บทที่ 36 เรื่องในครั้งก่อน
อารามขนาดใหญ่บนภูเขาปลายทางที่ไทเฮาและเหล่านางในและข้ารับใช้มาที่นี่เพื่อบำเพ็ญเพียร สวดมนต์ เพื่อภาวนาให้บ้านเมืองสงบสุขหลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงและการสูญเสียครั้งใหญ่ที่ผ่านมา
แม้จะกล่าวว่าเป็นอารามบนเขาแต่ก็ได้ขึ้นชื่อว่าอารามหลวงทุกอย่างย่อมสะดวกสบายรองรับชนชั้นสูงตลอดเวลา และอารามที่นี่ก็ไม่ได้ลำบากอะไร
ยามเช้าไทเฮาและข้าหลวงผู้ติดตามไม่กี่คนเข้าไปสวดมนต์ ส่วนยามบ่ายก็เป็นเวลาว่าง โดยทุกอย่างจะมีนางในและคนดูแลซึ่งเป็นคนของไทเฮาคอยอำนวยความสะดวก
ในห้องพักที่อยู่ในส่วนด้านหลังเรือนที่ไทเฮาพักแม้จะไม่ได้กว้างใหญ่แต่ก็ใหญ่เพียงพอที่จะใช้ชีวิตในนั้น ภายในตกแต่งเรียบง่ายมีทุกอย่างอย่างครบครัน ทั้งตู้และโต๊ะเขียนหนังสือ
ร่างบอบบางในชุดสีอ่อนกำลังนั่งอยู่ตรงหน้ากระดาษเปล่าโดยมีอาจิงบ่าวตัวน้อยคอยฝนน้ำหมึกให้อยู่ข้างๆเหมือนอย่างทุกวัน
ตลอดหนึ่งเดือนมานี้จ้าวซินเยว่ใช้ชีวิตตามที่คนอื่นๆ ตอนเช้า นางตื่นเร็วไปสวดมนต์ตอนบ่ายหากไทเฮาเรียกใช้ก็ไป หากวันไหนว่างก็จะอยู่ที่นี่เป็นส่วนใหญ่
“ถ้าตรงนี้เรียบร้อยแล้วเจ้าไปไหนก็ไปเถอะ” เสียงหวานกล่าวกับบ่าวเรียบๆแม้อาจิงจะไม่อยากปล่อยให้นางอยู่คนเดียวแต่ก็ต้องออกจากห้องไปเงียบๆทิ้งให้เจ้านายสาวอยู่ในห้องคนเดียวเหมือนทุกวัน
“ข้าจะไปช่วยพี่เสี่ยวโยวข้างนอกนะเจ้าคะ”จ้าวซินเยว่พยักหน้ารับบ่าวตัวน้อยรอจนอีกฝ่ายออกไปจากห้องแล้วจึงหยิบพู่กันขึ้นมา
ตลอดหนึ่งเดือนนี้มิใช่ว่านางอยู่ที่นี่เฉยๆ แต่สิ่งที่นางทำคือการทบทวนเหตุการณ์ต่างๆ ต่างหากตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ นางพยายามมีสมาธิอยู่กับตัวเองเพียงเพื่อจะพูดคุยกับสตรีชุดแดงผู้นั้น
เมื่อหลายคืนก่อนนางก็ได้พบกันจริงๆ ไม่ใช่ในฝัน ไม่ใช่ในสภาพหลับ ไม่ใช่ที่โรงพยาบาลแต่ในยามที่ตื่นเต็มตา ที่นี่ ในคืนเดือนมืด หลังจากที่นางภาวนามานานหลายสิบวัน
ในคืนนั้นแสงจันทร์ช่างมืดมิด มีเพียงแสงเทียน นางนั่งอยู่เช่นนี้ แต่ที่แตกต่างคือวันนั้นนางเห็นสตรีในชุดแดงเดินเข้ามานั่งอยู่บนเตียงที่อยู่ข้างๆ
“ทั้งที่รู้อยู่แล้วเหตุใดจึงปล่อยให้เขาไป” คำถามแรกที่ถูกออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือดังขึ้นหญิงสาวค่อยๆ หันไปมองสตรีชุดแดงเล็กน้อย
“เพราะมีเรื่องบางเรื่องที่เกิดขึ้นต่างกันในช่วงชีวิตของเจ้า เฉินจือหานได้ทำการขนส่งเสบียงล่อจูเชว่ผู้นั้นออกมาหรือไม่”หญิงสาวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง สตรีชุดแดงนิ่งเงียบ
