ตลาดเย็นกลับมาคึกคักอีกครั้ง
แต่บรรยากาศไม่เหมือนเดิม
เสียงคนพูดถึงการต่อสู้เมื่อครู่ยังดังเป็นช่วง ๆ
ไม่ใช่เสียงซุบซิบ
แต่เป็นเสียงที่ปนความตื่นเต้น ความกลัว และความรู้สึกบางอย่างที่เพิ่งถูกปลุกขึ้น
“เห็นไหม…มันไม่หนี”
“มันต่อยจริง”
“เลือดออกจริง”
ลู่เฉินเดินออกจากตลาด
ไหล่ซ้ายเจ็บ
ซี่โครงตึง
มือยังสั่นเล็กน้อยจากแรงกระแทก
ไม่ใช่เพราะกลัว
แต่เพราะร่างกายเพิ่งถูกใช้งาน “โดยไม่อ้อม”
เขาเลี้ยวเข้าซอยแคบ
เสียงตลาดค่อย ๆ ห่างออกไป
เหลือแค่เสียงรองเท้าของตัวเองกระทบพื้นหิน
แล้วเสียงนั้นก็ไม่ใช่เสียงเดียวอีกต่อไป
ฝีเท้าอีกชุดดังขึ้น
ไม่เร่ง
ไม่ซ่อน
เดินตามมาอย่างจงใจ
ลู่เฉินไม่หัน
เขาหยุดเดิน
ฝีเท้าด้านหลังหยุดตาม
“ข้ารู้ว่าเจ้าได้ยิน”
เสียงผู้ชาย
ไม่แก่
ไม่หนุ่ม
เสียงของคนที่ไม่เคยตะโกน แต่ก็ไม่เคยถอย
ลู่เฉินหันกลับ
ชายสามคนยืนอยู่ปลายซอย
เสื้อผ้าธรรมดา
ไม่มีตรา
ไม่มีอาวุธยาว
หนึ่งคนกำหมัด
ข้อนิ้วด้านเป็นรอย
อีกคนพาดเหล็กแบนยาวไว้บนไหล่
คนสุดท้ายมือเปล่า แต่ยืนต่ำ เท้ากว้าง พร้อมพุ่ง
ไม่ใช่นักฆ่า
ไม่ใช่ทหาร
เป็น “คนที่เคยสู้มาก่อน”
“เจ้าคือลู่เฉินใช่ไหม”
คนตรงกลางถาม
ลู่เฉินไม่ตอบ
แค่ขยับน้ำหนักเท้า
“ไม่ต้องกลัว”
อีกคนพูด
“เราไม่ใช่พวกสำนัก”
คำว่า สำนัก ทำให้ลู่เฉินหรี่ตา
“งั้นก็มาผิดคน”
เขาพูด
ชายตรงกลางส่ายหน้า
“ไม่ผิด”
เขาก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว
ไม่ล้ำเส้น
แต่จงใจให้ระยะใกล้พอ
“พวกเรามาเพราะเจ้าต่อย”
“แล้วรับผลเอง”
ลู่เฉินกำมือ
“ถ้ามาดูการแสดง มาช้าไป”
“ไม่”
เสียงนั้นสั่นเล็กน้อย
ไม่ใช่กลัว
แต่โกรธ
“เรามาเพราะโลกไม่เคยรับผลแทนพวกเรา”
ประโยคนั้น
หนักกว่าหมัดใด ๆ
คนถือเหล็กแบนพูดต่อ
เสียงแหบ
“เมียข้าตายเพราะกำแพงถล่ม”
“เขาบอกว่าไม่มีใครผิด”
อีกคนหัวเราะสั้น ๆ
“ลูกข้าตายเพราะรถเบรกแตก”
“เอกสารบอกว่าเป็นอุบัติเหตุ”
ชายตรงกลางมองลู่เฉิน
ตาแดง
ไม่ร้องไห้
แต่ไม่เหลืออะไรให้เสีย
