ยามรุ่งอรุณ
แสงอาทิตย์ย้อมทั่วผืนฟ้า
เมฆหมอกแห่งนิกายเซียนกระบี่เมฆาสลายตัวไป
ณ ลานศิลาเขียว บนยอดเขาเทียนอวิ๋น
เหล่าศิษย์นับร้อยนับพันรวมตัวกันอย่างเป็ระเบียบ สายตาอันร้อนแรงต่างจับจ้องไปยังที่นั่งของเหล่าผู้าุโที่อยู่้าสุด แม้ว่าเ้าสำนักจะไม่ได้มา แต่ในบรรดาผู้าุโทั้งเจ็ดท่าน ชื่อเสียงของโจวยวนและซูฉางเกอนั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าเ้าสำนักเจี้ยนเทียนสิงเลย!
โดยเฉพาะซูฉางเกอ ตัวตนของเขาในยามนี้เป็ที่ชื่นชมและโหยหาของเหล่าศิษย์ทุกคนยิ่งกว่าใคร
ณ ที่นั่งผู้าุโ ตำแหน่งแรก
ซูฉางเกอหลุบตาลงมองใบหน้าที่ยังคงอ่อนเยาว์เบื้องล่าง พร้อมกับสายตาจำนวนนับไม่ถ้วนที่เต็มไปด้วยความคาดหวังอันแรงกล้า ในใจของเขาเกิดความรู้สึกทอดถอนใจเล็กน้อย
ตนเองยังเป็เพียงคนหนุ่มคนหนึ่งแท้ ๆ กลับมาอยู่ในตำแหน่งที่สามารถกำหนดชะตาชีวิตของผู้อื่นได้อย่างง่ายดายเช่นนี้แล้ว
ความรู้สึกนี้จะพูดอย่างไรดีนะ?
เอาเป็ว่ามันสะใจมากก็แล้วกัน
"ผู้าุโซู เริ่มการทดสอบพลังิญญาได้แล้วขอรับ"
ผู้าุโนอกสำนักคนหนึ่งยืนอยู่บนแท่นสูง กล่าวกับซูฉางเกอที่นั่งอยู่ในตำแหน่งแรกของที่นั่งผู้าุโด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
เขาเป็ผู้รับผิดชอบการทดสอบพลังิญญาในวันนี้ ตอนที่ได้รับมอบหมายภารกิจนี้จากซูฉางเกอ เขายังแอบดีใจอยู่พักใหญ่
เมื่อสิ้นเสียง
ทั่วทั้งลานศิลาเขียวก็ตกอยู่ในความเงียบสงัด สายตาทุกคู่ต่างรวมศูนย์ไปที่ร่างอันสง่างามและโดดเด่นที่อยู่้าสุด
รอบลานกว้างมีการจัดที่นั่งสำหรับผู้ร่วมงานหลายร้อยที่ ซึ่งในตอนนี้ที่นั่งเ่าั้ถูกจับจองจนเต็มไปด้วยผู้คนจากสำนักและตระกูลน้อยใหญ่หลายสิบแห่งในแดนเหนือร้าง
ที่ด้านหน้าสุดของที่นั่งผู้ร่วมงาน
คนจากห้าตระกูลใหญ่แห่งแดนเหนือร้างมาถึงกันครบถ้วน ทุกคนนั่งอยู่อย่างสงบเงียบ ทว่าสายตาเกือบทั้งหมดกลับหยุดอยู่ที่ซูฉางเกอในตำแหน่งแรกของที่นั่งผู้าุโ
ตระกูลไป๋! ตระกูลเสวี่ย!
ตระกูลหวัง! ตระกูลหง! ตระกูลเฉิง!
กระทั่งข้าง ๆ ตระกูลใหญ่เหล่านี้ ยังมีชายหญิงวัยรุ่นหลายคนที่สีหน้าเ็า ในอ้อมแขนโอบกระบี่ยาว และสวมเครื่องแบบที่เป็หนึ่งเดียวกัน
ซี๊ด!
เหล่าศิษย์จากตระกูลเล็ก ๆ ต่างมีสายตาสั่นไหว ชายหญิงกลุ่มนี้พวกเขาอาจไม่รู้จัก แต่เครื่องแบบที่เป็เอกลักษณ์ของพันธมิตรปราบปีศาจนั้น พวกเขาจะไม่รู้จักได้อย่างไร?