“คืนนั้นเฉินจือหานออกไปกะทันหันเพราะการขนส่งเสบียงถูกโจมตี”สตรีชุดแดงตอบเสียงเบาด้วยความเศร้า ในชีวิตของนาง ในคืนนั้นเฉินจือหานไม่ได้พูดอะไร ยังคงใช้ชีวิตตามปกติ พี่ชายของนางก็ยังทำตัวปกติแต่ยามที่ทั้งสองคนออกไปนั้น ทั้งสองต่างก็ดูจะแตกตื่นและไม่มีใครเข้าไปยุ่งกับตำหนักรุ่ยอ๋องเลยด้วยซ้ำ
ยามนั้นเฉินจือหานออกไปแล้วไม่ได้กลับมา จ้าวหานที่ยามนั้นสงสัยชินอ๋องอยู่แล้วก็เกิดความไม่พอใจและพยายามปิดเรื่องโดนหาหลักฐานจับชินอ๋องโดยมีรุ่ยอ๋องช่วย
ชินอ๋องเองทีถูกหลักฐานปลอมใส่ความถูกจับและเนรเทศออกไปอยู่ชุมชนห่างไกล แต่ไม่นาน จ้าวอี้หยางเองก็ถูกรุ่ยอ๋องกล่าวหาว่ารู้เห็นกับการทุจริตทำให้จ้าวอี้หยางและตระกูลจ้าวบางส่วนถูกลงโทษอย่างหนัก
ในช่วงชีวิตของสตรีชุดแดงนั้นทุกอย่างวุ่นวายไปหมด ไม่มีใครจับรุ่ยอ๋องได้ในปีนั้นและรุ่ยอ๋องก็เข้าถึงอำนาจทหารมากขึ้น
“คงจะแตกต่างกันมากเลยสินะ”เท่าที่นางในช่วงนี้ชีวิตปัจจุบันถามก่อนที่จะมาที่นี่พี่ใหญ่กล่าวว่าเฉินจือหานวางแผนล่อให้กบฏออกมาโดยอาศัยข้อมูลที่จ้าวหานได้รู้มาและวิธีการที่นางได้ลองเสนอออกไปลอยๆ
ส่วนตัวเขาก็ทำการขับเคลื่อนแผนให้เสร็จสิ้นโดยการบอกข้อมูลที่มีเวลาและสถานที่ที่แตกต่างกันไปเพื่อจะระบุตัวคนทำให้แน่ชัด
นอกจากนี้สิ่งที่นางรู้มาจากสตรีชุดแดงไม่ได้มีเพียงคำพูดที่ว่า หากเขาออกไปจะตายยังมีบอกอีกว่าสหายทั้งสี่จะสับสนและหาตัวจูเชว่ไม่เจอเร็วๆ นี้
แต่การที่รุ่ยอ๋องโดนจับพร้อมกับพยานและหลักฐานมากมายทำให้นางมั่นใจ ว่าชีวิตของสตรีชุดแดงกับนาง คงมีทางเลือกที่แตกต่างกันเพราะการกระทำเล็กๆน้อยๆ ของนางที่เกิดขึ้นจากความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตามแน่นอน
แต่สิ่งที่นางสงสัยอีกก็คือการที่รุ่ยอ๋องถูกจับตัว และช่วยคนไว้ได้มากมายแม้จะไม่ใช่เฉินจือหานมันก็ควรจะบรรลุวัตถุประสงค์การมาที่นี้ของนางแล้ว ตัวนางเองก็ควรจะกลับไปได้แล้ว
แต่ทำไม...
“เจ้ารู้ว่ารุ่ยอ๋องคือจูเชว่เมื่อไหร่หรือ”หญิงสาวในชุดสีอ่อนถาม
“หนึ่งปีหลังจากนี้ในการเชื่อมไมตรีของแคว้นลี่และแคว้นฝู” สตรีชุดแดงตอบ
“เล่าให้ฟังได้หรือไม่ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเจ้า” สตรีชุดแดงแสดงสีหน้าเศร้าแต่ก็ยอมเล่าเรื่องให้ฟัง
หญิงสาวในชุดสีอ่อนฟังคำบอกกล่าวของสตรีในชุดแดงเงียบๆพลางมองใบหน้าที่แสดงความเจ็บปวดออกมาอย่างไม่ปิดบังหลังจากนั้นก็เกิดการเปลี่ยนแปลงของอำนาจ เจ้าตัวก็เจอเรื่องแย่ๆ มามาก จนกระทั่ง
“ข้าถูกส่งให้ไปแต่งงานกับแม่ทัพฝั่งนั้น”เสียงหวานพูดประโยคนี้จบ มือก็กำแน่น ริมฝีปากก็ขบเข้าหากันด้วยความโกรธเคือง
“แม่ทัพหรือ?”