“แต่เจ้าต่อย”
“แล้วเจ้าเจ็บเอง”
ลู่เฉินเงียบ
เขาเข้าใจแล้ว
นี่ไม่ใช่การล่า
นี่คือการผลัก
“ถ้าเจ้ายอมรับผล”
ชายตรงกลางพูด
“งั้นลองรับของพวกเราดู”
ไม่มีสัญญาณ
ไม่มีคำสั่ง
ทั้งสามพุ่งพร้อมกัน
เหล็กแบนฟาดมาเป็นแนวตรง
ไม่เหวี่ยง
ไม่เผื่อพลาด
ลู่เฉินยกแขนรับ
แรงกระแทกสะเทือนถึงไหล่
เจ็บจริง
กระดูกไม่แตก
เขาสวนศอกทันที
ชนข้อมือ
เสียงกรอบ
เหล็กหลุดมือ
อีกคนพุ่งต่ำ
เตะกวาดขา
ลู่เฉินกระโดดหลบไม่ทัน
ขาซ้ายถูกเกี่ยว
ร่างเสียหลัก
หมัดจากด้านขวาซัดเข้าแก้ม
ภาพสั่น
เลือดคาวขึ้นปาก
ดี
มันควรเจ็บ
ลู่เฉินไม่เปิดพลัง
ไม่เรียกชีพอสูร
เขากลิ้งหนึ่งจังหวะ
ยันพื้น
ลุกขึ้นในระยะประชิด
หมัดซ้ายพุ่ง
เข้าชายโครง
เสียงลมถูกอัดดังอื้อ
คนโดนถอย
ไม่ล้ม
แต่หายใจไม่ออก
อีกคนเข้าซ้อน
หมัดหนัก
ลู่เฉินรับเต็มหน้าอก
แรงกระแทกทำให้ถอยไปสองก้าว
เขาไม่หนี
เขาเดินกลับเข้าไป
ไหล่ชน
ศอกซ้ำ
หมัดตาม
ปึก—ปึก—ปึก
ไม่มีท่า
ไม่มีแบบ
มีแต่แรงกับจังหวะ
ชายถือเหล็กลุกขึ้นมาอีกครั้ง
เลือดไหลจากคิ้ว
ตาแดง
“เอาอีก!”
เขาพุ่ง
ไม่ป้องกัน
เหมือนต้องการให้เจ็บ
ลู่เฉินหยุดหมัด
ชั่วจังหวะเดียว
แล้วต่อย
หมัดเข้าหน้าอก
ไม่แรงเกิน
แต่ตรง
ชายคนนั้นล้มลง
หายใจถี่
ไม่สลบ
ไม่ตาย
อีกสองคนหยุด
ไม่มีใครพูด
ลู่เฉินยืนหอบ
เลือดไหลจากมุมปาก
กำปั้นสั่น
“ข้ารับผลของข้า”
เขาพูดเสียงต่ำ
“แต่ข้าไม่ใช่ที่ทิ้งความแค้นของใคร”
ชายตรงกลางทรุดลงนั่ง
กำหมัดแน่น
ไหล่สั่น
“แล้วพวกเราจะทำยังไง…”
ลู่เฉินมองพวกเขา
ไม่สงสาร
ไม่ดูถูก
“อย่าส่งมันให้ใครรับแทน”
“ถ้าจะสู้—สู้เอง”
เขาหันหลัง
เดินออกจากซอย
ไม่มีใครตาม
ไม่มีใครตะโกน
มีแต่เสียงหายใจหนักของคนที่ยังอยู่
ลู่เฉินเดินต่อ
เจ็บ
เหนื่อย
แต่ก้าวมั่นคงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
ตั้งแต่วันนี้
เขาจะไม่ยืนกลาง
ไม่เป็นสัญลักษณ์
ไม่เป็นแม่แบบ
ถ้าโลกจะเลือก
เขาจะเลือกก่อน
และถ้าหมัดต้องมีผล
ผลนั้น
จะต้องเป็นของเขาเอง