ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 352 : ดำดิ่งสู่แก่นดารา

จารึกที่ 352 : ดำดิ่งสู่แก่นดารา : ปฐมบทการหล่อหลอมเหนือลิขิตฟ้า


ภายในความมืดมิดอันลึกล้ำของหลุมดำใจกลางดอกบัวโลหะขนาดยักษ์ ร่างของบุรุษหนุ่มในชุดคลุมสีครามพร้อมด้วยสหายเต๋าทั้งสี่ กำลังทิ้งดิ่งลงสู่เบื้องล่างอย่างรวดเร็ว รอบกายของพวกเขาถูกคุ้มกันด้วยหุ่นกลศิลาสี่แขนระดับบรรพกาลทั้งสิบสองตัว ที่เรียงรายกันเป็นค่ายกลพิทักษ์ทรงกลม ป้องกันแรงกระแทกจากกระแสลมมิติที่เชี่ยวกราก


บรรยากาศรอบด้านปราศจากแสงสว่างใดๆ ไร้ซึ่งกลิ่นอายของปราณฟ้าดินที่ผู้ฝึกตนคุ้นเคย ยิ่งดำดิ่งลึกลงไป ความหนักอึ้งที่กดทับลงบนเรือนร่างก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ราวกับว่ามิติแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อบดขยี้ผู้ที่พึ่งพาเพียงพลังปราณจากสวรรค์


"ช่างเป็นแรงกดดันทางกายภาพที่วิปริตยิ่งนัก..." เฟิงอี้หรานกัดฟันกรอด พยายามเร่งเร้าเพลิงอัคคีบรรพกาลเพื่อสร้างแสงสว่าง ทว่าเปลวไฟสีชาดกลับถูก 'ความหนาแน่น' ของอากาศธาตุรอบด้านบีบอัดจนเหลือเพียงประกายไฟริบหรี่ "สถานที่แห่งนี้ปฏิเสธการคงอยู่ของพลังธาตุอย่างสิ้นเชิง หากตกลงไปกระแทกพื้นด้วยความเร็วระดับนี้ ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกเริ่มก็คงกระดูกแหลกเหลว!"


"อย่าฝืนใช้พลังปราณ อี้หราน" อาเจียเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นและราบเรียบ ท่ามกลางความมืดมิด ดวงตาของเขาทอประกายสีเทาเงินยวงแห่งวิถีสูญตา 空之道 (คง-จือ-เต้า) เพื่อมองทะลุความมืด "ที่นี่คือเตาหลอมดาราบรรพกาล 远古星炉 (หย่วนกู่ซิงหลู) ของเผ่าเซียนโบราณ กฎเกณฑ์ของมันไม่ได้ทำงานด้วยลมหายใจแห่งฟ้าดิน แต่มันขับเคลื่อนด้วย 'น้ำหนักและแรงโน้มถ่วง' ชิงเสวี่ย! ใช้มิติของเจ้าลดแรงเสียดทาน ปิงอวิ๋น! ใช้เถาวัลย์พฤกษาพันธนาการพวกเราไว้กับหุ่นกลศิลา พวกมันคือสิ่งเดียวที่สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ของที่นี่!"


หลินชิงเสวี่ยและเย่ปิงอวิ๋นพยักหน้ารับคำสั่งอย่างรวดเร็ว ม่านมิติสีเงินยวงถูกกางออกเพื่อชะลอความเร็วในการตก ในขณะที่เถาวัลย์สีเขียวมรกตพุ่งเข้าไปรัดเกลียวกับศัสตราประกอบของหุ่นกลศิลา ยึดเหนี่ยวร่างของมนุษย์ทั้งห้าไว้มิให้ปลิวว่อน


ฉินมู่หลางกำด้ามกระบี่หยกเย็นแน่น รังสีอำมหิตของเขาสงบนิ่งลงเพื่อปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม "อาเจีย... ข้าสัมผัสได้ถึง 'ก้นบึ้ง' แล้ว มันอยู่ไม่ไกลจากพวกเรา ทว่า... มันมีความเคลื่อนไหวบางอย่างที่อันตรายยิ่งกว่าความมืดซ่อนอยู่"


สิ้นคำกล่าวของยอดกระบี่ ปลายเท้าของหุ่นกลศิลาทั้งสิบสองตัวก็กระแทกเข้ากับพื้นโลหะเบื้องล่าง!


