อา.. 130,000 ปีก่อนคริสต์ศักราชก่อนยุคน้ำแข็งใหญ่กลืนกินโลกาแห่งนี้ เื่ราวทั้งหมดได้เริ่มต้นขึ้นที่อาณาจักรอินดัสโบราณใต้ร่มเงาแห่งขุนเขาหิมาลายัน
จากหมู่บ้านเล็กเลียบริมคงคาท่ามกลางผืนไพรอันเขียวชอุ่ม สลับกับเมืองใหญ่อันประดับประดาด้วยสถาปัตยกรรมอินเดียสูงใหญ่ตระหง่านสลับบ้านหลังเล็กหลังน้อยของไพร่ฟ้า ทว่ามิมีนครใดในอินดัสจะตระการตาไปกว่า “ มารุยันนคร ” เมืองหลวงอันเป็ที่ประทับแห่งมหาาาผู้เป็ดุจดั่งพ่อของแผ่นดินนี้
ณ พระราชวังแห่งกษัตราในการอารักขาจากกำแพงหินผาสูงใหญ่สลักลายงดงาม บัดนี้ปรากฏกลุ่มชาวบ้านนุ่งห่มน้อย ปกปิดเพียงจุดสำคัญ ผู้ชายโพกหัวไว้หนวด เข้ามาร้องทุกข์กับทหารเฝ้าประตูอาวุธอารยธรรมอินเดียครบมือท่าทางแข็งขันสองนาย
“ ข้าขอย้ำว่าบัดนี้องค์ชายทรงเสด็จประพาสต่างแดน ส่วนพระเ้าอยู่หัวทรงติดราชการแผ่นดินอยู่ !! พวกเ้าจงกลับไปก่อนเถิด ” ทหารเฝ้าประตูนายหนึ่งกล่าวเสียงแข็ง กระนั้นเองการรบเร้า
“ ทะ ทว่าหลายราตรีอันล่วงเลยมา พวกเราต่างเห็น กลุ่มคนท่าทางลับลมคมในป้วนเปี้ยนบริเวณบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ จึงเกรงว่าจะเป็เหตุแห่งอาเพศ กรุณาส่งผู้ใดมาตรวจสอบด้วยเถิด !! ”
ทหารสองนายมองหน้ากันและกันไม่รู้จะทำเช่นใดส่วนชาวบ้านยังคงอ้อนวอนต่อไป ทันใดนั้นเอง
“ เช่นนั้นข้า พรานคนสนิทของเ้าชายสุธนขออาสาไปสืบสวนเื่นี้ด้วยตัวเอง ” น้ำเสียงทุ้มไม่เสนาะหูดังจากเื้ักลุ่มชาวบ้าน
ปรากฏชายผิวคล้ำร่างใหญ่หนวดเฟิ้ม ผมเผ้ารุงรังตามตัวเต็มไปด้วยอุปกรณ์ล่าสัตว์แบกคันธนูไว้บนหลังเนื้อตัวคละคลุ้งด้วยกลิ่นพงไพร
“ พรานบุญ ! เช่นนั้นพวกข้าคงต้องรบกวนท่านด้วย ”
หลังจากชาวบ้านเล่าเหตุการณ์อย่างละเอียดแก่พรานต่างแยกย้ายกันกลับไป ส่วนพรานออกเดินตามท้องถนนแห่งพระนคร
พอเห็นผู้คนมากหน้าขวักไขว่บนท้องถนนแต่งตัวแตกต่างกันโดยวรรณะ บ้างเดินไปมา บ้างสนทนากันและกัน บ้างฝึกศาสตราอาวุธและมนตรา บ้างโยคะบำเพ็ญตนในเพลาเที่ยงวัน จึงครุ่นคิดในใจ
*ในพระนครช่างมากด้วยผู้คนหลายวรรณะ พวกชนชั้นสูง (*High born ) ว่ากันว่ามาจากดินแดนไกลโพ้น ศาสตราเวทมนต์มีภาษาชั้นสูงเฉพาะ
