ตอนที่ 58 ส่งผลต่อการให้กำเนิดบุตรด้วยงั้นรึ!?
ซุนเสี่ยวเป่ากล่าวว่า “ข้าไม่อยากกินยา”
“เพียงแค่จับชีพจรเท่านั้น ไม่ต้องกินยา เจ้าเองกินยามาหลายวัน ทั้งยังทำได้ดีมาก ข้าคิดว่าเจ้าเป็นวีรบุรุษตัวน้อย และวีรบุรุษตัวน้อยสมควรได้รับรางวัล ข้าเปลี่ยนใจแล้ว ตอนนี้ข้าต้องการให้ตั๊กแตนตัวนี้เป็นรางวัลแก่เจ้า” เอ่ยจบ ไป๋เพ่ยเพ่ยก็ส่งตั๊กแตนให้ซุนเสี่ยวเป่า
ซุนเสี่ยวเป่าถูกหลอกเข้าอย่างจัง เด็กชายยื่นมือเล็ก ๆ ออกมารับมัน
ในตอนที่ไป๋เพ่ยเพ่ยส่งตั๊กแตนให้เขา นางถือโอกาสนี้วางมือของตนลงบนข้อมือของซุนเสี่ยวเป่าอย่างนุ่มนวล แล้วกดเบา ๆ พร้อมปริปากเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แขนเรียวนี้เมื่อคู่กับตั๊กแตนสีเขียวแล้วช่างน่ารักเสียจริง!”
ซุนเสี่ยวเป่านิ่งอึ้งไป ไม่ได้ตอบสนองอะไร ไป๋เพ่ยเพ่ยก็จับชีพจรเสร็จเรียบร้อยแล้วปล่อยมือ
ก่อนเอ่ยถามอย่างจงใจว่า “เป็นอย่างไร น่ารักไหม?”
ซุนเสี่ยวเป่าแม้จะสับสนงุนงงอยู่บ้างแต่ก็พยักหน้ารับ
“มันเป็นของเจ้าแล้ว”
แม่เสี่ยวเป่าเอ่ยเตือนลูกชายให้กล่าวคำขอบคุณ
ซุนเสี่ยวเป่ากล่าวขอบคุณอย่างว่าง่าย “ขอบคุณขอรับ!”
ไป๋เพ่ยเพ่ยลูบหัวเขาเบา ๆ “ไม่ต้องขอบคุณหรอก นี่คือสิ่งที่เสี่ยวเป่าสมควรได้รับอยู่แล้ว เจ้าทำได้ดีมาก เป็นเจ้าที่ทำมันได้”
หญิงสาวเอ่ยปากชมเชยซุนเสี่ยวเป่าอีกครั้ง
เมื่อซุนเสี่ยวเป่ามีความสุข แรงต่อต้านที่มีต่อไป๋เพ่ยเพ่ยจึงน้อยลงมาก เด็กชายยิ้มกว้างจนดวงตาทั้งสองข้างโค้งราวพระจันทร์เสี้ยว
หลังจากทำการ ‘หลอกล่อ’ การสอบถามอาการของไป๋เพ่ยเพ่ยก็เสร็จสิ้นลง นางยกยิ้มให้พ่อแม่ของเสี่ยวเป่า แล้วกล่าวว่า “เขาฟื้นตัวดีขึ้นมากแล้ว ต่อไปไม่ต้องกินยาอีก ให้เขากินอาหารดี ๆ สักหน่อยเพื่อเสริมบำรุงร่างกาย เมื่อไม่มีเป็นอะไรแล้ว ก็สามารถพาเขาออกไปเดินเล่น หรือไม่ก็ออกกำลังกายข้างนอกบ้าง เด็กเล็ก ๆ มีร่างกายและกระดูกอ่อนแอ แต่มีความสามารถในการปรับตัว ร่างกายจะค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติเอง”
“ขอบคุณป้าเซี่ย หากไม่ใช่เพราะท่าน ก็ไม่รู้ว่าเสี่ยวเป่าของข้าจะเป็นอย่างไรบ้าง” ดวงตาของแม่เสี่ยวเป่าแดงเรื่อขึ้นทันทีที่ได้ยินว่าซุนเสี่ยวเป่ากลับมาเป็นปกติแล้ว