*ตึงงงงงง!*


เสียงกระแทกดังกังวานก้องสะท้อนไปทั่วห้วงมิติปิดตาย แรงสั่นสะเทือนส่งผลให้ชีพจรของสหายทั้งสี่ตีกลับ อาเจียสะบัดแขนเสื้อ ปลดปล่อยอักขระสูญตา 空性符 (คง-ซิ่ง-ฝู) ลงสู่พื้นเพื่อดูดซับและกระจายแรงกระแทกเหล่านั้นออกไป ทำให้พวกเขาสามารถลงจอดได้อย่างปลอดภัย


เมื่อสายตาเริ่มปรับตัวเข้ากับความมืดมิด ทิวทัศน์ที่ปรากฏแก่สายตาก็ทำให้สรรพชีวิตต้องตกตะลึงจนลืมหายใจ


เบื้องหน้าของพวกเขา คือพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลที่ถูกหล่อหลอมขึ้นจากโลหะดาวตกสีดำทมิฬ ตรงกลางของลานโลหะแห่งนี้ มีโครงสร้างขนาดยักษ์รูปทรงคล้าย 'หัวใจ' ที่ประกอบขึ้นจากฟันเฟืองนับล้านชิ้นกำลังเต้นระริกอย่างเชื่องช้า เสียง *แกรก... กึก...* ของกลวิธาน 机关 (จีกวน) ดังกังวานเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ประดุจชีพจรของยักษ์บรรพกาลที่กำลังจำศีล


รอบๆ หัวใจโลหะขนาดยักษ์นั้น เต็มไปด้วยจารึกอักขระที่แปลกประหลาด พวกมันไม่ได้ถูกเขียนด้วยหมึกปราณ ทว่ามันถูก 'สลักลึก' ลงไปในเนื้อโลหะด้วยแรงกดดันมหาศาล เส้นสายแต่ละเส้นแผ่กลิ่นอายความเก่าแก่และสัจธรรมแห่งปฐพีที่หนักอึ้ง


"นี่คือแกนกลางของเตาหลอมดาราบรรพกาล..." องค์หญิงน้อย จิตวิญญาณแห่งพู่กันนิรันดร์ 永恒笔 (หย่งเหิงปี่) ลอยออกมาจากด้ามพู่กัน นางมองดูโครงสร้างเบื้องหน้าด้วยดวงตาที่เป็นประกายระยิบระยับ ทว่าก็แฝงไว้ด้วยความหวาดหวั่น "เจ้านาย... เตาหลอมนี้ไม่ได้ใช้ไฟในการหลอมโลหะ แต่มันใช้ 'แรงบีบอัดของมิติ' ในการหลอมสสาร! หากฟันเฟืองพวกนั้นหมุนด้วยความเร็วสูงสุด มันสามารถบดขยี้ดวงดาวให้กลายเป็นผงฝุ่นได้เลยนะ!"


"การสรรค์สร้างที่ปราศจากความร้อน ทว่าพึ่งพากฎเกณฑ์ทางกายภาพอย่างแท้จริง..." อาเจียก้าวเดินเข้าไปใกล้หัวใจโลหะขนาดยักษ์นั้น แววตาของเขาเต็มไปด้วยความปรารถนาที่จะหยั่งรู้ ชายหนุ่มยกพู่กันนิรันดร์ขึ้น หมายจะลองสัมผัสและเชื่อมต่อกับโครงสร้างอักขระที่สลักอยู่บนพื้นผิวโลหะ


