เหอหลี่น่าจ้องไปที่จ้าวเจิ้งถิงเขม็ง “คุณควงสาวสวยคนนี้มาร่วมงาน แล้วน้องสาวฉันล่ะ คุณเอาน้องสาวฉันไปไว้ที่ไหน!”
“น้องสาวเหรอ? คุณหมายถึงใคร?” จ้าวเจิ้งถิงทำหน้าสงสัย จากนั้นเขาก็ส่งยิ้มสดใสให้เหอหลี่น่า “คุณหมายถึงเหอหลี่จิ้งใช่ไหม”
“ฉันมีน้องสาวแค่คนเดียว”
จ้าวเจิ้งถิงคว้าสาวสวยที่ยืนอยู่ข้างๆ เข้ามาโอบที่เอวก่อนแนะนำเธออย่างเป็ทางการ “นี่คือหยวนหยวน เธอเป็ภรรยาของผม เราแต่งงานกันได้สามปีแล้ว และเราก็มีลูกชายด้วยกันแล้วหนึ่งคน ส่วนน้องสาวของคุณน่ะ ั้แ่วันนั้นผมก็ไม่ได้เจอเธออีกเลย”
เหอหลี่น่าขมวดคิ้วแน่น “คุณหมายถึงั้แ่วันที่เราถอนหมั้น คุณกับจิ้งจิ้งก็ไม่ได้เจอกันอีกเลยเหรอ ตอนนั้นไม่ใช่คุณหรอกเหรอที่บอกว่าคุณอยากแต่งงานกับเธอ”
“ตอนนั้นผมแค่อยากถอนหมั้น ไม่ว่าพ่อแม่หรือน้องสาวของคุณจะให้ผมพูดอะไร ผมก็พูดออกไปได้ทั้งนั้น”
“จ้าวเจิ้งถิง! ตกลงแล้วเื่มันเป็ยังไงกันแน่”
“คุณคะ” เกาหยวนพูดขึ้นอย่างไม่พอใจ “คุณจะมาเสียงดังใส่สามีฉันทำไมคะ ในเมื่อเขาบอกไปแล้วว่าเขาไม่รู้เื่อะไรเกี่ยวกับคนที่บ้านของคุณ และที่เขายอมเล่นละครไปกับคนพวกนั้นด้วยก็เพราะเขาอยากถอนหมั้นกับคุณเท่านั้น ถ้าคุณอยากรู้ทำไมคุณไม่ไปถามคนที่บ้านคุณเองล่ะ จะมาคาดคั้นสามีฉันทำไม”
เสียงของเกาหยวนดังจนคนแถวนั้นได้ยิน หลายคนหันมามองแล้วเริ่มกระซิบกระซาบ โจวิฮุ่ยกับหวงเหมยลี่ก็มองมาทางนี้เช่นกัน เมื่อเห็นสถานการณ์เริ่มไม่ดี โจวิฮุ่ยจึงรีบเดินมา
“เฉินซี นาน่า มีเื่อะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า”
“ไม่มีอะไรครับ เป็แค่เื่เข้าใจผิดกันเท่านั้น” ฮั่วเฉินซีรีบบอก “ผมต้องขอโทษด้วยนะครับพี่”
“เข้าใจผิดอะไร เห็นอยู่ชัดๆ ว่าผู้หญิงคนนี้เข้ามาหาเื่สามีฉันก่อน” เกาหยวนยังพูดอย่างไม่พอใจ
“หยวนหยวน คุณใจเย็นก่อนนะ” จ้าวเจิ้งถิงพูดกับภรรยาอย่างเอาใจ หากเขาไม่ยอมห้าม มีหวังภรรยาได้พังงานเลี้ยงในวันนี้แน่ โครงการความร่วมมือกับซินฟาซูเปอร์มาร์เก็ตก็คงจะหมดหวัง
แม้จะยังรู้สึกไม่พอใจ แต่เกาหยวนก็ยังมองสถานการณ์ออก “ถ้าอย่างนั้นฉันจะกลับไปรอที่รถก็แล้วกัน”
“พี่ิฮุ่ย พี่พาผมไปทักทายพี่สะใภ้ทีสิครับ แล้วผมก็อยากเห็นหลานชายแล้วด้วยว่าจะตัวอวบอ้วนเหมือนที่พี่บอกหรือเปล่า” ฮั่วเฉินซีช่วยแก้สถานการณ์ต่อ
โจวิฮุ่ยก็เข้าใจเช่นกัน เขารีบตอบรับ “ได้สิ ฉันรับรองว่าถ้านายได้เห็นลูกชายของฉัน นายต้องไม่คิดว่าเขาอายุแค่ขวบเดียวแน่ บางทีฉันยังคิดเลยว่าอีกไม่เกินสองเดือน ลูกชายฉันคงวิ่งเตะบอลได้คล่องแล้ว”