“หลังจากหลี่รุ่ยเต๋อตายแคว้นลี่ก็แต่งตั้งมันผู้นั้นขึ้นเป็นแม่ทัพ หวงจือเหว่ยบุรุษที่น่ารังเกียจที่สุดในแผ่นดินนี้”
“นี่เจ้า...”
“มิใช่แค่เจ้าหรอกนะที่ให้ของกับเฉินจือหานไป ตัวเฉินจือหานเองก็มักจะหยิบจับของใช้ของเจ้าเอาไปติดตัวเสมอข้าก็เช่นกัน ถุงหอม ปิ่น แหวน หลายๆ อย่างที่เฉินจือหานมักจะขโมยเอาไปไว้ติดกาย”เรื่องนี้เป็นความจริง ตัวนางเองนอกจากถุงหอมที่ทำให้ด้วยตัวเองปิ่นไม้ของนางที่เคยใช้ตั้งแต่อยู่ในชนบทก็ถูกเฉินจือหานยึดเอาไปเช่นกัน
“หวงจือเหว่ยผู้นั้นมันมาบอกข้าว่าเป็นมันเองที่ตัดสินใจปลิดชีพเฉินจือหาน และปิ่นของข้าก็อยู่ที่มัน”หญิงสาวก้มหน้าลง น้ำตาที่สะท้อนแสงอันน้อยนิดไหลออกมาอย่างช่วยไม่ได้
“ข้าเกลียดมันแต่มันก็ไม่ปล่อยข้า มันทูลขอข้าให้แต่งกับมัน ทั้งที่ข้าตั้งใจจะไม่แต่งกับใครอีก”หญิงสาวที่มองคนที่ทุกข์ใจอยู่รู้สึกสงสารไม่น้อย หลังจากการสูญเสียมากมายกลับถูกบังคับให้แต่งกับศัตรูของคนรัก คงจะ... ทุกข์ใจน่าดู
“แต่ยังไม่ทันที่ข้าจะได้ตบแต่งกับผู้ใดรุ่ยอ๋องก็ทำรัฐประหารโดยมีแคว้นลี่หนุนหลัง หนึ่งในนั้นคือรัชทายาทแห่งแคว้นลี่และแม่ทัพของพวกมัน”
“สำเร็จหรือไม่”หญิงสาวถามขัด แต่อีกฝ่ายก็ส่ายหน้า
“ข้าไม่รู้หรอกสิ่งที่ข้าทำ คือแต่งชุดนี้ เขียนจดหมาย และเลือกที่จะตายเสียก่อน” แววตาที่แสดงความเป็นทุกข์โศกกว่าใครที่เคยเจอหญิงสาวคงจะเจอมามากจนถึงขั้นคิดจะตายจากไป“ข้าแทงตัวตายต่อหน้าหวงจือเหว่ยผู้นั้น”
คนที่ฟังอยู่ก็ได้แต่ถอนหายใจ
จ้าวซินเยว่สตรีในชุดแดงผู้นี้พบเจออะไรมาก็มาก น้ำเสียง สีหน้าและมือขาวๆ ที่กำกันแน่นนางต้องทุกข์ใจแค่ไหนกัน
“ข้าเสียใจกับเรื่องราวของเจ้าด้วยนะ”สตรีในชุดสีอ่อนกล่าวเบาๆ อย่างจริงใจ อีกคนก็เงยหน้าขึ้นมายิ้มเล็กน้อย
“เจ้าเล่าเรื่องเฉินจือหาน ทำใจได้บ้างหรือยัง”จ้าวซินเยว่ถามสวีเจียฉีที่อยู่ในร่างของตนอย่างเป็นห่วงส่วนคนถูกถามก็รู้สึกหัวใจกระตุกจนเจ็บ
“ไม่เลยไม่รู้ทำไม ลึกๆ ข้ารู้สึกว่ามันมีเรื่องที่ไม่ถูกต้องอยู่”เรื่องนี้เป็นเรื่องที่นางไม่ได้พูดกับใครเพียงแต่เก็บไว้ในใจ
“ไม่ถูกต้องหรือ?”