"การค้นคว้าและทดลอง คือวิถีของมรรคา..." อาเจียพึมพำ โคจรหมึกปราณสีเทาเงินยวง ปลายพู่กันตวัดวาดเส้นสายเพื่อพยายาม 'เชื่อมต่อ' กับวงจรของเตาหลอม


*วิ้งงงง!*


ทว่า ทันทีที่ปลายพู่กันสัมผัสกับเส้นสายอักขระบรรพกาล ปฏิกิริยาต่อต้านที่รุนแรงอย่างหาที่สุดไม่ได้ก็ปะทุขึ้น! พลังงานที่ไม่ได้มาจากปราณฟ้าดิน ทว่ามาจาก 'แรงโน้มถ่วงที่บิดเบี้ยว' ดีดสะท้อนกลับมาตามด้ามพู่กัน กระแทกเข้าสู่ห้วงวิญญาณของอาเจียโดยตรง


"อั้ก!" อาเจียกระอักโลหิตสีเข้มออกมาเต็มปาก ร่างของเขาปลิวไถลไปกับพื้นโลหะหลายสิบจั้ง สมอแห่งเต๋า 道锚 (เต้าเหมา) ที่เพิ่งได้รับการซ่อมแซมสั่นสะท้านอย่างรุนแรงประดุจถูกค้อนศิลาทุบตี


"อาเจีย!" สหายทั้งสี่ถลาเข้ามาประคองร่างของเขาอย่างรวดเร็ว


"เจ้านายงี่เง่า! ข้ายังวิเคราะห์สมการไม่เสร็จ เจ้าก็ยื่นมือเข้าไปซี้ซั้ว!" องค์หญิงน้อยโวยวายด้วยความร้อนใจ ชั้นหนังสือวิญญาณของนางหมุนวนอย่างบ้าคลั่งเพื่อช่วยกระจายแรงกระแทกออกจากร่างของเขา "กลวิธานของที่นี่มีระบบป้องกันตนเองที่ตั้งค่าให้ปฏิเสธทุกสิ่งที่มีลักษณะของ 'การแทรกแซงจากภายนอก' มันมองว่าอักขระของเจ้าเป็นสิ่งแปลกปลอม!"


อาเจียเช็ดคราบโลหิตออกจากมุมปากอย่างช้าๆ ชายหนุ่มไม่ได้โกรธเกรี้ยวต่อความล้มเหลว ทว่ากลับเผยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจ "เจ็บปวด... ทว่าคุ้มค่า ข้าได้สัมผัสถึง 'ตรรกะ' ของมันแล้ว มันปฏิเสธการแทรกแซง เพราะมันมองว่าตนเองสมบูรณ์แบบอยู่แล้ว"


ทว่า ก่อนที่อาเจียจะได้เริ่มทดลองปรับเปลี่ยนวิธีการ เสียงลั่นกึกก้องก็ดังขึ้นจากใจกลางหัวใจโลหะ ฟันเฟืองที่เคยหมุนอย่างเชื่องช้าพลันขยับตัวด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้น แสงสว่างสีเทาอมม่วงสาดส่องออกมาจากรอยต่อของโลหะ ก่อตัวเป็นภาพมายาของบุรุษร่างยักษ์ผู้สวมชุดเกราะศิลา ดวงตาของภาพมายานั้นว่างเปล่า ทว่าแผ่รังสีแห่งการตรวจสอบที่หนักอึ้งลงมาครอบคลุมร่างของมนุษย์ทั้งห้า


"ผู้ใดบังอาจแตะต้องแกนกลางแห่งเตาหลอมดารา..." เสียงทุ้มต่ำดุจเครื่องจักรบรรพกาลดังก้องสะท้านมิติ มันมิใช่เศษวิญญาณดั่งเช่นกงซูหวูเบื้องบน ทว่ามันคือ 'เจตจำนงกลวิธาน' (机关意志 - จีกวนอี้จื้อ) ที่หลงเหลืออยู่เพื่อพิทักษ์ความลับของเผ่าเซียนโบราณ


