เรือปราณลำใหญ่มาจอดลอยนิ่งอยู่เหนือน่านฟ้าประตูทางเข้าโลกมิติขนาดเล็กดูจากความใหญ่โตของลำเรือ คาดว่าจะสามารถบรรจุคนได้ 700-1000คน
เรือปราณลำใหญ่ขนาดนี้ ทำให้ผู้ฝึกยุทธทุกคนสามารถดาดเดาความเป็มาได้ทันทีว่าต้องเป็นิกายระดับ 2 ดาว ที่พอจะงัดข้อกับนิกายกระบี่ไร้ลักษณ์ได้อย่างสูสีทัดเทียม
และก็เป็ดังว่า เมื่อผู้ฝึกยุทธไร้สังกัดหรือเหล่านิกายที่รู้จัก ก็แทบพูดโพร่งออกมาทันที
“นั่น...นิกายดาบเดียวดายในที่สุดก็มาแล้ว”
ผู้ฝึกยุทธที่ไม่รู้จักก็อดหันหน้าถามชายชราคนข้างเคียงไม่ได้
“เ้ารู้จักนิกายดาบเดียวดายอย่างนั้นหรือ”
“ย่อมแน่นอนข้ายังเคยผ่านทางไปเมืองดาบหยกซึ่งอยู่ในเขตปกครองของนิกายดาบเดียวดาย”
ชายชรา ทำสีหน้าลุ่มหลง
“เมืองดาบหยกนับเป็เมืองที่งดงามมาก ทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ ผู้คนล้วนเข้มแข็งแม้กระทั้งยามหน้าประตูเมืองยังไม่อาจดูแคลนได้”
“ท่านเ้าเมืองปกครอง ก็เป็ผู้าุโฝ่ายในของนิกายดาบเดียวดาย เคยมีผู้ฝึกยุทธพเนจรมีพลังปราณมนุษย์ขั้นสูงไปท้าทายต่อสู้สุดท้ายนกกระจอกยังไม่ทันกินน้ำ พ่ายแพ้ภายในครึ่งกระบวนท่า”
“ผู้คนในเมืองต่างกล่าวขานว่าท่านเ้าเมืองปกครองเมืองดาบหยก
มีพลังปราณครึ่งก้าวธรณีเื่นี้ไม่รู้จริงเท็จอย่างไร ไม่มีผู้ยืนยันได้”
พอฟังเื่ราวผู้ฝึกยุทธผู้นั้นกลืนน้ำลายดังเฮือก เงยหน้ามองดูเรือปราณลำใหญ่ใจสั่นระรัว
ชายชราชุดขาวที่ยืนอยู่ด้านหน้าหัวเรือะโลงมาจากความสูง 200เมตร อย่างนุ่มนวล ราวกับเซียนผู้วิเศษ
เมื่อมาถึงด้านหน้า เย่ซือม่อจึงแย้มยิ้มกล่าว
“เฒ่าเย่ไม่พบกันนานแล้ว สบายดีหรือไม่”
เย่ซือม่อ รู้ว่าเื่ตบทรัพย์ของมันจะถูกขัดขวางโดยชายชราชุดขาวแน่นอน จึงรู้สึกไม่พอใจยิ่ง เ้าช้าไม่มา เร็วไม่มา แต่มาจังหวะพอดีเกินไปหรือไม่้าหาเื่ต่อยตีหรือ
ถึงแม้ทั้ง 2 นิกายจะเป็ไม้เบื่อ ไม้เมากระทบกระทั่งกันมานาน แต่ก็ยังไม่ถึงคราวแตกหัก ดังนั้นน้ำขุ่นอยู่ใน น้ำใสอยู่นอกเย่ซือม่อ ยังคงรักษาท่างามสง่าเอาไว้
“ข้าก็นึกว่าผู้สูงส่งจากที่ใดที่แท้คือ เฒ่าตู้ นี่เอง”
เฒ่าตู้ ไม่สนใจน้ำเสียงประชดประชันของเย่ซือม่อยังคงกล่าวปกติ
“ผู้สูงส่งข้าตู้ไห่กลับไม่กล้ารับ แต่ถ้าเปรียบกับ เย่ซือม่อ ท่าน ข้ากลับไม่ละอายใจ”
เย่ซือม่อ หน้าแดงเล็กน้อยเพราะการกระทำก่อนหน้านี้ของมัน ทำให้ผู้อื่นนำมาตำหนิได้ จึงกระแทกกลับบ้าง
“ข้ากลับคิดว่านิกายดาบเดียวดาย อยู่ห่างไกลผู้คนปานนั้น ยังคงไม่มาจะดีกว่า”
“การเปิดประตูของโลกมิติขนาดเล็กผู้ฝึกยุทธทุกคนล้วนเฝ้ารอมานาน นิกายดาบเดียวดาย ของข้าก็เช่นกัน”