“ข้าอาจจะคิดมากเกินไป”สวีเจียฉีในร่างของจ้าวซินเยว่ยิ้มไร้อารมณ์
จริงอยู่ที่นางรู้สึกโทษตัวเองและรู้สึกผิดมากจนช่วงหนึ่งนางลืมมองโลกภายนอก
แต่พอตั้งสติได้และมองย้อนกลับไปดีๆพี่ใหญ่กับมู่จางก็ดูแปลกมากจริงๆเหตุใดสิ่งที่แสดงออกมาจึงดูเป็นความทุกข์ที่ห่างใกล้จากการเสียใจของคนที่สูญเสียกลับดูเป็นความกังวลใจเสียมากกว่า
“หวงจือเหว่ยผู้นั้นแม่ทัพของแคว้นลี่คือใครหรือ” สตรีในชุดสีอ่อนถาม
“มือขวาของหลี่รุ่ยเต๋อบุรุษใต้หน้ากากคนนั้น เจ้าน่าจะเคยเจอเขาแล้ว”
คนที่ฟังอยู่ครุ่นคิดบางอย่างความไม่ถูกต้องและความไม่สมเหตุสมผลของเรื่องนี้มีมาก รวมถึงชื่อนี้นางเองก็ติดใจอยู่ไม่น้อย แต่นางกลับมองไม่เห็นความผิดปกติหรืออาจจะเรียกว่าคิดไม่ถึง
“แต่สิ่งที่ข้าตกใจคือการที่เจ้ายังอยู่ที่นี่ สวีเจียฉีทั้งที่เจ้าแก้ไขไม่ให้แคว้นฝูถูกรุกรานจากกบฏทั้งที่ข้าต้องการให้เจ้าทำเพียงเท่านั้น เหตุใดเจ้าถึงยังไม่ได้กลับไปแบบนี้”สตรีในชุดแดงเปลี่ยนเรื่องจนหญิงสาวนึกขึ้นได้ถึงเรื่องที่สำคัญที่นางรู้สึกข้องใจที่สุด
“นั่นเป็นสาเหตุหลักที่ข้านึกถึงเจ้าจ้าวซินเยว่ แท้จริงแล้วข้าถูกตึงมาที่นี่ด้วยเหตุอันใดกัน” คนที่ถูกถามมองนิ่งสายตาของหญิงสาวก็แสดงความไม่เข้าใจออกมาเช่นกัน
ทั้งที่ตัวนางเองก็เคยพูดว่าความตั้งใจสุดท้ายก่อนนางตายคือการแก้ไขชีวิตที่บิดเบี้ยวของตัวนางเองนางคิดถึงเฉินจือหานจนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิต เพราะแบบนั้น จึงได้ภาวนาให้ใครก็ได้พาเฉินจือหานมาหานาง
จนวิญญาณที่ผูกติดอยู่ของนางได้เจอกับสวีเจียฉีในคืนวันนั้น
“อาจเป็นเพราะเราไม่อาจช่วยเฉินจือหานได้” เสียงหวานพูดขึ้นด้วยความโศกเศร้า
“หรือเป็นเพราะการมาของข้า ยังไม่บรรลุวัตถุประสงค์” สวีเจียฉีในร่างนางเอ่ยขึ้น
“ความต้องการของข้าคือการเปิดโปงจูเชว่และรักษาชีวิตของเฉินจือหานเท่านั้น ยามนี้แม้เฉินจือหานจะตายไปแต่พี่ใหญ่จับจูเชว่ได้แล้ว” ใบหน้าสวยในชุดแดงเอ่ยด้วยรอยยิ้มทุกข์แต่ก็ไม่ได้ทุกข์ขนาดนั้น ก่อนที่นางจะพูดต่อ
“หรือบางทีเจ้าอาจจะไม่ได้มาที่นี่เพราะข้าตั้งแต่แรก” คนที่ฟังอยู่เบิกตากว้างกับคำพูดนั้น
“อย่าห่วงไปเลยข้าสัญญาว่าจะดูแลร่างกายเจ้าอย่างดี และจะส่งเจ้ากลับสู่ร่างกายเมื่อถึงเวลาส่วนชีวิตหลังจากนี้เป็นของเจ้า ได้โปรด ใช้ชีวิตอย่างดี และมีความสุขแทนข้า”
“ฉันสัญญาว่าฉันจะไม่ทำให้ชื่อ จ้าวซินเยว่ ต้องเสียหายแน่นอน”
“ข้าเชื่อเจ้า”ว่าจบ ร่างกายของสตรีชุดแดงก็เลือนหายไป
และหลังจากนั้นตัวนางก็ไม่อาจจะติดต่อสื่อสารอะไรกับวิญญาณสตรีชุดแดงได้อีกไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนก็ตาม
... ... ...