เจตจำนงกลวิธานกวาดสายตาอันไร้ความรู้สึกมองมนุษย์เบื้องล่าง "ร่องรอยของการบ่มเพาะ... กลิ่นอายของปราณ... แม้พวกเจ้าจะลบล้างชื่อของตนเองออกจากสวรรค์ได้ ทว่ารากฐานของพวกเจ้ายังคงแปดเปื้อนด้วยวิถีแห่งวิหารเทพอนันตกาล ผู้ที่พึ่งพาสวรรค์ ย่อมไม่มีสิทธิ์สืบทอดเตาหลอมแห่งปฐพี... จงออกไป หรือไม่ก็ถูกบดขยี้ให้เป็นธุลี"


แรงกดดันมหาศาลกดทับลงมาทันที สหายทั้งสี่ต้องทรุดเข่าลงกับพื้น โลหิตไหลซึมจากมุมปาก แม้แต่หุ่นกลศิลาสี่แขนทั้งสิบสองตัวที่อาเจียควบคุมไว้ ก็ยังถูกเจตจำนงนี้สะกดจนไม่อาจขยับเขยื้อน


ท่ามกลางวิกฤตที่อาจถึงแก่ชีวิต อาเจียค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้นยืน ชายหนุ่มสลัดคราบของนักวิจัยผู้กระหายความรู้ทิ้งไป ในพริบตา ใบหน้าอันหล่อเหลาแปรเปลี่ยนเป็นความโศกเศร้ารันทดใจอย่างสุดซึ้ง ดวงตาของเขาเอ่อล้นไปด้วยความเจ็บปวดและความเวทนาตนเอง เขาตีหน้าเศร้าเล่าความชอบธรรมได้อย่างหมดจดและแนบเนียนถึงจิตวิญญาณ


"ผู้อาวุโสผู้พิทักษ์เตาหลอม..." อาเจียประสานมือคารวะด้วยความถ่อมตน น้ำเสียงของเขาสั่นเครือ แฝงความเจ็บช้ำที่ถูกกักเก็บมาเนิ่นนาน "ท่านประณามว่าพวกเราแปดเปื้อนด้วยวิถีแห่งสวรรค์... ทว่าท่านหารู้ไม่ว่า กลิ่นอายเหล่านี้ คือตราบาปที่สวรรค์จอมปลอมยัดเยียดให้แก่ผู้ที่ไร้ทางสู้ พวกเราคือ 'ผู้ไร้นาม' ที่ต้องสละแม้กระทั่งชื่อของตนเอง สละผืนแผ่นดินบ้านเกิด ถอนรากถอนโคนหนีตายมายังสุสานอันเวิ้งว้างแห่งนี้ เพียงเพื่อหลีกหนีจากการเป็นทาสของวิหารเทพอนันตกาล!"


อาเจียก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ปลดปล่อยกลิ่นอายของ 'สัจธรรมแห่งปฐพี' ที่เขาปล้นชิงมาจากเซินตู่เหยียนและนำมาหลอมรวมกับสมอแห่งเต๋า ให้แผ่ซ่านออกมาอย่างจงใจ


"หากท่านมองว่าการดิ้นรนเอาชีวิตรอด คือความแปดเปื้อน... เช่นนั้น สัจธรรมแห่งความหนักอึ้งที่ข้าช่วงชิงมาจากร่างของแม่ทัพสวรรค์ขอบเขตเซียนปฐมพี เพื่อนำมาปกป้องพวกพ้อง ก็คงเป็นความผิดบาปที่ไม่อาจอภัยได้กระมัง?" อาเจียเงยหน้าขึ้น สบตากับเจตจำนงกลวิธานด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความคับแค้นและเด็ดเดี่ยว "พวกเราสูญเสียทุกสิ่ง ถูกลบออกจากประวัติศาสตร์ ทว่าพวกเราไม่เคยคุกเข่าให้สวรรค์! หากเตาหลอมแห่งบรรพกาลจะปฏิเสธเจตจำนงแห่งการต่อต้านที่แท้จริงนี้ พวกข้าก็ขอยอมรับความตาย ณ ที่แห่งนี้ ดีกว่าต้องกลับไปเป็นสุนัขรับใช้เบื้องบน!"