คนของพันธมิตรปราบปีศาจก็มาด้วย!
นิกายเซียนกระบี่เมฆามาถึงจุดที่ทำให้พวกเขาให้ความสำคัญขนาดนี้เชียวหรือ?
ที่ด้านหลังสุดของที่นั่งผู้ร่วมงาน ในมุมหนึ่ง
เย่เฟิงนั่งอยู่อย่างเรียบเฉย
เขากวาดสายตามองซูฉางเกอบนที่นั่งผู้าุโ และลองััถึงระดับบ่มเพาะของอีกฝ่าย จากนั้นเขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย เหตุใดระดับบ่มเพาะและพลังของท่านซูผู้นี้ แม้แต่เขาก็ยังััไม่ได้?
ไหนว่าอยู่ระดับิญญาก่อกำเนิดขั้นสูงสุดไม่ใช่หรือ?
หรือว่าจะมีสมบัติที่ใช้ปกปิดกลิ่นอายพลังิญญาติดตัวอยู่?
"ศิษย์พี่ ที่นี่คนเยอะจังเลยนะเ้าคะ แต่หลายคนในนี้ระดับบ่มเพาะสู้ข้าไม่ได้ด้วยซ้ำ แม้แต่พวกผู้าุโ้านั่น ก็ยังไม่ถึงระดับเปลี่ยนิญญาเลย พลังระดับนี้หากอยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรา แม้แต่ศิษย์สายนอกก็ยังไม่มีคุณสมบัติพอเลยเ้าค่ะ"
หลิงเยว่ซีที่อยู่ข้างกายเริ่มจะเก็บอาการไม่อยู่ ดวงตางามกวาดมองไปทั่ว และเต็มไปด้วยความดูแคลนต่อเหล่าศิษย์นิกายเซียนกระบี่เมฆาเบื้องล่าง
เย่เฟิงส่ายหน้า "พูดแบบนั้นไม่ได้หรอก ทรัพยากรในการบ่มเพาะของพวกเขาเดิมทีก็สู้พวกเราไม่ได้ ระดับบ่มเพาะต่ำจึงเป็เื่ปกติ แต่ท่านซูผู้นั้น ข้ากลับมองเขาไม่ออก"
แม้เย่เฟิงจะส่งเทียบเชิญให้โจวยวนแล้ว แต่ตอนนี้เขายังไม่คิดจะเปิดเผยตัวตน เป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดที่เขามาที่นี่คือ รัชทายาทเผ่ามารที่มีชื่ออยู่ในทำเนียบมารร้ายฟ้าดิน
ส่วนเื่ของซูฉางเกอและข่าวการปรากฏตัวของยอดฝีมือระดับราชันย์สูงสุด อาจจะทำให้แผนการของเขาคลาดเคลื่อนไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบมากนัก จนกระทั่งได้เห็นซูฉางเกอตัวจริงในตอนนี้ ถึงได้รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ธรรมดา
เพียงแค่กลิ่นอายนั้น ก็ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะเทียบได้
หลิงเยว่ซีมองไปยังซูฉางเกอบนที่นั่งผู้าุโด้วยความประหลาดใจ ในชั่วพริบตานางก็ถูกรูปลักษณ์และกลิ่นอายอันสง่างามของซูฉางเกอทำให้ตะลึง นางรีบสะบัดศีรษะและเบะปากกล่าวว่า
"จะเป็ไปได้อย่างไรกัน กลิ่นอายบนตัวคนผู้นั้นก็ไม่ได้แข็งแกร่งอะไรเลย ข้าว่าพลังของข้าน่าจะเหนือกว่าเขาเสียอีก"
เย่เฟิงยิ้มอย่างจนใจ
เขาไม่คิดว่าระดับบ่มเพาะของซูฉางเกอนั้นต่ำ ระดับิญญาก่อกำเนิดขั้นสูงสุดที่ท่านผู้นี้ประกาศออกไปสู่ภายนอก ส่วนใหญ่น่าจะเป็เพียงฉากบังหน้า
ทางฝั่งตระกูลไป๋
ไป๋โม่จง ผู้าุโสูงสุดของตระกูลไป๋ และไป๋อี้ถง ผู้นำตระกูลไป๋ นั่งอยู่อย่างสงบ สายตาของทั้งคู่เหมือนกับคนอื่น ๆ คือหยุดอยู่ที่ซูฉางเกอตลอดเวลา
"แม้กลิ่นอายพลังิญญาบนตัวเขาจะไม่แข็งแกร่ง แต่ข้ามองระดับบ่มเพาะของเขาไม่ออกเลย" ไป๋โม่จงกล่าวเสียงเบา
ไป๋อี้ถงมีสีหน้าซับซ้อน เขาก็มองระดับบ่มเพาะของซูฉางเกอไม่ออกเช่นกัน ดูท่าข่าวลือภายนอกที่ว่าอยู่ระดับิญญาก่อกำเนิดขั้นสูงสุด น่าจะเป็เื่โกหกเสียส่วนใหญ่
"ร่วมงานไปก่อน เดี๋ยวค่อยไปตามอวิ้นเอ๋อร์มาที่นี่"
...