...เหตุการณ์สำคัญๆหลายๆ อย่าง ข้าได้บอกเจ้าไปหมดแล้ว สวีเจียฉี หวังว่าเจ้าจะทำมันได้ดีกว่าข้า
“คุณหนูเจ้าคะ!” เสียงของเสี่ยวโยวร้องเรียกด้วยความร่าเริงที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
หญิงสาวผู้เป็นนายยามนี้กำลังบรรเลงผีผาอยู่จำต้องค่อยๆเงยหน้ามองบ่าวทั้งสองคนที่กำลังเดินกึ่งวิ่งมาหานางที่ศาลา
หนึ่งปีเต็มที่ได้อยู่ในอารามหลวงแห่งนี้กำหนดการณ์กลับที่ชัดเจนก็ประกาศไปแล้ว ช่วงเวลาที่ผ่านมาเบื้องนอกนั่นคงจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงมากมายส่วนตัวนางเองก็ไม่รู้ว่าหนึ่งปีมันจะเป็นเวลาที่มากพอจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือไม่
จนถึงตอนนี้นางก็ยังไม่อาจหาเป้าหมายที่แน่ชัดในการใช้ชีวิตแต่นางก็ทำตามที่เจ้าของร่างต้องการใช้ชีวิตให้ดีและพยายามมีความสุขแทนนางที่ต้องจากไปทั้งอย่างนี้
แม้ไม่รู้ว่ามันถูกต้องหรือผิดแต่ยามนี้นางก็ทำได้เท่านั้น
“ค่อยๆนั่งอาจิง ปีนี้เจ้าก็เป็นสาวแล้ว รักษากิริยาหน่อยเถอะ”จ้าวซินเยว่กล่าวด้วยความเป็นห่วงใบหน้าสวยปรากฏรอยยิ้มที่สงบแต่ก็มีความสุขกว่าตอนมาอย่างมาก
“นี่จดหมายจากชินอ๋องกับคุณหนูใหญ่เจ้าค่ะ”เสี่ยวโยวกล่าวพลางยื่นจดหมายให้กับจ้าวซินเยว่ หญิงสาวเองก็ยิ้มรับอย่างยินดี
ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็มีจ้าวอี้หยางนี่แหละที่ขยันเขียนจดหมายส่งมาให้ทำให้นางได้รับรู้ว่าทุกคนยังสบายดี
‘สบายดีหรือไม่ข้าได้ข่าวว่าไทเฮามีความประสงค์จะเสด็จกลับแล้วหวังว่าเจ้าจะมาทันงานของเราสองคนนะ ในงานแต่งของข้า อยากให้เจ้าอยู่ด้วยที่สุดชินอ๋องเองก็เหมือนกัน บอกว่าอยากให้เจ้ามาอวยพรด้วยตนเอง’
ใบหน้าสวยอ่านจดหมายด้วยรอยยิ้มเมื่อปีก่อนนางก็คิดว่าจ้าวอี้หยางกับชินอ๋องดูจะเป็นมิตรที่ดีต่อกันได้ ใครจะคาดคิดว่าทั้งสองคนจะเข้ากันได้ดีขนาดนี้
ตลอดเวลาหนึ่งปีจ้าวอี้หยางเล่าเรื่องระหว่างตนเองกับจวนชินอ๋องมาเสมอ รวมถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองคนเริ่มก่อตัวจากซื่อจือตัวน้อยคอยเปิดทางให้จนตอนนี้ทั้งสองคนก็ตัดสินใจแต่งงานกัน
หวังว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของทั้งสองคนนะ
“คุณหนูเจ้าคะ”เสี่ยวโยวเรียกจ้าวซินเยว่อีกครั้งด้วยรอยยิ้ม
“ไทเฮาฝากมาบอกว่ากำหนดการณ์กลับอาจจะเร็วขึ้นหน่อย พระองค์เองก็อยากไปงานแต่งของชินอ๋องเจ้าค่ะ”
“งั้นหรอเช่นกันพวกเราคงต้องเตรียมตัวกันสักหน่อย” ผู้เป็นเจ้านายยกยิ้มอย่างอ่อนโยนบ่าวทั้งสองที่เห็นต่างก็ยิ้มดีใจที่จะได้กลับบ้าน
ส่วนหญิงสาวร่างเล็กที่มีฐานะเป็นเจ้านายกลับยิ้มบางเบามุมปากเล็กๆด้วยความรู้สึกที่ต่างกันออกไปเล็กน้อย
เพราะการกลับไปครั้งนี้เรื่องที่นางต้องพิสูจน์ มีมากมายเลยทีเดียว
######