ชายชราชุดขาว มีนามว่า ตู้ไห่ เป็ผู้าุโสูง 1 ใน 6 คน ของนิกายดาบเดียวดาย มีอายุ 13000ปีมีพลังปราณขั้นเหนืุ์ ระดับ 10
เมื่อการปะทะคารมกันพอประมาณแล้ว ตู้ไห่กวาดสายตามองดูนิกาย และเหล่าผู้ฝึกยุทธทั้งหลาย ก่อนจะหยุดมองที่ เย่ซือม่อ
“ข้าคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ทุกคนควรจะได้เข้าไปในโลกมิติขนาดเล็กเสียที เฒ่าเย่ ท่านคงจะไม่ขัดข้องกระมัง”
เหล่านิกาย และผู้ฝึกยุทธทุกคน เมื่อได้ยินล้วนตื่นเต้นยินดี โดยเฉพาะรุ่นเยาว์ที่ถูกคัดออกในตอนแรก เพราะเมื่อมีนิกายดาบเดียวดายแบกรับไว้ พวกมันก็ไม่จำเป็ที่จะต้องจ่ายค่าผ่านทาง 100000เหรียญทองแล้วนั่นหมายความว่าทุกคนจะมีโอกาสที่จะเข้าไปในโลกมิติขนาดเล็กเช่นเดิม
ยามนั้นเหล่านิกาย และผู้ฝึกยุทธทุกคนต่างสรรเสริญ เยินยอดวงตาเป็ประกายมอง ตู้ไห่ เป็ดั่งฮีโร่ มาปราบอธรรม ยังไงยังงั้น
เย่ซือม่อ มองเห็นประกายตาของผู้คนจึงรู้ตัวว่ามันเป็ดั่งผู้ร้ายใจทราม และ ตู้ไห่ คือมือปราบฝ่ายธรรมะ
มันครุ่นคิดต่ออีกว่า ถึงมันกับ ตู้ไห่จะมีพลังปราณทัดเทียมกัน และมันก็ไม่เกรงกลัว ตู้ไห่ แม้แต่น้อยแต่ถ้ามาต่อยตีกันตอนนี้ คาดว่าเหล่านิกาย และผู้ฝึกยุทธทั้งหลายคงจะถือหางนิกายดาบเดียวดายเป็แน่เื่ราวจะบานปลายใหญ่โตเสียเวลาเปล่า
เมื่อคิดว่าเหรียญทองมากมายหลุดลอยจากมือไปแล้วก็ให้หงุดหงิดใจ เย่ซือม่อ ขบฟันฝากไว้ก่อนเถอะ ตู้ไห่ อย่าให้ถึงทีข้าบ้างก็แล้วกัน
เย่ซือม่อ มองเมินและสะบัดแขนเสื้อส่งสัญญาณให้รุ่นเยาว์นิกายกระบี่ไร้ลักษณ์ พูดเสียงดัง
“ศิษย์นิกายกระบี่ไร้ลักษณ์เคลื่อนพลได้”
เหล่ารุ่นเยาว์นิกายกระบี่ไร้ลักษณ์ยืดตัวตรง เดินเชิดหน้าไม่เหลียวแลผู้ใด นับว่านิกายเป็อย่างไรลูกศิษย์ที่บ่มเพาะสร้างมาก็เป็อย่างนั้น
ตู้ไห่ ได้แต่ส่ายหน้ายิ้มอย่างเอือมระอา
เมื่อนิกายกระบี่ไร้ลักษณ์ เดินเข้าไปในโลกมิติขนาดเล็กจนหมดสิ้นตู้ไห่ จึงส่งเสียงสดใสดังกังวาน
“สหายผู้ฝึกยุทธทุกท่านข้าตู้ไห่ ขอล่วงหน้าก่อนก้าวหนึ่ง เพื่อป้องกัน นิกายกระบี่ไร้ลักษณ์ คิดไม่ซื่อสร้างความยุ่งยาก”
“ทุกท่าน สามารถเดินติดตามมาทางด้านหลัง นิกายดาบเดียวดายได้เสมอ”
ผู้ฝึกยุทธทุกคนรู้สึกเคารพเลื่อมใส ตู้ไห่ต่างโห่ร้องยินดี
“สมแล้วที่เป็นิกายดาบเดียวดายน่าเลื่อมใสๆ”
“ข้าได้ยินว่านิกายดาบเดียวดายเป็ผู้กล้าหาญมีคุณธรรมอันประเสริฐวันนี้เป็การยืนยันว่าคำกล่าวไม่ใช่เื่เหลวไหลหลอกลวง”
“ข้าจะส่งลูกหลานเข้าเป็ศิษย์นิกายดาบเดียวดายให้ได้”
“ข้าก็เช่นกัน...”
“ข้าด้วย...”
เสียงผู้ฝึกยุทธกล่าวชื่นชม เหล่าศิษย์นิกายดาบเดียวดายรู้สึกภาคภูมิใจ ยืนตรงเป็ระเบียบเรียบร้อย ยิ่งส่งเสริมให้นิกายดาบเดียวดายดูมีเสน่น่าหลงไหลมากกว่าเดิม
“กรี๊ด...เ้าดูเด็กหนุ่มผู้นั่นซิช่างหล่อเหลา”
เสียงดรุณีเยาว์วัยผู้หนึ่งสอดแทรกขึ้นมา ชี้ให้ดูศิษย์นิกายดาบเดียวดายผู้หนึ่ง
“ไม่ๆ...ข้าว่าผู้นั้นดูดียิ่งกว่าน่ะ”
ดรุณีเยาว์วัยอีกผู้หนึ่งขัดขึ้นมาบ้าง
“พวกเ้ากล่าวเหลวไหลอันใดข้าว่าจะเป็ผู้ใดก็ได้ทั้งนั้น ขอเพียงเป็ศิษย์นิกายดาบเดียวดายก็พอแล้ว”
ดรุณีเยาว์วัย คนที่สามกุมมือที่หน้าอก สีหน้าเพ้อฝันเหม่อลอยไปไกล
ตู้ไห่ โบกมือะโเสียงดัง
“ศิษย์นิกายดาบเดียวดายเคลื่อนพลได้”
“พรึ้บ...”
“พรึ้บ...”
เสียงชายเสื้อปะทะลม เหล่าศิษย์นิกายดาบเดียวดายต่างะโลงมาจากเรือปราณ เป็เส้นสาย มองดูเป็ภาพตื่นตาตื่นใจยิ่ง
ศิษย์คนแรกที่ลงมาถึงพื้นก็ไม่รอช้าถีบเท้าพุ่งเข้าไปในทางเดินผ่าน คนที่สอง คนที่สาม ติดตามเข้าไปจนหมดสิ้น
ตู้ไห่ ประสานมือคารวะกล่าว แล้วจึงพุ่งกายหายเข้าไปบ้าง
“ทุกท่าน...เชิญ”
เหล่านิกาย ระดับ 1 ก็ไม่รอช้ารีบเข้าไปเป็ลำดับต่อไป และติดตามด้วยผู้ฝึกยุทธไร้สังกัด
ตอนนี้กลุ่มคนหลายพันคนก็ทยอยเข้าไปจนหมดสิ้น แต่ยังมีอีก 2นิกายที่ยังยืนอยู่ด้านหน้าประตูทางเข้าโลกมิติขนาดเล็ก
ทั้ง 2 นิกายนี้คือ นิกายเสียงพิณ และนิกายไผ่ขจี
สำหรับนิกายเสียงพิณ จัดเป็นิกายระดับ 1ดาว ศิษย์ของนิกายทั้งหมดเป็สตรี ไม่มีผู้ชายเลยแม้แต่คนเดียว
ทั้ง 2 นิกาย จัดว่ามีความสัมพันธ์สนิทสนมใกล้ชิดกันมากเหตุที่เป็เช่นนั้น เพราะเดิมที เ้านิกายทั้ง 2ท่านเป็พี่น้องชายหญิงร่วมสายเืกัน
แต่เนื่องจากกฏระเบียบที่วางไว้โดยบรรพบุรุษทำให้ฝ่ายชายคนพี่ต้องออกมาอยู่ภายนอกนิกาย จนเวลาผ่านไป สุดท้ายจึงก่อตั้งนิกายไผ่ขจีขึ้นมา
สำหรับฝ่ายหญิงคนน้องต้องปกครองนิกายเสียงพิณ ต่อจากท่านประมุขคนก่อน