วาจาที่เปี่ยมด้วยความชอบธรรม ความทุกข์ระทม และข้อพิสูจน์ทางกายภาพอันหนักแน่น (สัจธรรมของเซียนปฐมพีที่ถูกยึดมา) ทำให้เจตจำนงกลวิธานที่เคร่งครัดถึงกับเกิดความสับสนในระบบตรรกะของมัน!


มันคือค่ายกลที่ถูกตั้งค่าให้เกลียดชังสวรรค์ เมื่อได้รับรู้ว่าเด็กหนุ่มเบื้องหน้า คือผู้ที่สังหารและช่วงชิงกฎเกณฑ์ของสวรรค์มาเป็นของตนเอง แถมยังยอมสละชื่อเสียงเรียงนามจนสิ้นเพื่อต่อต้าน ตรรกะแห่งการ 'ปฏิเสธ' ของมันจึงเริ่มเกิดความขัดแย้ง


"ผู้ช่วงชิงกฎเกณฑ์สวรรค์... ผู้ไร้นาม..." เจตจำนงกลวิธานพึมพำ เสียงฟันเฟืองในหัวใจโลหะหมุนวนอย่างเชื่องช้าลงเพื่อประมวลผล "วาจาของมนุษย์มักหลอกลวง ทว่ากฎเกณฑ์ที่สลักในวิญญาณนั้นหลอกกันมิได้... ข้าจะให้โอกาสเจ้าพิสูจน์ตนเอง ผู้ถือพู่กัน"


แสงสว่างสีเทาสาดส่องลงมาจากเบื้องบน ก้อนโลหะดาวตกขนาดเท่าศีรษะมนุษย์ก้อนหนึ่งร่วงหล่นลงมาตรงหน้าอาเจีย โลหะก้อนนี้เต็มไปด้วยรอยแตกร้าวและไร้ซึ่งรูปร่างที่สมบูรณ์


"หากเจ้าคือผู้ที่จะเบิกมรรคาใหม่โดยไม่พึ่งพาสวรรค์... จงหล่อหลอมเศษซากแก่นดารานี้ให้สมบูรณ์ขึ้นมาใหม่ จงแสดงให้ข้าเห็นว่า วิถีอักขระของเจ้า สามารถสรรค์สร้างสสารได้ โดยปราศจากการใช้ 'ปราณฟ้าดิน' แม้แต่หยดเดียว!" เจตจำนงกลวิธานประกาศเงื่อนไข "หากเจ้าใช้พลังปราณแทรกแซงแม้เพียงเสี้ยว เตาหลอมดาราจะบดขยี้พวกเจ้าทั้งหมดทันที"


"ห้ามใช้ปราณฟ้าดิน!" เฟิงอี้หรานอุทานด้วยความตกตะลึง "แล้วจะเอาอะไรไปจุดไฟหลอมโลหะเล่า! นี่ยังนับว่าเป็นการทดสอบอีกหรือ!"


"ความสงบย่อมก่อเกิดปัญญา อี้หราน" อาเจียยกมือขึ้นห้ามสหาย ชายหนุ่มทอดสายตามองก้อนโลหะดาวตกเบื้องหน้า แววตารันทดเลือนหายไป แทนที่ด้วยความเยือกเย็นของนักปราชญ์ผู้กระหายการทดลอง "สสารย่อมมีกฎเกณฑ์ของมันเอง การพึ่งพาปราณคือทางลัดที่สวรรค์มอบให้เพื่อผูกมัดเรา วันนี้... ข้าจะพิสูจน์ให้เห็นว่า ผู้กำหนดอักขระ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาทางลัดนั้น"