แม่เสี่ยวเป่ามาส่งไป๋เพ่ยเพ่ยและเซี่ยเหมียวเหมียวที่หน้าประตู และไม่ลืมยัดผักดองจำนวนหนึ่งให้หญิงสาว
“ท่านอย่าได้รังเกียจเลยนะ ที่บ้านไม่มีอะไรแล้ว มีเหลือเพียงแค่นี้ ท่านเอานี่ไปทำเซาปิ่ง*[1] ก็รสชาติไม่เลวเลยทีเดียว”
แน่นอนว่าไป๋เพ่ยเพ่ยไม่ได้รังเกียจ ครอบครัวของลูกชายคนโตตระกูลซุนนั้นแยกบ้านออกมาแล้ว อีกทั้งยังไม่ใช่ครอบครัวที่ได้รับความโปรดปรานที่สุด จึงเป็นเรื่องปกติที่ไม่ได้มีของอะไรในบ้านมากมายนัก
ผักดองที่ให้มานี้ เกรงว่าจะเป็นเสบียงอาหารที่พวกเขาเก็บไว้เสียด้วยซ้ำไป
เมื่อนางออกจากลานบ้านของตระกูลซุน ป้าซุนลิ่วซึ่งอยู่บ้านข้าง ๆ พลันส่งเสียงฮึดฮัดเสียงเย็นใส่ไป๋เพ่ยเพ่ย เห็นได้ชัดว่านางกำลังตำหนินางที่ทำให้ตระกูลซุนต้องแยกบ้านกันไป
ไป๋เพ่ยเพ่ยพลันกลอกตา
เรื่องนี้จะมาตำหนินางได้อย่างไร?
แม่เฒ่าซุนให้กำเนิดลูกชายสี่คน ลูกสาวสองคน โดยสิงซื่อและสิงอู่ ผู้เป็นลูกสาวนั้นแต่งงานออกเรือนไปแล้ว และด้วยเพราะซุนเล่าลิ่วเป็นลูกคนเล็ก เขาจึงได้รับความรักความโปรดปรานที่สุด
โดยปกติ ป้าซุนลิ่วจะทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง ทว่าบรรดาสะใภ้ล้วนไม่พอใจแม่สามี มาคราวนี้ป้าซุนลิ่วเกือบจะต้องหย่าร้าง กอปรกับเหตุการณ์ที่ซุนเสี่ยวเป่าถูกงูกัด ด้วยเหตุนี้บ้านของลูกชายคนโตของตระกูลซุนจึงเปิดฉากก่อเรื่องวุ่นวาย ทำให้อีกสองบ้านที่เหลือฉวยโอกาสนี้ผสมโรงไปด้วย
ผู้เฒ่าและแม่เฒ่าซุนไม่ต้องการแยกบ้านอีก การที่ลูก ๆ ที่อยู่ภายใต้ตนสร้างเรื่องสร้างราวจนเหตุการณ์กลายเป็นเช่นนี้ไปแล้ว พวกเขาเองก็ทำอะไรไม่ได้ ในเมื่อไม่สามารถควบคุมได้ จึงทำได้เพียงทำตามข้อตกลงของลูกชายและลูกสะใภ้
อย่างไรก็ตาม สองสามีภรรยาเฒ่ามีความลำเอียงจริง โดยขู่ว่าจะอาศัยอยู่กับลูกชายคนเล็ก ทรัพย์สมบัติของตระกูลจะถูกแบ่งออกเป็นห้าส่วน หนึ่งส่วนสำหรับพวกเขาสองคน และอีกสี่บ้านให้แบ่งกันคนละส่วน
พวกเขาทั้งสองแบ่งสมบัติส่วนนั้นมาแล้วมาอาศัยอยู่กับซุนเหล่าลิ่ว ทั้งยังขอให้ลูกชายอีกสามคนจ่ายเงินค่าเลี้ยงดู ซึ่งถูกแปลงเป็นธัญญาหารส่งไปที่บ้านของซุนเหล่าลิ่ว