ตระกูลเสวี่ย
เสวี่ยหลิวหลีและเสวี่ยหลิวชิงมาถึงที่นี่ั้แ่เช้าตรู่
เสวี่ยหลงเฉิงมองดูทั้งสองคนที่ปลอดภัยดี และเห็นท่าทางยิ้มแย้มแจ่มใสของลูกสาวทั้งสอง ในใจจึงค่อยเบาใจลงได้
เขาไม่กล้าจินตนาการเลยว่า หากทั้งสองไม่ได้พบกับองค์ชายจากตระกูลโบราณผู้นั้น แต่ถูกปรมาจารย์ศพผีลักพาตัวไป ด้วยนิสัยของลูกสาวทั้งสอง หากเกิดเื่แบบนั้นขึ้น ย่อมยอมตายดีกว่ายอมจำนน...
"ดูซิว่าต่อไปพวกเ้ายังจะกล้าออกไปเที่ยวเล่นซี้ซั้วอีกหรือไม่!" เสวี่ยหลงเฉิงดุด้วยความระอา
ทั้งสองมองท่าทางโกรธของบิดาโดยไม่มีความกังวลเลยแม้แต่น้อย เสวี่ยหลิวชิงก้าวเข้าไปกอดแขนเสวี่ยหลงเฉิงพร้อมออดอ้อน และแน่นอนว่าท่านพ่อผู้ใจดีไม่นานก็ให้อภัยพวกนาง
เสวี่ยหลงจวิน บรรพชนตระกูลเสวี่ยส่ายหน้าอย่างจนใจ และเอ่ยถามจากด้านข้างว่า "หลีเอ๋อร์ ความสัมพันธ์ของพวกเ้ากับท่านซูผู้นั้นเป็อย่างไรบ้าง? รอให้การประลองของสำนักจบลง ช่วยแนะนำเขาให้ปู่ทวดรู้จักหน่อยได้หรือไม่?"
เมื่อได้ยินดังนั้น
ใบหน้าสวยของเสวี่ยหลิวหลีก็ขึ้นสีระเรื่อ เสวี่ยหลิวชิงจึงส่งเสียงยุยงว่า "ปู่ทวดเ้าคะ พี่สาวกับผู้าุโซูมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมากเลยเ้าค่ะ ดีจนเกือบจะถึงขั้นนั้นแล้ว ฮิฮิ เดี๋ยวให้พี่สาวเรียกท่านผู้าุโซูมาให้พวกท่านรู้จักนะเ้าคะ"
เสวี่ยหลิวหลีหน้าแดงก่ำ นางถลึงตาใส่เสวี่ยหลิวชิงและรีบอธิบายว่า "ปู่ทวด อย่าไปฟังชิงชิงพูดจาเลอะเทอะนะเ้าคะ คุณชายซูเขาเป็คนดีมาก สองวันนี้เขาก็ดูแลพวกเราเป็อย่างดี ข้ากับเขาไม่ได้มีอะไร..."