เมื่อทุกคนกระจายตัวออกไป บริเวณนั้นจึงมีเพียงเหอหลี่น่ากับจ้าวเจิ้งถิงที่ยังยืนอยู่
เหอหลี่น่ายังคงไม่พูดอะไร สุดท้ายจ้าวเจิ้งถิงก็เป็ฝ่ายทนไม่ไหว เพราะั้แ่ที่เขากับเธอยังเป็คู่หมั้นกันอยู่ ทุกครั้งที่เธอเงียบเพื่อรอคำตอบ ก็เป็เขาที่จะเป็ฝ่ายเริ่ม
“เอาล่ะเอาล่ะ ตกลงคุณอยากรู้เื่อะไร”
“ทุกเื่ที่คุณรู้ และคุณต้องเล่าให้ฉันฟังอย่างละเอียดด้วยว่าตกลงวันนั้นมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
“ผมก็ไม่ได้รู้ทุกเื่เกี่ยวกับครอบครัวของคุณหรอกนะ ผมจะเล่าในส่วนที่ผมรู้ก็แล้วกัน” จ้าวเจิ้งถิงมองเหอหลี่น่าอีกครั้งก่อนจะพูดต่อ “วันนั้นที่ผมไปที่บ้านของคุณก็เพราะผมจะไปขอถอนหมั้น แต่ตอนนั้นคุณไปทำธุระยังไม่กลับพอดี คุณพ่อ คุณแม่ แล้วก็น้องสาวของคุณก็เลยขอให้ผมช่วยเล่นละครว่าผมกับจิ้งจิ้งแอบคบกันอยู่
ทีแรกผมก็ไม่เห็นด้วย เพราะผมรู้ว่าคุณเป็คนมีเหตุผล ขอแค่ผมบอกว่าผมไม่ได้รักคุณและผมกำลังจะแต่งงานกับคนอื่น คุณก็ต้องยอมถอนหมั้นกับผมอยู่แล้ว แต่คุณพ่อคุณแม่ของคุณกลับบอกว่าถ้าไม่ทำให้คุณรู้สึกเจ็บที่โดนหักหลัง คุณก็จะไม่ยอมตัดใจ
ตอนนั้นหยวนหยวนท้องลูกชายผมได้หนึ่งเดือนแล้ว ผมก็เลยต้องรีบจัดงานแต่งเพราะไม่อยากให้เธอถูกคนอื่นนินทา ผมอยากให้เื่มันจบเร็วๆ ก็เลยรับปากเล่นละครไปกับพวกเขา แต่ไม่คิดว่านอกจากการถอนหมั้น ผมกลับได้เข้าไปเป็พยานที่พวกเขาประกาศตัดสัมพันธ์กับคุณอีก ผมสาบานได้เลยนะนาน่าว่าเื่ตัดสัมพันธ์ผมไม่รู้เื่ด้วยเลยจริงๆ”
“แล้วหลังจากนั้นคุณก็ไม่ได้ติดต่อกับพวกเขาเลยเหรอ”
“ผมไม่เคยติดต่อกับพวกเขาอีกเลยจริงๆ พอผมคืนของหมั้นเสร็จ ผมก็นั่งเครื่องบินกลับมาที่เมืองหยางิทันทีเลย” จ้าวเจิ้งถิงหยุดคิด “ตอนที่ผมกลับมาบอกพ่อกับแม่ว่าผมถอนหมั้นกับคุณแล้ว ผมก็เตรียมใจไว้แล้วนะว่าพวกเขาต้องด่าผมกลับมาแน่ๆ แต่ผิดคาด ทั้งที่พ่อกับแม่ของผมชอบคุณมากขนาดนั้น แต่นอกจากพวกเขาจะไม่ด่า พวกเขากลับชมผมเสียยกใหญ่ที่ผมรีบถอนหมั้นมาได้ ผมเคยถามพวกเขาอยู่เหมือนกันว่าทำไมพวกเขาถึงได้ดีใจขนาดนั้น แต่พวกเขาบอกแค่ว่ามันเป็เื่ของคนอื่นไปแล้ว ผมไม่จำเป็ต้องรู้ นาน่า...ตกลงว่าเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวของคุณกันแน่”
เหอหลี่น่าไม่ได้ตอบคำถาม ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากพูด แต่เธอไม่รู้ว่าเธอจะพูดอะไรออกไปต่างหาก ตกลงแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวของเธอกันแน่