บ้านหลังนี้สองสามีภรรยาเฒ่าเป็นคนสร้าง มีทั้งหมดหกห้อง นอกจากห้องที่ลูกชายทั้งสี่และสะใภ้อาศัยอยู่แล้ว ห้องที่เหลือก็เป็นของพวกเขา แต่เมื่อพวกเขาสองคนไปอาศัยอยู่กับซุนเหล่าลิ่ว ส่งผลให้ส่วนที่เหลือล้วนเป็นของซุนเหล่าลิ่วทั้งสิ้น
เมื่อไป๋เพ่ยเพ่ยได้ยินดังนี้ก็หมดคำจะพูด
รู้สึกว่าสองสามีภรรยาเฒ่านั้นลำเอียงอย่างสุดขีด ไม่กลัวผลกรรมในอนาคต ซุนเหล่าลิ่วนั้นใจจืดใจดำ ทั้งยังเลือดเย็น แม้แต่กับภรรยาที่แต่งงานอยู่กินกันมาหลายปีเขายังเอ่ยออกมาว่าจะหย่าภรรยาได้ แล้วต่อไปในอนาคตเขาจะแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อเฒ่าชราทั้งสองอย่างนั้นหรือ?
เอาเถอะ ในยามที่พวกเขายังเดินเหินไปมาได้ เขาก็ยังสามารถเพลิดเพลินไปกับร่มเงาจากบรรพบุรุษได้ แต่เมื่อไหร่ที่เฒ่าชราทั้งสองไม่อาจจะขยับตัวไปไหนได้แล้วนั้น คิดจะให้ลูกชายคนเล็กปรนนิบัติพัดวี เมื่อนั้นเขาคงจะวิ่งเร็วยิ่งกว่ากระต่ายเสียอีก
ทันทีที่ออกมาจากบ้านตระกูลซุน เซี่ยเหมียวเหมียวก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ไป๋เพ่ยเพ่ยเมื่อท่าทีนั้นของเด็กสาว ก็พลันเอ่ยกลั้วหัวเราะ “ทำไม ตระกูลซุนน่ากลัวมากขนาดนั้นเชียวหรือ ทำให้เจ้ากลัวจนกลายเป็นสภาพนี้”
“ตระกูลซุนไม่ได้น่ากลัว แต่เป็นป้าซุนลิ่วต่างหาก ตอนที่เข้าไป ข้ากลัวว่าป้าซุนลิ่วจะถือมีดทำครัวพุ่งออกมาเสียด้วยซ้ำ”
เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นได้ความบอบช้ำไว้ในจิตใจของเซี่ยเหมียวเหมียว
ไป๋เพ่ยเพ่ยไม่ได้กล่าวถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น แต่นางกลับยกยิ้มพลางกล่าวบอกว่าเมื่อครู่ตนรักษาซุนเสี่ยวเป่า แล้วเอ่ยถามเซี่ยเหมียวเหมียวว่าได้เรียนรู้อะไรจากการติดตามนี้หรือไม่
เซี่ยเหมียวเหมียวชะงักไปครู่หนึ่ง พร้อมกับความสนใจที่ถูกเบี่ยงเบนไปในทันที หญิงสาวหวนนึกถึงการรักษาของไป๋เพ่ยเพ่ย เมื่อครู่อย่างละเอียด แล้วเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีราวกับกำลังขบคิดอยู่ “ในตอนที่ท่านแม่รักษาเสี่ยวเป่า ท่านได้ให้ตั๊กแตนกับเสี่ยวเป่าไป เพื่อหลอกล่อให้เขามีความสุขยิ่ง และเมื่อเด็กชายอารมณ์ดี จึงไม่ปฏิเสธต่อต้านการรักษาจากท่านอีก”
