คืนนี้หิมะตกจนพื้นลื่นและหนาวเย็น ใกล้จะถึงต้นยามอิ๋น(ตี3) หวังอี้ในชุดขุนนางน้อยรีบมากับผู้เฒ่าจ้าวตระกูลอิง
“รีบหน่อยเ้าหนู เดี๋ยวไปไม่ทัน”
หวังอี้ซึ่งเป็คนร่างผอมอยู่แล้วเขาหนาวสั่นเข้ากระดูกการรีบเดินกึ่งวิ่งในที่มืดแถมไม่คุ้นทางเช่นนี้ เขาก็ลื่นจนได้ ร่างกำลังจะตกคลองแต่ผู้เฒ่าใช้พลังปราณดึงกลับมาได้ทัน
“ขอบคุณขอรับผู้าุโ”
“เรียกข้าว่าพ่อบุญธรรมสิ ตกลงกันแล้วไง”
ชายชรามีผ้าขนสัตว์กันหนาวใส่ซ่อนไว้ใต้ชุดขุนนางแต่หวังอี้ไม่มีเขายังตัวสั่นอยู่ ชุดขุนนางนี้สวยงามตามระดับยศศักดิ์แต่กลับไม่ช่วยกันหนาวเลยสักนิด
ชายชราเห็นหวังอี้จะไม่ไหวเขาจึงถอดเอาผ้าขนสัตว์อย่างดีที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อกว้างใหญ่ยื่นให้เด็กน้อย
“เอ้านี่!”
หวังอี้โค้งศีรษะขอบคุณรีบรับเข้ามาซุกไว้ที่อกเขาใส่ไม่แเีจนทำให้หน้าอกเขาดูนูนราวกับคนร่างกำยำ ผู้เฒ่าแอบขำนิดหน่อย
พอมาเกือบถึงด้านหน้าประตูวังพบว่ามีแผงขายของกินหลายร้านเหมือนเป็ตลาดนัดก็ไม่ปานผู้เฒ่าเดินไปซื้อซาลาเปาร้อนๆมา 3 ลูก กินเอง 1 ลูก ให้หวังอี้ 2 ลูกหวังอี้รีบเคี้ยวกินคลายหนาวทันที
ระหว่างนั่งกินหวังอี้มองไปทางขุนนางนับพันคนต้องยืนรอตามลำดับขั้น พวกเขาเงียบมากไม่มีใครพูดคุยเสียงดัง แม้แต่เสียงไอเสียงจามก็ไม่มี ถ้าไม่ชินแล้วก็น่าจะมีกฎห้ามไว้เป็แน่
ผู้เฒ่าหันมาถามหวังอี้
“เ้ามีปวดเบาหรือปวดหนักไหม?รีบไปทำเสียตอนนี้ยังพอมีเวลาเพราะเ้าเป็ขุนนางยศต่ำสุดจึงอยู่หางแถว”
หวังอี้ถามด้วยเสียงหนาวสั่น
“ถ้า...ถ้าเกิดข้าเข้าไปแล้วเพิ่งปวดล่ะขอรับจะหาสุขาได้ที่ใด?”
ผู้เฒ่าถอนหายใจ
“เข้าไปแล้วห้ามปวดหนักเบาใดๆทั้งสิ้นเพราะถ้าเสียกิริยาต่อหน้าพระพักตร์ จะถูกขุนนางฝ่ายตรวจการที่ยืนถือสมุดจดชื่ออยู่ถวายรายงานเพื่อลงโทษทันที”
หวังอี้ยังสงสัยจึงถามต่อ
“ทำไมต้องนัดประชุมั้แ่ยังไม่สว่างขนาดนี้ทุกวันด้วยขอรับ?”