อาเจียนั่งขัดสมาธิลงเบื้องหน้าก้อนโลหะดาวตก เขาวางพู่กันนิรันดร์ลงบนตัก ปิดกั้นการไหลเวียนของปราณฟ้าดินในร่างตนเองอย่างสมบูรณ์ ตัดขาดการเชื่อมต่อกับสระปราณภายนอกทั้งหมด คงเหลือไว้เพียง 'พลังสมาธิ' และ 'สมอแห่งเต๋า' ในห้วงวิญญาณ


"ชิงเสวี่ย! ข้าต้องการแรงบีบอัด... ใช้มิติของเจ้าสร้างห้องปิดตายรอบโลหะก้อนนี้ ห้ามให้ความร้อนใดๆ เล็ดลอดออกไป!" อาเจียสั่งการ


หลินชิงเสวี่ยพยักหน้า นางไม่ใช้ปราณฟ้าดินเช่นกัน ทว่าใช้ 'เจตจำนงแห่งมิติ' ที่นางรู้แจ้ง บีบอัดพื้นที่รอบๆ ก้อนโลหะให้กลายเป็นลูกบาศก์ที่หนาแน่นจนอากาศธาตุหยุดนิ่ง


"อี้หราน! ข้าไม่ต้องการไฟของเจ้า แต่ข้าต้องการ 'ความเข้าใจในการเผาผลาญ' ของเจ้า... จงใช้เจตจำนงของเจ้า ควบคุมให้เศษโลหะภายในลูกบาศก์มิติของชิงเสวี่ย เกิดการ 'เสียดสี' กันเองด้วยความเร็วสูงสุด!"


เฟิงอี้หรานเบิกตากว้าง ทว่าเขาเป็นถึงอัจฉริยะแห่งพู่กันเพลิง ย่อมเข้าใจหลักการนี้ทันที "หลอมละลายด้วยแรงเสียดทานทางกายภาพสินะ! ได้เลย!" ดาวนำโชคแห่งตระกูลเฟิงเพ่งสมาธิ บังคับให้มวลสสารภายในลูกบาศก์หมุนวนและเสียดสีกันอย่างบ้าคลั่ง ความร้อนที่เกิดจากแรงเสียดทานทางฟิสิกส์เริ่มทำให้อุณหภูมิภายในลูกบาศก์พุ่งสูงขึ้นจนโลหะเริ่มหลอมละลายกลายเป็นสีแดงฉาน โดยปราศจากการใช้ปราณธาตุไฟ!


"พี่มู่หลาง! เมื่อโลหะเหลวได้ที่ จงใช้เจตจำนงกระบี่ที่แหลมคมที่สุดของท่าน 'ตัด' ความไม่สมบูรณ์และรอยร้าวในโครงสร้างของมันทิ้งไป!"


ฉินมู่หลางหลับตาลง ไม่ชักกระบี่ ทว่าแผ่รังสีอำมหิตที่เฉียบคมดุจใบมีด เข้าไปเฉือนสับโครงสร้างโลหะเหลวภายในลูกบาศก์ คัดแยกกากตะกอนออกอย่างแม่นยำ


เมื่อสหายทั้งสามทำหน้าที่ของตนอย่างสมบูรณ์แบบ อาเจียจึงลงมือในขั้นตอนสุดท้าย!


ชายหนุ่มหยิบพู่กันนิรันดร์ขึ้นมาอีกครั้ง เขาไม่ได้ชุบหมึกปราณ ทว่าเขาดึงเอา 'อักขระสูญตา' ออกมาจากห้วงวิญญาณ อักขระหลิง 零 ไม่ใช่สสาร และไม่ใช่ปราณ มันคือ 'แนวคิดแห่งความว่างเปล่า' อาเจียใช้อักขระสูญตาแทรกซึมเข้าไปในโลหะเหลวที่กำลังเดือดพล่าน


"หากปราศจากปราณเป็นตัวเชื่อมประสาน สสารย่อมแตกสลายเมื่อเย็นตัวลง... ทว่าข้าจะใช้ความว่างเปล่า เป็นพื้นที่ให้สสารได้จัดเรียงตัวมันเองใหม่!"