คืนนั้นเหอหลี่น่าเล่าคำพูดทุกอย่างของจ้าวเจิ้งถิงให้ฮั่วเฉินซีฟัง ฮั่วเฉินซีสนับสนุนให้เธอกลับไปหาครอบครัว เพราะตัวเขาเองก็รู้สึกว่าเื่นี้มีอะไรแปลกๆ อยู่เหมือนกัน อีกอย่างหากเป็แค่เื่เข้าใจผิด เขาก็อยากจะให้คนรักกลับไปปรับความเข้าใจกับครอบครัว เพราะเขารู้ว่าเธอก็รักครอบครัวของเธอมากเช่นกัน
“เฉินซีคะ คุณทำอะไรอยู่เหรอคะ” เหอหลี่น่าเดินเข้ามานั่งตักคนรัก “หรือว่ามีโปรเจคใหม่เข้ามาอีกแล้ว”
ฮั่วเฉินซีจัดท่านั่งให้หญิงสาวนั่งอยู่บนตักแล้วพิงหลังไปที่หน้าอกของเขา โดยที่มือซ้ายของเขาสวมกอดไปที่เอวของเธอ และมือขวาของเขากำลังคลิกเมาส์ “นาน่า บริษัทของคุณพ่อของคุณปิดกิจการไปเมื่อสามปีที่แล้ว”
เหอหลี่น่าจ้องไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างใ “ปิดกิจการ! จะเป็ไปได้ยังไงคะ”
ฮั่วเฉินซีชี้นิ้วไปบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เปิดค้างอยู่ “ผมเข้าไปตรวจสอบรายชื่อเ้าของกิจการในเว็บไซต์แล้ว บริษัทส่งออกอาหารแช่แข็งของคุณพ่อของคุณประกาศปิดกิจการไปแล้วจริงๆ จากข้อมูลที่บันทึกไว้ พวกเขาได้ขายทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่เพื่อทำการชำระบัญชี แต่ก็ยังมีหนี้สินคงค้างอยู่บางส่วน แม้จะไม่ใช่เงินจำนวนมากแต่เมื่อคิดว่าพวกเขาไม่มีสินทรัพย์ที่จะเอามาแปลงเป็เงินได้ หลังจากนี้พวกเขาคงใช้ชีวิตอย่างยากลำบากเหมือนกัน นาน่า...ผมคิดว่าตอนนั้นที่พวกเขาจงใจตัดสัมพันธ์และไล่คุณออกจากบ้าน บางทีพวกเขาอาจกำลังทำเพื่อคุณอยู่ก็ได้”
“เฉินซีคะ คุณบอกว่าพวกเขาขายทรัพย์สินไปจนหมดเพื่อทำการชำระหนี้ แล้วบ้านล่ะคะ พวกเขาได้ขายบ้านไปหรือเปล่า”
“บ้านตระกูลเหอก็ถูกขายไปแล้วเหมือนกัน”
“แล้วตอนนี้พวกเขาย้ายไปอยู่ที่ไหน คุณตรวจสอบได้ไหม”
“ผมตรวจสอบเฉพาะรายชื่อของบริษัทขนาดใหญ่ แต่ข้อมูลของผู้ประกอบการรายย่อยผมยังไม่ได้เข้าไปดู”
ฮั่วเฉินซีโอบคนรักไว้จากด้านหลัง เขาปล่อยให้เธอร้องไห้และไม่ได้ปลอบใจหรือไม่ได้พูดอะไรออกมา เขาอยากให้เธอร้องไห้ออกมาให้มากที่สุด เพราะการเสียน้ำตาก็คือการได้ปลดปล่อย
ณ ชุมชนไห่ถัง
ห้องแถวสองคูหาในชุมชนไห่ถังมีลูกค้าแวะเวียนเข้ามาใช้บริการมากมาย ห้องหนึ่งเป็ร้านขายอาหารของหวังลี่อิง ส่วนอีกห้องหนึ่งเป็ร้านขายอาหารว่างและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ
“จิ้งจิ้งจ้ะ ทำความสะอาดโต๊ะเสร็จหนูก็กลับไปช่วยงานคุณพ่อคุณแม่ได้เลยนะจ๊ะ” หวังลี่อิงบอกกับเด็กสาว
