ประเทศไทย อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา
บรรยากาศยามเช้าของพื้นที่การเกษตรในอำเภอปากช่องสดชื่นไปด้วยละอองน้ำจากสปริงเกอร์สร้างความชุ่มชื้นให้ผืนดินและต้นผัก หยดน้ำใสๆ เกาะพราวตามใบผักสีเขียวสะท้อนกับแสงอาทิตย์ยามเช้า แลดูสวยงามราวกับอัญมณี
ร่างสูงของลูกชายเ้าของไร่เดินตรวจตามแปลงผักและแปลงพืชไร่ที่มีกว่า 100 ไร่ ซึ่งแม่และน้าของเขารวมถึงคนงานในไร่อีกกว่าสิบชีวิตช่วยกันปลูกและดูแล ชายหนุ่มเดินเข้าไปในโรงเรือนไฮโดรโปนิกส์สำหรับปลูกผักประเภทสลัดโดยเฉพาะเพราะเป็ผักที่บอบช้ำง่ายจึงต้องปลูกไว้ในโรงเรือนที่มีการควบคุมอุณหภูมิและน้ำได้ดีกว่าการปลูกลงดินในมือแข็งแรงหิ้วตะกร้าและมีดขนาดเล็กเหมือนคนงานตัดผักคนอื่น ๆ ค่อยๆ เดินสำรวจและเก็บผักั้แ่รุ่งเช้าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
เสียงกริ่งจักรยานดังขึ้นในตอนสายที่หน้าโรงเรือนร่างสูงที่กำลังเก็บผักอยู่บนรางไฮโดรโปนิกส์เงยหน้าขึ้นมองตามเสียงพบเพื่อนสนิทที่เคยเล่นด้วยกันมาั้แ่เด็ก ๆจอดรถจักรยานไว้ข้างโรงเรือนแล้วเดินตรงเข้ามาหาเขาข้างใน
“เมือบ้านกะบ่โทรหาหมู่เนาะ” เข้มเพื่อนเล่นสมัยเด็กของเขาเอ่ยทักขึ้น “ดีนะที่กูได้ยินแม่ค้าในตลาดเขาเอิ้นกันว่าลูกชายคุณนายลัดดาเพิ่งกลับมาจากฝรั่งเศส คิดว่าต้องเป็มึงแน่ ๆ กูเลยปั่นจักรยานมาหาเนี่ย”เพื่อนว่าพลางหยิบผักในตะกร้าขึ้นมาเคี้ยวกรุบกรอบ
“เออเพิ่งมาถึงเมื่อวาน นี่แม่กูเขาดังขนาดนั้นเลยเหรอ”
“ไม่รู้จักคุณนายลัดดา ศรีสมบูรณ์ แบรดฟอร์ด แห่งไร่ลัดดาเสียแล้ว”
เขาจากบ้านไปนานเลยไม่รู้ว่าชื่อเสียงของไร่ลัดดานั้นโด่งดังขนาดไหน รู้แค่ว่าผักสลัดจากไร่แห่งนี้ ส่งไปขายที่ซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านสเต๊กดัง ๆ อีกหลายแห่งในปากช่อง
“แถวนี้ไม่มีใครปลูกผัก ปลูกองุ่น ปลูกข้าวโพดได้เหมือนแกหรอก TV มาถ่ายตั้งไม่รู้กี่ช่อง ใคร ๆ ก็รู้จักไร่ลัดดา แล้วใคร ๆที่รู้จักคุณนายลัดดาก็ต้องรู้จักลูกชายแกด้วยเป็ธรรมดา”
“กูว่าเย็นนี้จะโทรไปหา ไม่คิดว่ามึงจะกลับมาบ้าน” ลูกชายเ้าของไร่บอกพลางหันไปตัดผักต่อ
“ลูกปิดเทอม เลยพามาอยู่บ้านแม่ อยู่กรุงเทพฯ ก็ไม่มีใครดูเวลากูกับพิมพ์ไปทำงาน”
“กี่ขวบแล้ววะไม่เจอตั้งนาน”
“3 ขวบ เข้าอนุบาลแล้ว”เขาจำได้ว่าเขาร่วมงานแต่งงานของเพื่อนรักคนนี้ก่อนจะบินไปฝรั่งเศสอีกไม่กี่เดือนต่อมา
“ไม่เอาอีกคนวะจะได้เป็เพื่อนกัน” เข้มหัวเราะขำก่อนจะบอกว่า
“กูไม่รีบ รอมึงก่อน”
“เฮอะ รอไปเถอะมึง”สองเพื่อนซี้พูดคุยถามสารทุกข์สุกดิบอยู่นานเพราะไม่เจอกันนานถึง 4 ปีเลยมีเื่ให้พูดคุยมากมาย
“วันนี้ว่างใช่ไหมมึง ไปตกปลากัน กูบอกแม่มึงแล้วนะกูเอาอุปกรณ์ตกปลามาไว้หน้าตะแกรงรถแล้ว”
“เออ ดีเหมือนกัน เดี๋ยวกูเอาผักให้น้าดลก่อน” อ็อตโต้บอกก่อนจะเดินหิ้วตะกร้าผักออกไปรวมกับของคนงานคนอื่นๆ
“คุณนายลัดดาบอกว่าให้พามึงไปไหนก็ได้ไปไกล ๆ เลย” เข้มเอ่ยปากบอกเพราะก่อนมาหาเพื่อนที่โรงเรือน เขาแวะที่บ้านเพื่อนมาแล้ว พบคุณนายลัดดาจึงได้รู้ว่าเพื่อนมาขลุกอยู่ในโรงเรือนปลูกผัก
วางผักเสร็จอ็อตโต้จึงเดินตามเพื่อนไปซ้อนท้ายจักรยานเข้มปั่นจักรยานพาเพื่อนมาหยุดตรงอ่างเก็บน้ำประจำหมู่บ้าน ที่เขาและเพื่อน ๆเคยมาเล่นกันั้แ่เด็ก ๆ สองเพื่อนซี้ช่วยกันปูเสื่อและวางอุปกรณ์ตกปลาไว้บนเสื่อ ก่อนจะหยิบคันเบ็ดของตัวเองมาใส่เหยื่อแล้วเหวี่ยงสายเบ็ดลงไปในน้ำอย่างชำนาญ
“รัญเป็ไงบ้างวะเงียบไปเลย ไลน์กลุ่มก็ไม่เห็นโพสต์อะไร” อ็อตโต้
เอ่ยปากถามถึงเพื่อนสนิทอีกคน ขณะเอนหลังนอนราบลงบนเสื่อตามองขึ้นไปบนท้องฟ้า ที่ก้อนเมฆกำลังเคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ นึกถึงเพื่อนสนิทอีกคนที่กอดคอร่วมหัวจมท้ายกันมาั้แ่ชั้นประถมเคยยกพวกไล่ตีเด็กอาชีวะมาด้วยกัน แต่หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัยต่างคนต่างมีหน้าที่การงานต้องรับผิดชอบเลยทำให้ไม่ได้ติดต่อกันเหมือนอย่างเคย
“เจ๊รัญนะเหรอ เออหายเงียบจริงๆ”
ชายหนุ่มหัวเราะขำ พร้อมกับเสียงโทรศัพท์ของเข้มส่งเสียงดังครืดเข้มคว้าโทรศัพท์ที่วางไว้ข้างตัวขึ้นมาดู
“ตายยากจริง ๆ เลยมึง” เข้มเอ่ยปากขึ้นหลังจากมองหน้าจอและเห็นว่าใครโทรมา ก่อนจะสไลด์โทรศัพท์รับสายให้เป็ VideoCall
“ว่าจั๊งได๋สาวงาม” เข้มกรอกเสียงไปตามสายพร้อมกับยื่นโทรศัพท์ห่างออกจากตัวเพื่อให้เห็นเพื่อนที่นอนอยู่ข้างๆ
“บองชู my darling คิดฮอดหลายเด้อ...บักสีดา” เจ๊รัญในชุดสูทคัตดิ้ง
เนี๊ยบติดกากเพชรวิบวับที่หัวไหล่ผมสีทอง เซตให้ตั้งขึ้นราวกับผนังเขื่อนเอ่ยทักทายเพื่อนสนิทเป็ภาษาฝรั่งเศส และภาษาอีสานที่คุ้นเคยและบักสีดาภาษาอีสานหมายถึง ฝรั่ง ซึ่งเป็ชื่อที่เพื่อน ๆ ในห้องเรียนมักเรียกอ็อตโต้แบบนั้นแม้จะเป็ลูกครึ่ง ไทย-อเมริกัน แต่คนอีสานมักเหมาเรียกชาวต่างชาติหรือลูกครึ่งว่า“ฝรั่ง”
“เห้ย กูขนลุก” อ็อตโต้บอกพร้อมลูบแขนตัวเองแรง ๆ
“มาแล้วซิบ่โทรหาหมู่จั๊กหน่อยเนาะมึง” ศรัญหรือเจ๊รัญเพื่อนร่วมแก๊งที่ค้นพบตัวตนหลังจากเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยว่า เขาไม่ใช่ผู้ชายและตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตแบบชายหนุ่มหัวใจสาวและแม้ว่าเพื่อนจะเปลี่ยนไปแต่อ็อตโต้และเข้มก็ยังรู้สึกว่าศรัญยังคงเป็เพื่อนของพวกเขาเหมือนเดิม
“ฮู้ดอก จักหน่อยเพื่อนก็โทรมา” อ็อตโต้ดันตัวเองให้ลุกขึ้นนั่ง
“ย่ะ ฟ่าวมากรุงเทพฯ แวะมาหากูนำเด้อ เอาของฝากมากูด้วย”
“นายแบบจากฝรั่งเศสอยู่เต็มกระเป๋าเลย”
“โอ๊ย เป็ตาออนซอนเด๊ บ่แม่นขาดใจต๋ายแล้วบ่”
“นี่มึงคิดฮอดกูแม่นบ่ บ่แม่นคิดฮอดของฝากกูบ่ บักเข้มนี่กะอี๊กโต๋”
“โฮ๊ย...มึ๊งไปฮอดเมืองฝรั่งตั้ง 4 ปี บ่คิดฮอดเสี่ยว ให้กูคิดฮอดหมาบ่ แล้วมึงซิเฮดเวียกเฮดหยังต่อละบัดนี้มาถ่ายรูปกับนิตยสารกูบ่”
“บ่ กูขี้คร้าน ยังบ่อยากคิด”
“แล้วจะบวชเมื่อไหร่ล่ะมึง กูจะได้ไปช่วยถือหมอนให้”เพื่อนหนุ่มหัวใจสาวจิกกัดให้เบา ๆ
“ถือหมอนรถไฟแม่นบ่มึง” เข้มเอ่ยปากแซว
“ไว้มึงบวชเด้อบักเข้ม” เพื่อนหัวใจสาวจิกกัดเบา ๆ
“กูอยากอยู่นำแม่จักหน่อย”
“แต่เหมือนแม่มันบ่อยากให้มันอยู่นำดอก” เข้มเอ่ยปากขึ้นมาบ้างสร้างเสียงหัวเราะให้กับเพื่อนที่อยู่กรุงเทพฯแต่ทำให้มิตรภาพใกล้กันมากขึ้นด้วยพลังโซเชียล
ตกเที่ยง อากาศเริ่มร้อน ทั้งสองจึงตัดสินใจปั่นจักรยานกลับบ้าน โดยขากลับคราวนี้สลับให้อ๊อตโต้เป็คนปั่นจักรยานในขณะที่เข้มนั่งซ้อนท้ายโดยหันหลังพิงหลังเพื่อนมองทิวทัศน์ที่จักรยานแล่นผ่านอย่างสบายใจ นึกถึงในวัยเด็กที่เขาและเพื่อนเคยปั่นจักรยานเล่นกันแบบนี้ นานแล้วที่ไม่ได้อยู่ในบรรยากาศแบบนี้
การตกปลาถือเป็กิจกรรมที่พวกเขาชื่นชอบเป็พิเศษจุดมุ่งหมายการตกปลาของพวกเขาไม่ได้อยู่ที่การได้ปลามากน้อยแค่ไหน แต่อยู่ที่ระหว่างรอปลามาติดเบ็ดนั้นต่างหากที่ถือเป็่เวลาที่เขาและเพื่อนได้พูดคุยเล่าเื่ราวที่ต่างพานพบมาเป็เวลา 4 ปี ซึ่งปลาโชคร้ายที่มากินเบ็ด ก็จะถูกปล่อยคืนสู่ลำน้ำตามเดิม
“มึงไม่สนใจไปเป็ช่างภาพให้นิตยสารของไอ้รัญมันเหรอ”เข้มเอ่ยปากถามถึงระหว่างทางที่นั่งซ้อนท้ายจักรยานกลับบ้าน
“ยังอะ อยากอยู่กับแม่สักพัก”
“เอ้ามึงมาติดแม่เอาตอนแก่”
“กูให้เขาอยู่คนเดียวมาตั้ง 4 ปี”
จักรยานเลื่อนมาจนถึงบ้าน อ็อตโต้เอาอุปกรณ์ตกปลาเข้าไปเก็บในโรงรถ
“กลับมากันแล้วเหรอจ๊ะ ขึ้นมาทานข้าวกันนะลูก”เสียงคุณนายลัดดาดังมาจากในบ้าน “เข้มทานข้าวเที่ยงด้วยกันนะลูกวันนี้แม่ทำข้าวคลุกกะปิด้วยนะ” คุณนายลัดดายื่นหน้าออกมาทางหน้าต่างเอ่ยปากเรียกเพื่อนลูกชายที่เห็นมาั้แ่เล็ก
“ครับแม่” เข้มรับคำ ก่อนจะโทรบอกที่บ้านว่าวันนี้กินข้าวบ้าน อ็อตโต้
“แม่ไม่ให้มันไปเป็ช่างภาพนิตยสารที่กรุงเทพ ฯ เหรอครับฝีมืออย่างมันนี่ใคร ๆ ก็อยากได้” เข้มเอ่ยปากถามขึ้น ขณะนั่งทานข้าวร่วมโต๊ะกับเพื่อนและแม่ของเพื่อน
“แม่หางานให้แล้ว อาทิตย์หน้าเข้ากรุงเทพกับแม่”
“หือ...งานอะไรเหรอครับแม่” ลูกชายหันมาถามแม่
“เพื่อนสนิทของแม่เขาเปิดเวดดิ้งสตูดิโออยู่ที่กรุงเทพฯเขาอยากให้เราไปช่วยงาน”
“Wedding Studio มันไม่ธรรมดาไปหน่อยเหรอครับแม่” เข้มออกความเห็นเขารู้ว่าเพื่อนมีความสามารถขนาดไหน และมีผลงานมากมายตอนอยู่ฝรั่งเศส
“งานทุกงานมีค่าเหมือนกันนั่นแหละที่แม่ไม่อยากให้มันไปเป็ช่างภาพนิตยสาร เพราะกลัวมันจะมีเมียเป็นางแบบ”แม่บอกพลางกระซิบข้างหูเพื่อนลูกชายในประโยคสุดท้าย แต่ลูกชายได้ยิน
“หวงลูก”
“ย่ะ ฉันมีลูกคนเดียวนี่ยะ” คุณนายลัดดาบอกก่อนจะหันไปหาเพื่อนลูก“ทานเยอะ ๆ นะเข้ม มีอันนี้แม่จำได้ว่าเข้มชอบหมูหวาน”แล้วตักอาหารโปรดใส่จานเพื่อนลูก
“แม่ขอผมบ้างสิครับ ผมก็ชอบนะ”
“ตักเองค่ะ” แม่บอกก่อนจะเลื่อนจานหมูหวานไปทางลูกบ้าง แต่ไม่ได้ตักให้แล้วลุกไปหยิบขวดน้ำในตู้เย็น
“แม่ผมลูกแม่นะ” ลูกชายเริ่มโวยวาย
“แล้วไงจ๊ะ” เสียงแม่ดังมาจากประตูตู้เย็น
เข้มได้แต่นั่งขำหึ หึ เมื่อเห็นสองแม่ลูกงอนกัน โอ้ไม่ซิ ถ้าอยู่ข้างนอกต้องเรียกคุณนายลัดดาว่าพี่สาว เพราะหน้าคุณนาย อ่อนกว่าวัยมาก...
อ็อตโต้เป็บุตรชายคนเดียวของ ร้อยโทริชาร์ด แบรดฟอร์ดทหารอเมริกันที่มาตั้งฐานทัพที่อำเภอปากช่อง ในยุคาเวียดนามแล้วได้เจอกับคุณหนูลัดดา บุตรสาวคนโตของกำนันบุญเติมหลังจากนั้นทั้งคู่ก็ได้แต่งงานอยู่กินกันฉันสามีภรรยาแม้ถึงเวลากลับเข้ากรมหลังาสงบ ร้อยโทริชาร์ด
ก็กลับมาอยู่ด้วยกันกับสตรีอันเป็ที่รักแม้จะไกลบ้านไกลเมือง แต่เพราะหัวใจของเขาอยู่ที่นี่
อ็อตโต้เติบโตท่ามกลางวัฒนธรรมอเมริกันแบบพ่อ และวัฒนธรรมอีสานแบบแม่พ่อริชาร์ดเข้ามาช่วยงานที่โรงสีของตาบุญเติม และได้ซื้อที่ทางไว้สำหรับทำสวนก่อนจะเสียชีวิตลงตอนที่เขาเข้ามหาวิทยาลัยได้เพียงปีเดียว เขาจึงตัดสินในหยุดเรียนทิ้งความฝันมาช่วยแม่ทำสวนได้ปีกว่า ๆ จึงได้กลับไปเรียนต่อ ทำให้เรียนจบช้ากว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันไปหนึ่งปี
สี่ปีก่อน
“แม่อยู่คนเดียวได้ยังไง” ลูกชายเอ่ยปากขึ้นในมื้อเย็นวันหนึ่งเมื่อผู้เป็แม่บอกให้เขาไปฝรั่งเศสในเดือนหน้า
“นี่ฉันไม่ใช่สาวน้อยที่อยู่คนเดียวไม่ได้ ตอนนี้น้าแกกับเมียเขาก็มาช่วยฉันแล้วแกก็ไปเรียนต่อให้จบอย่าทำลายความฝันและอนาคตของตัวเองจบแล้วก็ไปช่วยงานอาเจสซี่ตามที่พ่อเขาขอไว้” แม่กล่าวถึงน้องสาวคนเดียวของพ่อริชาร์ดซึ่งก่อนพ่อของเขาจะเสีย อาเจสซี่ได้มาเยี่ยมพ่อและเอ่ยปากขอให้เขาไปช่วยงานด้านถ่ายภาพให้กับนิตยสารซึ่งเป็ธุรกิจของครอบครัวทางฝ่ายพ่อหลังจากเรียนจบและเมื่อถึงเวลานั้นลูกชายกลับไม่อยากจากผู้เป็แม่ไปไกลบ้านไกลเมือง
“แกต้องมีอนาคตเป็ของตัวเอง”
“ถ้าผมไปฝรั่งเศสแล้วได้เมียกลับมาแม่จะว่ายังไง”ลูกชายเอ่ยปากพูดทีเล่นทีจริง
“นั่นมันเื่ของแก เมียแกไม่เกี่ยวกับฉัน” แม้จะต้องห่างกันแต่เพื่ออนาคตของลูกแล้ว ผู้เป็แม่อย่างคุณนายลัดดาก็ใจเข้มแข็งพอที่จะให้ลูกไปมีอนาคตเป็ของตัวเองไม่รั้งลูกไว้ให้อยู่กับตัวเองไปตลอดชีวิตแม้ในใจภาวนาขออย่าให้ลูกหิ้วสะใภ้ฝรั่งกลับมาบ้านเป็พอ