ตำนานกล่าวไว้ว่าสายเืแห่งบิดาผู้ให้กำเนิดชนชั้นสูง นั้นเป็ผู้ปกครองอาณาจักรแห่งนี้และอาณาจักรแห่งดินแดนไกลโพ้นจากวาจาขององค์ชายสุธน
นอกนั้นดำรงตำแหน่งนักปราชญ์ ข้าราชการ หรือนักรบชั้นสูงผู้เชี่ยวชาญทั้งมนตราและลมปราณผ่านการบำเพ็ญตนลือลั่นกันว่าตัวเบาจนเดินบนผิวน้ำได้ กายาแข็งดุจเหล็กกล้า
*ส่วนชนชั้นล่าง (*Low born ) ต่างเป็ผู้น้อย ข้าแผ่นดิน อยู่ภายใต้การปกครองของพระราชวงศ์และทหารอันเกรียงไกร
*กับวรรณะเฉกเช่นตัวข้าลูกครึ่ง (*Half born ) ว่ากันว่าแม้ชนชั้นสูงแม้นทรงพลัง แต่ก็มีบุตรยาก บางคนยอมเลือกชนชั้นล่างมาเป็คู่ครองเพื่อให้สายเืของตนสืบทอดต่อไป
หากฟ้าเป็ใจลูกครึ่งบางคนสามารถใช้มนตราได้ไม่แพ้ชนชั้นสูง ผิดกับตัวข้าไร้วาสนาจะใช้มัน ต้องเป็พรานดำรงชีพจนได้รับพระเมตตาจากองค์ชาย.....
ยามราตรีมาเยือน อุทัยจักลับฟ้ายกนภาแด่จันทราเพียงชั่วยาม
พรานบุญลัดเลาะตามพุ่มไม้อย่างคล่องแคล่วเงียบเชียบด้วยประสบการณ์ชาวป่าชั่วชีวิต เพื่อมุ่งไปบ่อน้ำมหัศจรรย์น้ำใสดุจแก้วปรากฏละอองแสงลอยขึ้นมาตลอดเวลา ริมสระมากด้วยบุปผานานาพันธุ์ล้วนเติบโตงดงามเปล่งปลั่งกว่าดอกไม้ทั่วไป
ว่ากันว่าหากเอาน้ำไปรดพืชผักชนิดใดจะงอกเงยออกผลงดงามและเลิศรสดุจ์ประทาน
มิรอให้เวลาผ่านไปโดยสูญเปล่า พรานฉมังตระเตรียมจุดเฝ้ามอง ณ ยอดไม้สูง พร้อมวางกับดักเผื่อทางหนีทีไล่ หากสถานการณ์ไม่เป็ไปดั่งที่คาด
พลบค่ำผ่านพ้นไป ความมืดสงัดเข้ามาแทนที่ จนเหลือเพียงเสียงพฤกษาลู่ลมปนเสียงแมลงราตรี
พรานยังคงซ่อนเร้นบนจุดเฝ้ามองอย่างไม่ลดละ กระทั่งได้ยินเสียงกลุ่มคนฝ่าพฤกษาเข้ามาบริเวณริมสระ หนึ่งในนั้นห่มดำเยี่ยงพราหมณ์ ทว่าทั่วกายาเต็มไปด้วยรอยสัก!
ส่วนสองคนที่เหลือนั้นร่างใหญ่ผิดมนุษย์มนา สวมชุดเกราะหนาสีดำ ลวดลายอินเดียแข็งกร้าวกว่าทหารนคร ทว่าปราศจากสิ่งใดจะน่าดึงดูดสายตาไปกว่าหน้ากากขมึงขังเขี้ยวยาวดั่งอสูรกาย
พราหมณ์ห่มดำถือกระบอกปั้นดิ้นเผาแผ่ควันดำออกมา ก่อนจะนั่งประกอบพิธีร่ายมนต์คาถาจนฝุ่นรอบกายรวมตัวกันเป็อักขระลึกลับนับไม่ถ้วนขยับไปมา
แม้นไม่เข้าใจในเนื้อหาพิธีพรานรู้โดยสัญชาตญาณว่ามิอาจปล่อยให้มันดำเนินต่อไปได้ หากจะไปร้องขอความช่วยเหลือคงไม่ทันการ เร่งหยิบลูกธนูขึ้นมาง้างคันธนูเล็งใส่จอมขมังเวทย์แล้วยิงออกไป ทว่า..