“ดีมาก เจ้าสังเกตได้อย่างละเอียดรอบคอบ ตอนแรกที่เสี่ยวเป่าเห็นข้า เขาแสดงอาการหวาดกลัวออกมา ด้วยเพราะรู้ว่าข้ามาที่นี่เพื่อรักษา ทว่าเสี่ยวเป่าเองไม่อยากจะต้องหาหมอ แต่แล้วเมื่อข้าให้ตั๊กแตนเขาไป เพื่อเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจ ทำให้เสี่ยวเป่าก็กลัวน้อยลง จากนั้นค่อยหลอกล่อเขาไป พลางตรวจชีพจร พร้อมดูสีหน้าภายนอกและกำลังวังชา... ในขณะที่หยอกล้อไปก็ทำการตรวจเสร็จเรียบร้อยแล้ว”
ไป๋เพ่ยเพ่ยบอกกับเซี่ยเหมียวเหมียวว่าการที่นางจับมือและลูบหัวของซุนเสี่ยวเป่า การกระทำที่ดูเหมือนทำไปเรื่อยเปื่อยเหล่านั้น จริง ๆ แล้วอยู่ในขั้นตอน ‘มอง ฟัง ซักถาม และจับชีพจร’ อันเป็นวิธีการการวินิจฉัยโรคเรียบร้อยแล้ว
“เด็กไม่เหมือนผู้ใหญ่ พวกเขาจะไม่นั่งนิ่งตรงแล้วปล่อยให้เจ้าจับชีพจรอยู่ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้ หากสามารถสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายลงสักหน่อย โดยใช้การละเล่นเพื่อหลอกล่อช่วยอีกทาง”
“เมื่อเด็กให้ความร่วมมือ การตรวจรักษาก็จะง่ายขึ้นเป็นเท่าตัว”
...
เซี่ยเหมียวเหมียวเข้าใจขึ้นมาทันที
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดก่อนออกไปข้างนอกวันนี้ ท่านจึงเด็ดใบปาล์มมาด้วย ที่แท้ก็วางแผนไว้แล้วแต่แรก
“ตอนนี้เจ้าเข้าใจแล้วหรือยัง จุดสำคัญไม่ใช่ตั๊กแตน แต่อยู่ที่เสี่ยวเป่า เมื่อเขาอารมณ์ดีจึงเต็มใจที่จะให้ความร่วมมือกับข้า” ไป๋เพ่ยเพ่ยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เจ้าสามารถคิดหาวิธีอื่น ๆ มาใช้ได้เช่นกัน ลองคิดถึงสิ่งที่เด็ก ๆ จะชอบ ค้นหาวิธีที่จะทำให้อีกฝ่ายอารมณ์ดีมีความสุข ให้พวกเขายินดีที่จะเชื่อใจและยอมพูดคุยกับเจ้า เพื่อที่จะมีโอกาสโต้ตอบกับพวกเขาได้ดียิ่งขึ้น เมื่อเด็ก ๆ ยินดีที่จะพูดคุยด้วย เจ้าก็จะสามารถทำการรักษาได้อย่างง่ายดาย”
เมื่อเปรียบเทียบกับตระกูลหวงซึ่งมีคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บและอีกคนหนึ่งกำลังตั้งครรภ์แล้ว สถานการณ์ของซุนเสี่ยวเป่านั้นง่ายกว่าไม่น้อย มีเพียงเด็กชายที่ถูกงูกัด จึงต้องได้รับการล้างพิษอย่างถูกต้อง
วันนั้นไป๋เพ่ยเพ่ยทำการรักษาฉุกเฉิน จึงช่วยชีวิตเขากลับมาได้ แต่ด้วยสมัยโบราณเช่นนี้ จึงไม่มีเซรุ่ม การจะกำจัดพิษที่ตกค้างในร่างกายออกนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
