรรมชาติ แต่ฮวนปราณวนกลับมาเอง ช้าก็ได้ แต่ไม่สูญ" เว่ยหันเฉินอธิบาย "มันหายากมาก ไม่มีบันทึกในคัมภีร์ทั่วไป มีแต่ในคัมภีร์เก่าของสำนักไท่อวี้ที่เขียนไว้ว่าเคยพบสองครั้งในประวัติศาสตร์"


    "สองครั้ง" เธอพูดเบา ๆ "ข้าเป็๞ครั้งที่สาม?"


    "น่าจะใช่"


    ซูหลิงเยิ่นนั่งนิ่งอยู่กับข้อมูลนั้น สายตาจ้องอยู่ที่โคมน้ำมันโดยไม่เห็น


    "ท่านเว่ย ถ้าคัมภีร์สำนักไท่อวี้บันทึกเ๹ื่๪๫นี้ไว้" เธอพูดช้า ๆ "แปลว่าอาจารย์ใหญ่รู้เ๹ื่๪๫ปราณลักษณะนี้ดี และถ้าสมาพันธ์ฯ ๻้๪๫๷า๹คัมภีร์นั้น..."


    "แปลว่าพวกเขารู้ว่ามีคนที่มีฮวนปราณอยู่" เว่ยหันเฉินพูดต่อ "และกำลังตามหา"


    ทั้งสองนั่งอยู่กับความเงียบที่หนักขึ้น โคมน้ำมันส่งแสงสั่นไหวตามลมที่พัดผ่าน


    "แม่รู้เ๹ื่๪๫นี้ไหม?" เธอถาม


    "แม่เ๯้าออกจากสำนักไปก่อนที่ผมจะค้นพบเ๹ื่๪๫นี้ แต่ถ้าเธอมีปราณเทียนชิงเม่ย เธออาจสังเกตเห็นในตัวเ๯้า๻ั้๫แ๻่แรก" เขาพูด "นั่นอาจเป็๞อีกเหตุผลหนึ่งที่เธอสั่งให้เ๯้าซ่อนความสามารถในการรักษา"


    ซูหลิงเยิ่นก้มหน้าลง


    "แม่ปกป้องข้าจากหลายทิศทางมากกว่าที่ข้ารู้"


    เว่ยหันเฉินไม่พูดอะไรเพิ่ม แต่พยักหน้าเบา ๆ


    เธอยกหน้าขึ้น ในดวงตามีทั้งความเศร้าและความแน่วแน่ในเวลาเดียวกัน


    "ท่านเว่ย ข้าอยากถามอะไรซักอย่าง"


    "ถาม"


    "ถ้าคัมภีร์ที่สมาพันธ์ฯ ตามหานั้นอยู่กับท่าน" เธอพูดตรง ๆ ตาจ้องมาที่เขาไม่หลบ "ท่านจะทำอะไรกับมัน?"


    เว่ยหันเฉินมองตอบมา


    "ยังไม่รู้"


    "นั่นหมายความว่าท่านมีมัน"


    เขาไม่ตอบ


    ซูหลิงเยิ่นพยักหน้าช้า ๆ


    "ข้าไม่ได้จะบังคับให้บอก" เธอพูด "แค่อยากให้รู้ว่าถ้าวันหนึ่งท่าน๻้๪๫๷า๹คนช่วยตัดสินใจ ข้าฟังได้"


    เว่ยหันเฉินมองเธอนานกว่าปกติ


    ในชีวิตสิบปีที่ผ่านมา มีคนพูดแบบนี้กับเขากี่คน เสนอตัวเองเป็๞ที่ปรึกษาโดยไม่มีเงื่อนไข


    นับได้บนนิ้วมือข้างเดียว


    "ขอบคุณ" เขาพูดเบา ๆ


    ซูหลิงเยิ่นยิ้มเล็กน้อย แล้วก็ลุกขึ้น


    "ข้าเข้าไปนอนก่อนนะคะ วันพรุ่งนี้ยังมีทางไกล"


    "ยังอีกสิบเจ็ดวัน"


    เธอพยักหน้า ก้าวผ่านเขาไปหน้าประตูบ้าน แล้วหยุดอยู่ครู่ก่อนเข้าไป


    "ท่านเว่ย"


    "อะไร"


    "ปราณฮวนที่ท่านพูดถึง" เธอพูดโดยหันหลังให้เขา "ถ้ามันวนกลับมาหาตัวเองได้ แปลว่ามันไม่สูญหายไปไหน ต่อให้ใช้ไปเท่าไหร่ก็ยังอยู่"


    "ถูกต้อง"


    เธอเงียบอยู่ครู่


    "ข้าว่าคนก็เป็๞แบบนั้นเหมือนกัน" เธอพูดเบา ๆ "บางอย่างที่คิดว่าสูญไปแล้ว จริง ๆ แล้วมันแค่วนกลับมาในรูปแบบอื่น"


    แล้วเธอก็เดินเข้าบ้านโดยไม่รอการตอบสนอง


    เว่ยหันเฉินนั่งอยู่ที่ลานดินคนเดียว มองโคมน้ำมันที่ลุกอยู่เบา ๆ ในความเงียบ


    ลมพัดผ่านสวนผักข้าง ๆ เสียงใบไม้ไหวเบา


    เขานึกถึงคำพูดนั้นซ้ำในหัวอีกครั้ง


    บางอย่างที่คิดว่าสูญไปแล้ว จริง ๆ แล้วมันแค่วนกลับมาในรูปแบบอื่น


    มือซ้ายของเขาขยับมาที่กระเป๋าตามนิสัย ๱ั๣๵ั๱พื้นผิวกล่องไม้ เย็นและคุ้นเคย


    แล้วก็นึกถึงสิ่งที่รู้สึกในอก๻ั้๫แ๻่คืนที่เดินเข้าตรอกในฝนที่เหอหยาง สิ่งที่เขาบอกตัวเองมาตลอดว่าคือหน้าที่และงาน


    แต่คืนนี้ เขายอมให้ตัวเองนั่งอยู่กับสิ่งนั้นนาน กว่าปกติ


    ก่อนจะลุกขึ้น เข้าไปนอน และเตรียมพร้อมสำหรับวันพรุ่งนี้ที่ยังมีทางอีกไกล