ผู้ติดตามนายหนึ่งกลับจับศรนั้นได้ทันท่วงที ! มันใช้เพียงสองนิ้วหักธนูทิ้งในพริบตาราวกับไม้จิ้มฟัน ก่อนจะชี้มาทางพรานบุญแล้วะโบอกพรรคพวกออกไล่ล่าให้ทันที
พรานบุญเห็นท่าไม่ดี รีบะโลัดเลาะตามกิ่งไม้อัดคดเคี้ยวด้วยฝีเท้าอันปราดเปรียวว่องไวสลับกับเหลียวมองหลัง
แม้นใส่เกราะหนักแต่พวกมันก็ว่องไวดุจลิงตามมาอย่างกระชั้นชิด
ในที่สุดปรากฏคมดาบลึกลับบินมาเฉี่ยวหลังพรานจนเสียหลัก พลัดตกลงจากต้นไม้มานอนแน่นิ่ง
ไม่ช้าผู้ไล่ล่าตามลงมาทำท่าจะแบกร่างพรานขึ้นหลัง
ทว่า ทันใดนั้นเอง !!
พรานบุญนั้นกลับรวบรวมลมปราณไว้ค่อยท่าอยู่แล้ว ใช้ฝ่ามืออัดกระแทกเข้าหน้าไพรีเต็มแรง จนมันเซไปด้านหลัง เปิดโอกาสให้พรานถอยไปตั้งหลักได้
แม้นลมปราณจากการบำเพ็ญตนของข้าจะไม่แกร่งกล้าเท่าชนชั้นสูงทว่าคงพอซื้อเวลาให้ตัวข้าได้ ข้าต้องกลับไปรายงานทางพระนครให้ได้ ระหว่างบอกตัวเองในใจ กำลังจะออกวิ่งมือพลางกุมแผลบนหลังกลับต้องผงะ
เมื่อเห็นตนเองถูกสหายร่วมทางของไพรีในชุดเกราะหนักยืนดักหน้า อีกทั้งยังเสกกงจักรพลังงานโปร่งใสหมุนรอบนิ้วไปมาอย่างรวดเร็วดุจใบเลื่อย
พลังพิศวงนั่นมันอะไรกัน! ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลย*!?* ความคิดหวั่นวิตกปนสงสัยวนเวียนในหัว ภายใต้ใบหน้าเคร่งขรึมในกิริยาพร้อมต่อสู้
“ ประเดี๋ยวยักษาโทสะ มันผู้นั้นเป็ของข้า !! ” น้ำเสียงเกรี้ยวกราดกระหึ่มดั่งสายฟ้าฟาดก้องจากเื้ั
สิ้นเสียงคอของพรานบุญเหมือนโดนบีบแน่นจนหายใจไม่ออกด้วยมือที่มองไม่เห็น
ก่อนจะถูกพลิกตัวมาสบสายตาอริหน้ากากแตกเผยโฉมหน้าที่แท้จริง อันมีเค้าโครงของมนุษย์ ทว่ากะโหลกนั้นหนาเตอะ จมูกใหญ่กว้างพร้อมเขี้ยวยาวดุจอสูรกาย ดวงตาเปล่งแสงพลังงานออกมา หายใจเข้าออกเป็ไอร้อน
“ สวะเช่นเ้าริอาจมาขวางพิธีกรรมคืนชีพท่านราหูกระนั้นหรือ ช่างบังอาจยิ่งนัก !! ” ุ์ตะคอกใส่หน้าพรานบุญที่สติกำลังเลือนหายเพราะขาดอากาศ