ไป๋เพ่ยเพ่ยจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจ่ายยาให้เขาเพื่อขับพิษออกมาทีละน้อย เมื่อพิษถูกขับออกมาจนหมดแล้ว ที่เหลือก็เป็นเรื่องของการค่อย ๆ บำรุงรักษาร่างกาย
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว หวงจวนและหลิ่วเหนียง ผู้เป็นลูกสาวและลูกสะใภ้ของป้าหวงนั้นเป็นปัญหากว่ามาก
หวงจวนถูกขับไล่ให้ไปอยู่ในเล้าหมูหลังจากคลอดบุตรได้ไม่นาน ด้วยสภาพแวดล้อมที่สกปรก ร่างกายของนางซึ่งเดิมอ่อนแออยู่แล้ว เมื่อถูกโยนไปแบบนั้น ก็เท่ากับว่าเกือบจะเสียชีวิตไปเกือบครึ่งแล้ว
อีกทั้งนางยังต้องให้นมลูกอยู่
หากอยู่ในตระกูลร่ำรวย การ ‘บำรุง’ คงเป็นเรื่องง่ายดาย แต่เมื่อถูกอยู่ในตระกูลหวงแล้วกลับกลายเป็นเรื่องลำบาก ครอบครัวของพวกเขาไม่มีเงินพอที่จะหาสิ่งของดี ๆ มากินได้ ไป๋เพ่ยเพ่ยจึงไม่สามารถจัดสมุนไพรยาราคาแพงแก่พวกเขาได้เช่นกัน นางสามารถจัดสมุนไพรธรรมดาที่มีฤทธิ์ทางยาคล้ายกันแล้วผสมให้ทีละน้อย
หากหนึ่งชุดแล้วยังไม่ได้ผลเพียงพอ ก็ต้องให้ชุดสอง ชุดสาม
ยอมที่จะกินยาเพิ่มอีกสองสามชุดเพื่อเป็นการลดค่ายา
ร่างกายของหวงจวนทรุดโทรมลงอย่างมาก แทบจะเหลือเพียงร่างเสียด้วยซ้ำไป ทั้งยังไม่รู้ว่าเมื่อไรจะสามารถบำรุงรักษาจนกลับมาเป็นปกติได้
นอกจากนี้ หวงจวนยังมีปัญหาทางจิตใจอีกด้วย
นางเป็นสตรีที่แต่งงานออกไปแล้ว และเพราะสถานการณ์เช่นนั้นจึงถูกพากลับมา ด้วยบังเอิญไปพบเจอเข้ากับพี่สะใภ้ที่กำลังตั้งครรภ์ ประกอบกับหลาย ๆ อย่าง ทำให้ยามที่นางอยู่บ้านแม่จะนั่งก็ไม่ใช่ จะยืนก็ไม่เชิง ทำอะไรก็ไม่เหมาะสมไปเสียหมด
ไป๋เพ่ยเพ่ยเองก็จนปัญญา ทำได้เพียงทำให้ร่างกายของหวงจวนแย่น้อยลงกว่าที่เป็น โดยต้องต้มยาให้ดื่มเป็นประจำทุกวัน และค่อย ๆ บำรุง ไม่เช่นนั้นจะไม่เพียงส่งผลต่อการเจริญพันธุ์เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่ออายุขัยด้วย
นางไม่ได้โกหก หากนางไม่บำรุงรักษาให้ดี นี่คือผลที่จะตามมา
อย่างไรก็ตาม สำหรับป้าหวงแล้ว ผลกระทบต่อการเจริญพันธุ์นั้นรุนแรงกว่าผลกระทบต่ออายุขัยอย่างเห็นได้ชัด
“ส่งผลต่อการให้กำเนิดบุตรด้วยงั้นรึ?!”
*[1] เซาปิ่ง คือ ขนมแป้งทอดโบราณของคนจีน