เสวี่ยหลงเฉิงยิ้มอย่างเข้าใจ และโบกมือขัดจังหวะคำพูดของเสวี่ยหลิวหลี "พ่อเข้าใจความหมายของเ้า ในเมื่อท่านซูดูแลพวกเ้าดีขนาดนี้ ตระกูลเสวี่ยของพวกเราก็ควรจะแสดงความขอบคุณต่อเขา เดี๋ยวพ่อกับปู่ทวดของเ้าจะไปขอบคุณเขาด้วยตัวเอง"
เสวี่ยหลิวชิงหัวเราะคิกคัก ส่วนเสวี่ยหลิวหลีรู้สึกขัดเขิน แก้มขาวเนียนไร้ที่ติถูกย้อมด้วยสีแดงระเรื่อ เื่น่าอายเช่นนี้ ไม่รู้ว่าชิงชิงกล้าพูดออกมาอย่างเปิดเผยได้อย่างไร...
นอกจากตระกูลไป๋และตระกูลเสวี่ยที่บรรพชนและผู้นำตระกูลมาด้วยกันแล้ว อีกสามตระกูลใหญ่ที่เหลือ ผู้นำตระกูลจะพาเหล่าศิษย์อัจฉริยะของตระกูลมาด้วย เพราะการผูกมิตรในหมู่คนรุ่นเยาว์นั้นทำได้ง่ายกว่า
หากศิษย์อัจฉริยะของตระกูลสามารถสร้างความสัมพันธ์กับท่านซูผู้นั้นได้แม้เพียงนิดเดียว การมาครั้งนี้ก็จะไม่เสียเที่ยว
และในบรรดาศิษย์เหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็ศิษย์หญิงที่มีรูปโฉมงดงาม เมื่อคนจากแต่ละตระกูลได้พบกัน จุดประสงค์ของแต่ละฝ่ายจึงเป็ที่เข้าใจกันโดยไม่ต้องเอ่ยปาก
ท่านซูยังเยาว์วัย ทั้งยังเป็ผู้มีพร์โดดเด่นในหมู่คนรุ่นเดียวกัน
ใครเล่าไม่อยากดึงเขามาเป็พวกของตระกูลตน และวิธีที่ดีที่สุดในการดึงดูด ก็คือการส่งศิษย์หญิงที่ทั้งสาวสวยและบริสุทธิ์ไปปรนนิบัติ หากท่านผู้นี้มีความสุขกับการเล่นสนุก บางทีอาจจะสามารถผูกสัมพันธ์กับตระกูลโบราณได้...
หากซูฉางเกอรู้ความคิดของพวกเขา ไม่รู้ว่าในใจจะรู้สึกอย่างไร?
เพราะหลักการที่เขาตั้งไว้ให้ตัวเองคือ จะไม่ยอมเป็คนระยำเด็ดขาด...
ในมุมหนึ่ง
เดิมทีจุดสนใจของเย่เฟิงอยู่ที่ซูฉางเกอ ทว่าเมื่อเขากวาดสายตามองไปด้านหน้าเพียงครู่เดียว เขาก็เหลือบไปเห็นเสวี่ยหลิวหลีในกลุ่มของตระกูลเสวี่ย สายตาของเขาพลันเปลี่ยนเป็ซับซ้อนขึ้นมาทันที
ในห้วงคำนึง
ความทรงจำเกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้ผุดขึ้นมาในใจอีกครั้ง
ในตอนนั้น เด็กหนุ่มที่เพิ่งออกจากตระกูล ได้ไปล่วงเกินสำนักใหญ่แห่งหนึ่งในจงโจว จนถูกไล่ล่าเป็พันลี้ และในสถานการณ์สิ้นหวัง เขาถูกหญิงสาวผู้เลอโฉมคนหนึ่งช่วยชีวิตเอาไว้
ในเวลานั้น เงาร่างของหญิงสาวผู้นั้นก็ได้ประทับลงในใจของเด็กหนุ่ม
แต่เด็กหนุ่มผู้นั้นปกปิดตัวตนไว้ บางทีหญิงสาวคนนั้นจนถึงตอนนี้อาจจะยังไม่รู้ตัวตนที่แท้จริงของเขาก็เป็ได้
สายตาของเย่เฟิงค่อย ๆ อ่อนโยนลง
ไม่ได้พบกันเสียนานเลยนะ
เสวี่ยหลิวหลี...