อาเจียผสานสัจธรรมแห่งปฐพีที่อยู่ในสมอแห่งเต๋า บังคับให้ความหนักอึ้งบีบอัดโลหะเหลวเข้าสู่ 'พื้นที่ว่างเปล่า' ที่อักขระสูญตาสร้างขึ้น โลหะดาวตกค่อยๆ กลืนกินความว่างเปล่านั้น และหลอมรวมกันเป็นรูปทรงกลมที่สมบูรณ์แบบ ไร้ซึ่งรอยตำหนิ แผ่กลิ่นอายความหนาแน่นและเก่าแก่ประดุจดาวเคราะห์ดวงเล็กๆ!


*วูบบบบ!*


หลินชิงเสวี่ยคลายม่านมิติออก แก่นดาราที่ถูกหลอมรวมใหม่ลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ มันไม่ได้แผ่รังสีปราณใดๆ ทว่ากลับทรงพลังและงดงามอย่างไร้ที่ติ


"การหล่อหลอมที่ปราศจากปราณสวรรค์... การประสานด้วยกฎเกณฑ์และเจตจำนงบริสุทธิ์..." เจตจำนงกลวิธานทอดมองแก่นดาราด้วยความสั่นสะท้านในน้ำเสียง "พวกเจ้าทำสำเร็จ... มนุษย์ผู้ไร้นามเอ๋ย พวกเจ้าได้พิสูจน์แล้วว่า มรรคาที่ปราศจากลิขิตสวรรค์นั้น ดำรงอยู่จริง"


ภาพมายาของบุรุษร่างยักษ์ค่อยๆ ค้อมศีรษะลงให้แก่อาเจียและสหาย "ข้ายอมรับในปัญญาและวิถีเต๋าของเจ้า ผู้กำหนดอักขระ... เตาหลอมดาราบรรพกาลแห่งนี้ พร้อมที่จะรับฟังบัญชาจากปลายพู่กันของเจ้าแล้ว"


สิ้นคำประกาศ หัวใจโลหะขนาดยักษ์ก็เปล่งแสงสีเทาเงินยวงสว่างไสว ฟันเฟืองนับล้านชิ้นหมุนวนประสานเสียงกันดุจบทเพลงสรรเสริญ กุญแจแห่งการหล่อหลอมสรรพสิ่งระดับมหาบรรพกาล ได้ตกอยู่ในมือของสำนักหมื่นอักขระอย่างสมบูรณ์แบบ


อาเจียเก็บพู่กันนิรันดร์ลง แววตาของเขาทอประกายความตื่นเต้นและอำนาจอันลึกล้ำ ชายหนุ่มหันไปหาสหายทั้งสี่ รอยยิ้มแห่งชัยชนะปรากฏบนใบหน้า


"พี่มู่หลาง อี้หราน ชิงเสวี่ย ปิงอวิ๋น... อาวุธและค่ายกลที่พวกเรามี ล้วนเปราะบางเมื่อต้องเผชิญหน้ากับมหาราชันย์เซียน... ทว่าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เตาหลอมดารานี้จะสร้าง 'ศัสตราประกอบ' และอัปเกรดรากฐานของสำนักให้พวกเราใหม่ทั้งหมด... พวกเราจะหล่อหลอมเขี้ยวเล็บที่สวรรค์ต้องหลั่งเลือดเมื่อได้สัมผัส!"


มหากาพย์แห่งการเตรียมความพร้อมเพื่อทำสงครามสวรรค์ ได้ก้าวเข้าสู่ขั้นตอนของการวิวัฒนาการอย่างแท้จริง ผู้ไร้นามกำลังจะสร้างศัสตราวุธที่จะจารึกความหวาดกลัวลงในประวัติศาสตร์ของวิหารเทพอนันตกาล!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน