เสียงของสาวใช้ดังขึ้นเบาๆทำให้ฟางจื้อซ่านและเจียงหลิงเยว่ผละออกจากกันหันไปทางประตูนายหญิงฟางเดินเข้ามาพร้อมแม่นมโจว ในสายตาของเจียงหลิงเยว่นายหญิงฟางดูงดงามสูงส่งดั่งเทพธิดาอยู่บนสรวง์นางรู้สึกเหมือนอยู่กันคนละชั้นกับสตรีผู้นี้
นายหญิงฟางนั่งลงบนเก้าอี้ไม้แกะสลักแม่นมโจวยืนอยู่ด้านหลังอย่างสงบ ฟางจื้อซ่านคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าเจียงหลิงเยว่คุกเข่าก้มหน้า บีบมือแน่นวางไว้บนตัก เนื้อตัวสั่นดั่งลูกนกเปียกฝน
นายหญิงฟางมองนางแล้วอดนึกสงสารไม่ได้ ‘นางคงมีอายุมากกว่าซูฮวาไม่กี่หนาว...ช่างน่าเวทนานัก’
“เ้าชื่อหลิงเยว่ใช่หรือไม่”นางเอ่ยถามด้วยเสียงอ่อนโยน
“เ้า...เ้าค่ะ นายหญิง” เจียงหลิงเยว่ตอบเสียงเบา
“ไหน...ให้ข้าดูหน้าใกล้ๆหน่อย” นายหญิงฟางเอ่ยเสียงเรียบ
เจียงหลิงเยว่หันไปมองฟางจื้อซ่านเขาพยักหน้าเบาๆ นางจึงขยับเข้าไปใกล้…
นายหญิงฟางเชยคางนางขึ้นกวาดตามองอยู่ครู่ใหญ่‘สาวน้อยหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู...ห่างบ้านมาแสนไกลตัวคนเดียว ต้องมาร้องไห้เสียจนตาบวมแดงเช่นนี้ หากนางเป็ซูฮวา…ข้าคงทำใจไม่ได้เช่นกัน...นางกับอาซ่านคงมีวาสนาต่อกัน’
“หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู...เ้าอายุเท่าไหร่”นายหญิงฟาเอ่ยถาม ครานี้มีรอยยิ้มเล็กน้อยอยู่บนใบหน้า
“สิบ...สิบห้าหนาวเ้าค่ะ”หลิงเยว่ตอบเสียงสั่น
นายหญิงฟางนิ่งไปครู่หนึ่ง…ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “จากนี้ไป...เรือนตระกูลฟางคือบ้านของเ้า… เ้าก็เรียกข้าว่าท่านแม่เถิด”
เจียงหลิงเยว่ทั้งใและดีใจน้ำตาร่วงไหลดั่งสายฝน นายหญิงฟางเห็นแล้วน้ำตาคลอเช่นกันนางหันไปพูดกับฟางจื้อซ่าน
“อาซ่าน...แม่ตามใจเ้าพรุ่งนี้แม่จะให้คนไปเรียนปรึกษาท่านอาของเ้าเป็ตัวแทนไปเจรจาขอถอนหมั้นคุณหนูรองหยางกับท่านเสนาบดี”
“ท่านแม่!...” ฟางจื้อซ่านเอ่ยเสียงสั่นเขาใที่นายหญิงฟางแน่วแน่ถึงเพียงนี้ จะหักกับตระกูลหยางเพื่อเขาและนาง…
ก่อนกลับนายหญิงฟางจับมือเขาแน่นแล้วพยักหน้าเบาๆเป็เชิงให้สบายใจ… นางจะแบกรับปัญหาใหญ่นี้ไว้เอง
นายหญิงฟางเอ่ยขึ้นก่อนก้าวออกจากประตูอย่างยินดี“เย็นนี้...เ้าพานางไปกินข้าวที่เรือนหลัก…ถือเป็การต้อนรับนาง… ดีหรือไม่”
เมื่อนายหญิงฟางจากไปแล้วเจียงหลิงเยว่ก็เก็บความสงสัยไว้ไม่อยู่ นางหันมาถามเขาด้วยเสียงแ่เบา “ท่านพี่...เสนาบดี...ถอนหมั้น….คุณหนูรอง...คืออันใดเ้าคะ”
ฟางจื้อซ่านพยายามยิ้มให้นาง“เยว่เอ๋อร์...เ้าอย่าคิดมากไม่มีอันใด…จริงสิ! เ้าดีใจหรือไม่….เย็นนี้เ้าต้องแต่งชุดที่สวยที่สุดเลยนะเข้าใจหรือไม่”
เจียงหลิงเยว่กลับรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องนางมองเขาด้วยสายตาเ็ป “ท่านพี่...ท่านมีคู่หมั้นคู่หมาย…อยู่แล้ว ใช่หรือไม่เ้าคะ”
ฟางจื้อซ่านนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนตอบเสียงเบา “เยว่เอ๋อร์...ข้า...ข้าก็ไม่รู้…ข้าความจำเสื่อม...ท่านแม่เพิ่งจะบอกแต่เ้าไม่ต้องเป็ห่วง ข้าจัดการได้…ข้าจะ...จะถอนหมั้น”
เจียงหลิงเยว่เข้ามาสวมกอดเขาไว้แน่นเป็ครั้งแรกที่นางเป็ฝ่ายกอดเขาก่อน… ‘ไม่มีใครเข้าใจถึงความสูญเสียดีเท่านางและนางก็ไม่อยากให้ใคร ต้องสูญเสียเพราะนาง มันไม่ยุติธรรมสำหรับใครคนนั้น’
“ท่านพี่...หลิงเยว่มาทีหลัง...ท่านอย่าถอนหมั้นนางเลยนะเ้าคะหลิงเยว่...ยอมเป็อนุเ้าค่ะ”
“เยว่เอ๋อร์!...”ฟางจื้อซ่านเอ่ยเสียงสั่น
ฟางจื้อซ่านนิ่งอึ้ง...เขาไม่คาดคิดเลยว่าจะได้ยินประโยค ที่เสียสละถึงเพียงนี้จากเด็กสาววัยเพียงสิบห้า นางเปรียบเสมือนดอกไม้ป่าที่ผุดขึ้นท่ามกลางขุนเขา...แม้ไร้คนทะนุถนอมก็ยังคงความงดงามแต่เมื่อพิศมองกลับพบว่านางนั้นมีค่าสูงยิ่งกว่ามวลบุปผาในแจกันทองเสียอีก ั้แ่วันแรกที่พบกันจนถึงวันนี้...หลิงเยว่มีแต่ให้ นางช่วยชีวิตเขา ดูแลยามเขาเจ็บป่วยเป็ความสดชื่นยามเขาเหนื่อยล้า และเป็รอยยิ้มเดียวที่ทำให้เขาสุขใจ
มันเกินคำว่าคุ้มค่า ที่เขาได้ทะลุมิติข้ามเวลามาพบนาง... ฟางจื้อซ่านรู้สึกว่าเขาคือชายที่โชคดีที่สุดเขาสวมกอดนางไว้อย่างทะนุถนอม ราวกับว่าหากเขาออกแรงมากกว่านี้เพียงนิดดอกไม้ป่าที่แสนล้ำค่าดอกนี้จะบุบสลายไป...ในโลกเดิมเขาอาจเป็นักแสดงที่เล่นได้ทุกบทบาท แต่สำหรับบทบาท ‘คนรัก’ ของหลิงเยว่ เขาใช้เพียงหัวใจเท่านั้น
“เยว่เอ๋อร์... เ้าช่างโง่งมนัก ที่มีใจเมตตาให้ผู้อื่นแม้ในยามที่ตัวเองลำบาก”เขาพึมพำชิดกลุ่มผมนางด้วยความรักที่ท่วมท้น
ยามโหย่ว(17.00 – 19.00 น.) ณโถงเรือนหลัก เอินอี๋เหนียง ฟางซูเจิน และฟางซีห่าวยืนรออยู่ก่อนแล้วฟางจื้อซ่านพาเจียงหลิงเยว่เดินเข้าไปอย่างช้าๆ นางดูประหม่าอย่างเห็นได้ชัดเขาจึงโอบไหล่ปลอบประโลม
“คุณชาย...”/ “ท่านพี่...”สองแม่ลูกแอบมองเจียงหลิงเยว่เป็ระยะๆ ก่อนจะเอ่ยทักฟางจื้อซ่าน
“อี๋เหนียง” ฟางจื้อซ่านเอ่ยทักทายตอบอย่างสุภาพ
ยังไม่ทันจะแนะนำเจียงหลิงเยว่นายหญิงฟางก็เดินเข้ามาอย่างสง่างาม จูงมือฟางซูเม่ยมีฟางซูฮวาเดินตามมาติดๆ
“นายหญิง...” / “ท่านแม่ใหญ่...” / “ท่านแม่...” / “ท่านพี่...” / “อี๋เหนียง...” ทุกคนต่างทักทายกันตามลำดับ
นายหญิงฟางเห็นเจียงหลิงเยว่ท่าทางกระอักกระอ่วนจึงเอ่ยอย่างอ่อนโยน พลางหันไปทางฟางจื้อซ่าน
“อาซ่าน...เ้ายังไม่แนะนำหลิงเยว่ให้ทุกคนรู้จักอีกหรือ...”
ฟางจื้อซ่านแนะนำเสียงสั่นมือข้างหนึ่งลูบท้ายทอยด้วยความเขินอายจนหน้าแดงลามไปถึงหูภาพของคุณชายใหญ่ที่เคยเคร่งขรึมกลับมาทำท่าทางเคอะเขินต่อหน้าคนทั้งบ้านทำให้บรรยากาศที่เคยตึงเครียดกลับดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที
“เอ่อ...นี่คือภรรยาของข้านางชื่อเจียงหลิงเยว่”
เจียงหลิงเยว่ยอบกายแสดงความเคารพอย่างนอบน้อมแม้มือจะสั่นเล็กน้อยแต่แววตาอ่อนโยน
ฟางจื้อซ่านหันไปแนะนำทีละคน“อาเยว่...ท่านนี้คือเอินอี๋เหนียงนั่นน้องรองซูฮวา นี่น้องสามซูเจิน แล้วนั่นก็น้องสี่ซูเม่ย และน้องห้าซีห่าวเ้าเคยเจอพวกเขาสองคนแล้ว”
เสียงทักทายที่ดังขึ้นสอดประสานกันกลับช่วยให้หัวใจที่เคยกังวลของหลิงเยว่เริ่มสงบลง
“สะใภ้ใหญ่...” เป็เสียงทักทายของเอินอี๋เหนียงดังขึ้น พร้อมกับเสียงสดใสของเหล่าน้องๆที่เรียกขานนางว่า “พี่สะใภ้” สลับกับที่เจียงหลิงเยว่ก้มหน้ายอบกาย “อี๋เหนียง” และเรียกเหล่าน้องสามีด้วยความนอบน้อม “น้องสามี”
เจียงหลิงเยว่พยายามกลั้นน้ำตาแห่งความตื้นตันนางคลี่ยิ้มออกมาบางๆ แม้ในส่วนลึกของใจจะยังคงสั่นไหวด้วยความประหม่า… ในวินาทีนี้การได้รับการโอบอุ้มจากคนในครอบครัวฟางเป็ดั่งแสงรุ่งอรุณแรกที่สาดส่องเข้ามาในเรือนที่เคยมืดมนและหนาวเหน็บสำหรับนาง
นางแอบชำเลืองมองฟางจื้อซ่านแววตาของเขาในตอนนี้ก็เป็อีกหนึ่งแสงสว่างที่ทำให้นางรู้สึกว่า... ‘ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นนางจะไม่อยู่อย่างโดดเดี่ยวในคฤหาสน์หลังนี้อีกต่อไป’