“คุณน้าไม่ให้หนูอยู่ช่วยเตรียมของขายสำหรับวันพรุ่งนี้ก่อนเหรอคะ” เหอหลี่จิ้งทำความสะอาดเสร็จก็เดินมาหาหวังลี่อิง “หรือว่าพรุ่งนี้คุณน้าจะปิดร้านคะ”
“น้าว่าจะปิดร้านหนึ่งวันจ้ะ จะออกไปทำธุระสักหน่อย”
เหอหลี่จิ้งขมวดคิ้ว “หนูพอจะทำอาหารง่ายๆ เป็อยู่บ้าง คุณน้าให้หนูเปิดร้านรอไหมคะ ถ้าปิดไปเลย หนูกลัวว่าลูกค้าจะไม่มีที่สั่งอาหารน่ะค่ะ”
“ปกติเราสองคนทำงานก็แทบไม่ทันแล้ว ถ้าหนูอยู่คนเดียว น้ากลัวว่าหนูจะเหนื่อยเกินไป”
“เหนื่อยยังไงหนูก็ทนไหวค่ะ ถ้าไม่ได้คุณน้า หนูก็คงไม่มีงานทำ” เหอหลี่จิ้งยิ้มเศร้า เธอเรียนจบมหาวิทยาลัยในสาขาการบัญชีด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง แต่ไปสมัครงานที่ไหนก็ไม่มีใครรับเธอเข้าทำงาน เหตุผลเพราะตระกูลเหอปิดกิจการไปแล้วก็จริง แต่พวกเขาก็ยังมีหนี้สินที่ยังไม่ได้ชำระ ดังนั้นการจะรับเ้าหน้าที่บัญชีที่มีภาระหนี้สินติดตัวเข้าทำงาน บริษัทจึงมองว่าเป็ความเสี่ยง
คุณพ่อเหอกับคุณแม่เหอจึงนำเงินเก็บก้อนสุดท้ายมาเช่าร้านขายอาหารว่างและเครื่องดื่ม ซึ่งก็บังเอิญว่าร้านที่พวกเขาเช่าเป็ร้านค้าที่เหอหลี่น่าซื้อไว้ก่อนที่เธอจะเดินทางไปประเทศ S
แต่ร้านขายอาหารว่างเหอจี้เป็แค่ร้านเล็กๆ ที่คุณพ่อกับคุณแม่ทำก็เพียงพอแล้ว เหอหลี่จิ้งจึงคิดจะไปสมัครเป็คนส่งอาหารเพราะอยากหารายได้ช่วยครอบครัวอีกทางหนึ่ง แต่คุณพ่อคุณแม่ไม่ยอมเพราะเป็ห่วงความปลอดภัยของลูกสาว
หวังลี่อิงที่เคยอ่านประกาศการตัดสัมพันธ์ของตระกูลเหอมาก่อน เธอเกิดความสงสัยว่าเด็กสาวนิสัยดีอย่างเหอหลี่น่าทำไมถึงถูกครอบครัวตัดสัมพันธ์ เธอจึงตัดสินใจปล่อยหน้าร้านให้ตระกูลเหอเช่าเพื่อจะสืบหาความจริง
จนกระทั่งหวังลี่อิงกับครอบครัวเหอสนิทสนมกัน เธอถึงได้รู้ว่าการที่ตระกูลเหอประกาศตัดสัมพันธ์ในวันนั้นก็เพื่อปกป้องเหอหลี่น่า หวังลี่อิงจึงคอยช่วยเหลือตระกูลเหอทุกอย่าง ั้แ่การคิดเมนู การพาไปตลาดเพื่อเลือกซื้อวัตถุดิบ รวมถึงค่าเช่าที่เหอหลี่น่าเคยบอกไว้ว่าจะปล่อยเช่าแต่สามพันหยวน แต่เธอก็คิดแค่หนึ่งพันหยวน
เมื่อรู้ว่าเหอหลี่จิ้งสมัครงานไม่ผ่านเพราะภาระหนี้สิน หวังลี่อิงจึงให้เหอหลี่จิ้งมาช่วยงาน เธอยังภาวนาให้เหอหลี่น่ารีบติดต่อมา เพราะเธออยากให้เด็กสาวรู้ความจริงว่าครอบครัวไม่ได้ทอดทิ้ง
“ถ้าหนูไม่เหนื่อยหนูจะเปิดร้านก็ได้ ขายแค่ข้าวหน้าหมูตุ๋นอย่างเดียวก็พอ ถ้าธุระเสร็จเร็วน้าจะรีบกลับมาช่วย” เหอลี่อิงยิ้มให้เหอหลี่จิ้ง ‘ฉันจะไปบริษัทเอเจนซีเพื่อให้พวกเขาช่วยติดต่อกับหนูนาน่า ตระกูลเหอของพวกเธอจะได้ปรับความเข้าใจกันเสียที’