ผู้เฒ่าตอบ
“ตามคติความเชื่อฮ่องเต้คือโอรส์ ผู้ทำหน้าที่เป็สะพานเชื่อมประสานระหว่าง์และโลกมนุษย์”
“ดังนั้นการที่พระองค์ตื่นนอนก่อนรุ่งสางและไปประทับที่ท้องพระโรงก่อนดวงอาทิตย์ขึ้นมีนัยยะแฝงว่าฮ่องเต้กำลังตื่นก่อน์เพื่อเตรียมตัวเป็ตัวแทนของฟ้าดินในการรับแสงแรกแห่งวันใหม่”
เด็กน้อยขี้สงสัยถามต่อ
“ฮ่องเต้เป็ใหญ่ที่สุดในแผ่นดินทำไมพระองค์ไม่เปลี่ยนกฎระเบียบใหม่ให้สายกว่านี้ เพื่อให้ตนเองนอนสบายๆบ้างล่ะขอรับ”
ผู้เฒ่าถอนหายใจ
“หากฮ่องเต้ตื่นสายหรือละเลยการออกว่าราชการเช้าขุนนางจะไม่ลุกขึ้นมาด่าแค่ว่า ฮ่องเต้เกียจคร้านแต่จะหยิบยกข้อหาที่ร้ายแรงกว่านั้นมาอ้าง นั่นคือการละเมิดลิขิต์และฝืนกฎธรรมชาติซึ่งพวกเขาเชื่อว่าพฤติกรรมนี้อาจนำพาภัยพิบัติมาสู่แผ่นดินได้เลยทีเดียว”
“ร้ายแรงถึงบัลลังก์สั่นคลอน”
“โห”
“ตื่นเช้ากว่าไก่งานหนักเยี่ยงสุนัข กลางคืนยังต้องเป็ม้าพ่อพันธุ์ ยังงี้เป็อ๋องว่างงานดีกว่าเยอะ”
ผู้เฒ่าหันซ้ายขวาไอ้เด็กนี่ลามปามแล้ว แต่น่าแปลกเขาไม่ดุหวังอี้ เพราะมันคือเื่จริง แถมยังพูดเสริมด้วย
“เป็โอรส์ที่เลือกอาหารกินเองยังไม่ได้แม้แต่สนมยังต้องให้พวกไม่ชายไม่หญิง(ขันที)คัดมาให้”
“นึกสภาพในวังมีแต่เด็กฝากคุณหนูตระกูลขุนนางเป็ฮ่องเต้แต่ยังอยู่ใต้ประเพณี สู้เป็พ่อค้ารวยๆดีกว่าเนอะ”
ทั้งคู่ก็หัวเราะพร้อมกันเบาๆ ก่อนจะแยกกันเดินไปยืนต่อแถวตามละดับยศของแต่ละคน
ระหว่างเดินเข้าด้านในพระราชวังหวังอี้เห็นพวกขันทีและนางกำนัลแล้วก็คิดในใจ
“ข้าและขุนนางพวกนี้ว่าลำบากแล้วแต่กลับเทียบขันทีและนางกำนัลเ่าั้ไม่ได้เลย”
“ราวกับมีแค่จิตใจเท่านั้นแต่ไร้ร่างกายเป็ของตนเอง”
ขุนนางชั้นต่ำสุดอย่างหวังอี้อยู่ท้ายสุดของท้องพระโรงชิดประตูทางออกก็จริงแต่วันนี้องค์ฮ่องเต้เสด็จผ่านเ้ามาทางประตูใหญ่ด้านหลังนั่นทำให้หวังอี้ได้เห็นพระพักต์ชุดๆ เขาเป็เพียงเด็กชายอายุน่าจะราวๆแค่ 8-9ขวบเท่านั้นเอง เขาเดินโดยมีไทเฮาจูงมือเดินเข้าห้องโถง
หวังอี้คิดในใจ
“ไม่แปลกที่พ่ายแพ้าที่แท้ก็มีนารีไม่เคยจับดาบ ว่าราชการหลังม่านแทนนี่เอง”
การสนทนาก็มีแต่คนแก่ขุนนางใหญ่ไม่กี่คนที่พูดและไทเฮาที่นั่งหลังม่าน ส่วนฮ่องเต้น้อยก็กินลิ้นจี่อย่างเอร็ดอร่อย เพราะลิ้นจี่คือเครื่องราชบรรณาการที่บ่งบอกถึงสถานะเหนือผู้คนและหลายครั้งต้องแลกมาด้วยเื หยาดเหงื่อ และชีวิตของคนนับไม่ถ้วน
ผลไม้ชนิดนี้ไม่ธรรมดา เคยมีปราชญ์แต่งกลอนไว้
"เด็ดจากต้น1 วันสีเปลี่ยน 2 วันกลิ่นเปลี่ยน 3 วันรสเปลี่ยน หากเลย 4-5วันไปแล้วถือว่าเน่าเสีย"
ดังนั้นเพื่อเอาใจฮ่องเต้น้อยและไทเฮาถึงขนาดต้องใช้ทหารม้าเร็วซึ่งปกติมีไว้เพื่อส่งข่าวศึกาด่วน ให้กลายเป็ขนส่งผลไม้แทน
ขบวนม้าเร็วต้องวิ่งผลัดเปลี่ยนม้าตามสถานีพักม้าตลอดวันตลอดคืนควบตะบึงจากแดนใต้ฝ่าอันตรายมาถึงพระราชวังให้ทันภายใน 3 วัน
การเดินทางที่รีบเร่งนี้ทำให้ม้าหัวใจวายตายและคนส่งสารต้องเสียชีวิตระหว่างทางจำนวนมากเพียงเพื่อแลกกับรอยยิ้มของฮ่องเต้น้อยและไทเฮา
ในขณะที่หวังอี้เหม่อลอยคิดอะไรไปเรื่อยก็ได้ยินเสียงดังลั่นจากด้านหน้า
ฮ่องเต้น้อยขว้างเม็ดลิ้นจี่ที่กินเนื้อหมดแล้วไปทางแม่ทัพใหญ่และชี้หน้าด่าเสียงดังลั่น ต่อหน้าขุนนางนับพันว่า
"เ้าคือขุนพลผู้โอหัง!”
ความกล้าหาญของเด็กน้อยกลับนำมาซึ่งความโกรธเกรี้ยวของแม่ทัพใหญ่ผู้กุมอำนาจมานานเขาถูกหักหน้ากลางที่สาธารณะเช่นนี้ เขาเดินเข้าไปหาฮ่องเต้น้อยทันที
เหล่าผู้5 เฒ่าเซียนรีบเข้าไปขวาง เพราะแม่ทัพใหญ่พกดาบเข้ามาได้แต่น่าแปลกว่าทหารองครักษ์ทั้งหมดกลับยืนนิ่ง
ไทเฮาเห็นท่าไม่ดีรีบออกมาจากหลังม่านะโเสียงดังว่า
“ฝ่าาประชวรจบการประชุมเพียงเท่านี้ เลิกประชุมได้!”
แล้วก็รีบพาฮ่องเต้น้อยออกไปทางประตูหลังโดยมีขันทีและนางกำนัลมากมายรุมล้อมไว้
แม่ทัพใหญ่ชักดาบลงมาปักลงพื้นดาบนั้นเป็อาวุธเซียนมันทำให้ทั้งท้องพระโรงสั่น
แม่ทัพคนนี้เขาก็เป็เซียนระดับ3 แกนปราณ แถมเป็ขั้นปลายสูงสุดด้วย
ผู้เฒ่าเซียนทั้ง5 เหงื่อโชกใบหน้าหวาดกลัว ต่างมองไปที่ดาบนั่น เ้าดาบนี่มันต้องพิเศษมากแน่ๆเซียนระดับ 3 แกนปราณถึง 5 คนถึงไม่กล้าเข้าปะทะ
ไม่รู้ไปรวมความกล้ามาจากไหนหวังอี้รีบไปดึงแขนผู้เฒ่าอิงเดินออกมา ชายชรายังปากสั่นขาสั่นอยู่เลย
แม่ทัพใหญ่มองหน้าหวังอี้และพูดถาม
“เ้าชื่ออะไร?”
“ข้าบุตรบุญธรรมสกุลอิง”
แล้วเขาก็รีบจูงแขนผู้เฒ่าไปโดยผู้เฒ่าจี้, เจียงมองตามอย่างครุ่นคิด
พอออกจากวังผู้เฒ่าอิงก็พูดว่า
“อีกไม่นานจะมีเปลี่ยนโอรสมัแน่!”
พอกลับมาถึงบ้านผู้เฒ่าอิงก็เรียกบุตรชายและหลานชายทุกคนมาคุย แต่หวังอี้ขอตัวไปพัก
เขานอนในห้องส่วนตัวแล้วคิดว่าหากไม่เพราะข้าหนีไม่ทันเ้าแก่นี่ ข้าคงไม่ต้องมาอยู่ในสถานการณ์อย่างนี้ด้วย
“หึ! นอกจากตามกลิ่นไวเหนืุ์แล้วเ้าจิ้งจอกเฒ่านี่ยังมโนว่าข้าได้สมบัติลับจากดินแดนโบราณนั่นทั้งๆที่ข้าบอกไปแล้วว่าไม่มี ให้ค้นตัวแล้วด้วยแท้ๆ”
“ช่างเถอะอย่างน้อยก็ได้ที่นอนดีๆ”
แม้ได้ชื่อว่าลูกบุญธรรมแต่ทานอาหารก็ไม่ได้ร่วมโต๊ะด้วย เป็คนรับใช้นำอาหารมาให้หวังอี้ที่ห้องบางครั้งเขาก็เดินไปนั่งทานกับพวกคนรับใช้เองซะเลย
หวังอี้ไม่รู้เลยว่าผู้เฒ่าแอบใส่ยาในอาหารนั้นหากแต่ไม่ใช่ยาพิษอะไร เป็แค่ยาที่สะกดให้ละเมอลุกขึ้นมาเล่าเื่ราวตอนหลับได้
แต่น่าแปลกว่าหวังอี้กินมาเป็เดือนๆแล้วผู้เฒ่ามาถามได้ความแล้ว แต่เขากลับไม่ยอมเชื่อว่าหวังอี้ไม่ได้อะไรออกมาด้วยจึงยังเลี้ยงไว้ในบ้านไม่ยอมปล่อย แถมพอเห็นหวังอี้มีความรู้มากจึงฝากเข้าเป็ราชการให้อีกด้วย
คืนนั้นเสียงระฆังดังลั่นไปทั่วเมืองเสียงบางอย่างของผู้คนดังไปทั่ว
หวังอี้สะดุ้งตื่นเขาเห็นผู้เฒ่ายืนตรงหน้า
“ผู้าุโท่านมาอยู่ในห้องข้าได้ยังไง?”
ผู้เฒ่ากำลังครุ่นคิดว่าจะแถย่างไรก็มีคนวิ่งะโลั่น
“ฮ่องเต้ตแล้ว!”