“ ........................................................................................... ” ท่ามกลางสติเลือนรางหลังจากสลบไป พรานก็รู้สึกตัวเพราะเสียงบทสวดอาคมแปลกประหลาดแว่วเข้าหูตน
กระทั่งได้สติคืนจึงรู้ตัวว่าแขนขาตนถูกตรึงด้วยพลังบางอย่าง รีบลืมตาโพล่งขึ้นมา
แลเห็นตัวเองอยู่กลางวงเวทย์อักขระลึกลับ ปรากฏพราหมณ์ชุดดำท่องอาคมประกอบพิธี ส่วนองครักษ์ในชุดเกราะตนหนึ่งยืนคุมเชิงอยู่ ส่วนคู่แค้นของตนนั้นยื่นมือส่งพลังลึกลับพันธนาการแขนขาของตนอยู่
“ ก่อนเ้าม้วยมรณาข้าจะบอกเอาบุญ พลังที่เ้าประจักษ์อยู่นี้คือ “พลังจิต” ที่ท่านราหูผู้ปกครองที่แท้จริงแห่งอาณาจักรนี้เป็ผู้ค้นพบผ่านการบำเพ็ญตนขัดเกลาจิตจนทรงพลัง
ขณะที่พวกเขลาอย่างพวกเ้าหยุดอยู่แค่ลมหายใจ !!! แต่จงภูมิใจเสียเถิดที่เืเนื้อเ้าจะเป็ส่วนสำคัญของการคืนชีพของท่านราหู !
ความรู้ที่ถูกลืมเลือน พลังจิตอันไร้ขีดจำกัด จะกลับมาผงาดอีกครา !! เืเนื้อของเ้าจะเสริมมนตราให้แข็งแกร่งเป็เท่าทวี !!
โอ ท่านราหูผู้เสวยจันทรา โปรดจงคืนชีพมาอีกครา แล้วขจัดความเขลาบนโลกใบนี้ให้หมดสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งใหญ่ของท่านเถิดดดดดดดดดดดด!!!!!! ”
พรานบุญหัวใจเต้นระลึก หายใจไม่เป็จังหวะ พยายามดิ้นรนเอาตัวรอดจากบ่วงพลังจิตที่กั้นเขาระหว่างความเป็ความตายอย่างสุดชีวิต จนมิได้ใส่ใจคำสาธยายเสียสติของยักษาตนนั้น
กระทั่งเห็นดวงจันทร์บนฟากฟ้าถูกความมืดกลืนกินทีละเล็กน้อยจนเต็มดวง กระบอกเครื่องปั้นดินเผาแผ่ควันสีดำเปล่งแสงออกมาแล้วลอยขึ้นไปเป็ภาพซ้อนกับจันทรุปราคา ณ เื้ั
พราหมณ์ชุดดำกำมีดแน่นด้วยสองมือแล้วยกขึ้นฟ้า ขณะปากเอ่ยคาถาอย่างหนักแน่นเน้นคำต่อคำบ่งบอกว่าถึงจุดสำคัญแล้ว
ความกลัวกัดกินพรานบุญจนหมดสิ้น ทั้งกายสั่นเทิ้มเหงื่อกาฬแตกพล่านดิ้นสู้พันธนาการจนหมดแรงมองดูมีดอาคมพุ่งลงมาอย่างสิ้นหวัง
ชีวิตของข้าจะจบสิ้นเพียงเท่านี้!**? โปรดอภัยข้าด้วยองค์ชายสุธน ข้าล้มเหลวต่อท่าน และ อาณาจักรอินดัส !!!!
พรานบุญหลับตาทำใจอยู่แสนนานจนรู้ตัวว่ายังไม่โดนแทง ความประหลาดใจปนโล่งอก เอ่อล้นข้างใน
จึงลืมตาขึ้นมาอย่างเชื่องช้าทว่าถูกแสงจ้าแยงเข้าตา จึงเผลอยกมือมาบัง เป็เหตุให้รู้ตัวว่าพันธนาการพลังจิตนั้นได้คลายออกแล้ว
แว่วเสียงต่อสู้กับร้องโหยหวนเพียงครู่เดียวทุกอย่างเงียบสงัดโดยพลัน แม้นงุนงงกับสถานการณ์ปัจจุบันเพียงใดแต่แสงสว่างจ้าเกินกว่าวิสัยทัศน์จะดับความใคร่รู้ได้
เมื่อแสงจ้าอ่อนกำลังลงภาพหญิงสาวผิวขาวผมเทายาวดุจนางในวรรณคดีสยายปีกด้ายแสงนับไม่ถ้วนร้อยรวมกันอันพร่ามัวเพียงครู่เดียวครู่เดียว ก่อนที่นางจะย่อตัวลงมาเอานิ้วจิ้มลงมาเกิดแสงสว่างวาบโดยพลัน
“ ................. มโนราห์ ” แว่วเสียงสุดท้ายก่อนเข้าสู่ภวังค์
รู้สึกตัวอีกทีก็ถึงเพลาเช้าตรู่แล้วแสงอาทิตย์อ่อนดับความมืดมิดแห่งค่ำคืน นกน้อยมากมายบินออกจากรัง พรานบุญลุกขึ้นมาอย่างอิดโรยกวาดสายตารอบกายอย่างงุนงง
ไม่ปรากฏศพคนเ่าั้ แต่าแจากหลังข้ายืนยันว่าเหตุการณ์เพลาที่แล้วมิใช่ความฝันเป็แน่แท้ แม่นางมโนราห์นั้นเป็ผู้ใดกัน หาใช่มนุษย์หรือ*!? แต่บัดนี้ข้าจำต้องกลับไปรายงานเหตุการณ์กับทางพระนครมารุยันก่อน*
ทว่าขณะกำลังจะก้าวเท้าเดิน กลับต้องผงะเมื่อได้ยินเสียงอันน่าเลื่อมใสในหัว
“ ช้าก่อนเ้า !!! ” พรานบุญเหลียวหลังไปทางบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์
“ เ้ามิได้หูฝาดแต่เพียงใด ข้าติดหนี้บุญคุณเ้าใหญ่หลวงนัก หากไม่ตอบแทนสิ่งใดตัวข้าคงเสื่อมเสียไปสิบทิศ มัจฉาเผือกผู้นี้จะเป็คนนำเ้ามาหาข้าเอง ” น้ำเสียงน่าเกรงขามทรงพลังยังคงก้องกังวาลในหัวพราน
สิ้นเสียงปลาเผือกสีขาวนวลโผล่ขึ้นมาจากสระสบสายตาพรานที่ลังเลพักนึง ก่อนตัดสินใจดำน้ำตามลงไป
ช่างน่าอัศจรรย์ขณะที่ดำน้ำลงไปกลับหายใจได้ปกติวิสัยทัศน์ชัดเจนดุจมัจฉา กระทั่งดำลึกลงไปจนแสงอาทิตย์มิอาจสาดส่องถึง แลเห็นปากถ้ำใต้น้ำตกแต่งลวดลายวิจิตรงาม
พอเข้ามาในถ้ำกลับต้องประหลาดใจยิ่งกว่า เมื่อมันแห้งสนิทราวกับมีกำแพงล่องหนกั้นน้ำจากภายนอก ระหว่างพรานกำลังเพลิดเพลินปนทึ่งกับสิ่งที่ตัวเองเห็นอยู่นั้นเอง
“ ยินดีต้อนรับสู่ถ้านาครา ผู้มาเยือน !!!! ” ดวงตาอสรพิษเขียวมรกตปรากฏขึ้นมาจากในถ้ำอันมืดมิด