สตรีกลางคน หัวหน้ากลุ่มรุ่นเยาว์นิกายเสียงพิณ เอ่ยวาจา
“ศิษย์น้องเปียว...หลังจากเข้าไปแล้วกำหนดเวลาไว้ที่ 3 เดือน จึงจะกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง”
“แต่ทุก 1เดือน จะต้องแลกเปลี่ยนข่าวสารกัน เพื่อความปลอดภัย”
“แม้แต่ท่านประมุขก็ยังไม่อาจจะคาดเดาความเป็ไปในโลกมิติขนาดเล็กหลังจาก 8000ปี ที่ผ่านมา”
“นับจากในอดีตที่ประมุขทั้ง 2 ท่านได้เข้าไปในโลกมิติขนาดเล็ก ครั้งแรกได้มีการทำข้อตกลงบางอย่างเอาไว้ แต่ว่าผ่านมา 8000ปี แล้วไม่ทราบว่าจะตามหาคนเจอหรือไม่”
สตรีกลางคน ขมวดคิ้วครุ่นคิดนับแต่ได้รับมอบหมายภาระกิจจากท่านประมุข ก็เกิดความรู้สึกกดดันไร้สภาพชนิดหนึ่งที่ชวนให้อึดอัดไม่สบายใจ เพราะจะเกิดความผิดพลาดไม่ได้นั่นหมายถึงความอยู่รอดของทั้ง 2 นิกาย
สตรีกลางคน มีนามว่า เซียวชิงหนิง มีอายุ 5000ปี มีพลังปราณมนุษย์ขั้นสูง ระดับ 5เป็ผู้าุโสูง 1 ใน 2 คน ของนิกาย
ศิษย์น้องเปียว หรือก็คือ เสิ่นลู่เปียว ลูกศิษย์ ลำดับ 1 ของนิกายไผ่ขจี มีอายุ 3000ปี มีพลังปราณมนุษย์ขั้นกลางระดับ 4
เซียวชิงหนิง กล่าวต่อ
“อย่างไรก็ตามภาระกิจแรกพวกเรายังคงแยกย้ายกันค้นหา ตามที่ท่านประมุขได้บอกมาก่อน น่าจะดีกว่า”
“สำหรับภาระกิจที่2 หลังจาก 3 เดือน พวกเราค่อยหารือกันอีกครั้ง
เซียวชิงหนิง และ เสิ่นลู่เปียวพยักหน้า เห็นพ้องต้องกันว่าแยกย้ายกันค้นหา น่าจะรวดเร็วยิ่งกว่า
เซียวชิงหนิง ส่งพลังปราณทมิฬ จากไข่มุกทมิฬออกไป 10 สาย ยิงไปที่หน้าผากของ ศิษย์นิกายไผ่ขจี ทั้ง 10 คน เพื่อระบุตัวบุคคล
นั่นเท่ากับเป็ใบการันตี ว่าถ้าไม่เกิดเหตุการณ์เหนือความคาดหมายใดทุกคนจะได้กลับออกมาอย่างปลอดภัยแน่นอน
“เอาหล่ะศิษย์นิกายเสียงพิณ และนิกายไผ่ขจี เคลื่อนพลได้”
มีเสียงเคลื่อนไหวรวดเร็ว แต่แ่เบาหายเข้าไปในทางเดินผ่านโลกมิติขนาดเล็ก ซึ่งเป็กลุ่มสุดท้าย