ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

ตอนที่ 207 ปะทะขุนพล

        หลังจากการลอบโจมตีครั้งนั้นของหนิงเฟยหลงกองทัพภายใต้ธงของเขาก็มีชื่อเสียงขึ้นมาทันทีแต่นั่นต้องแลกมากับความโกรธของข่านคนเถื่อนที่ทรงพลังหากไม่ใช่ว่ากองทัพใหญ่กำลังติดพันกับกองทัพหลักตะวันตกของเว่ยที่หานเก่าอยู่ล่ะก็เตมูร์ข่านคงจะมาเยือนที่นี่ด้วยตนเองพร้อมกับถลกหนังชายหนุ่มเป็นชิ้นๆ

         

        การส่งเสบียงครั้งถัดไปจึงเข้มงวดขึ้นจากทหารสองพันนายเพิ่มเป็นห้าพันนายแต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยให้หนิงเฟยหลงละความพยายาม เมื่อการปล้นมันลำบากก็แค่ต้องทำลาย

         

        เขาตัดสินใจทำลายเสบียงทันทีที่ได้ยินข่าวนี้กองเสบียงยังคงใช้เส้นทางเดิมเคลื่อนพลลงทางค่ายพยัคฆ์ขาวคล้ายท้าทายความกล้าของชายหนุ่ม

         

        หนิงเฟยหลงรู้ว่าการต่อสู้ในครั้งนี้จะยากลำบากมากยิ่งขึ้นการตัดเสบียงของพวกเขามีผลต่อการศึกอย่างยิ่ง ยิ่งเสบียงอาหารขาดแคลนกองทัพคนเถื่อนก็ยิ่งอ่อนแอเมื่อนั้นกองทัพใหญ่ก็จะได้รับชัยได้โดยง่าย

         

        การพ่ายแพ้ที่ยังไม่ทันได้รบของเขาก่อนหน้านี้ความผิดที่รักษาค่ายพยัคฆ์ขาวไว้ไม่ได้ก็จะถูกแก้ไขด้วยความชอบนี้เช่นกัน นอกจากนี้แล้วมันยังหมายรวมถึงคะแนนอีกด้วย

         

        เจ็ดสำนักใหญ่คงต้องการให้อัจฉริยะทั้งหลายขัดเกลาฝีมือในสงครามครั้งนี้และยังสามารถช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนผู้ฝึกยุทธ์ในเป่ยโจวได้ดีอีกด้วยอย่างน้อยหลังจากอีกอีกสิบปีก็คงไม่มีสงครามเกิดขึ้นอีกในเวลาอันสั้น

         

        “สายสืบรายงานมาว่าคนเถื่อนยังไม่อาจหาเสบียงเพิ่มในเวลาอันสั้นคงต้องรออีกยี่สิบวันกว่าเสบียงจะเคลื่อนลงใต้”เฟิงเหลยกลั้วหัวเราะอันที่จริงเขารู้สึกสะใจไม่น้อยที่สามารถทำให้พวกคนเถื่อนหัวเสียได้

         

        จ้าวหยางเจี๋ยเห็นท่าทางได้ใจของเฟิงเหลยก็อดที่จะกล่าวเตือนมิได้“อย่าประมาทไป แม้ว่าครั้งที่แล้วเราจะได้ชัยชนะอย่างงดงามแต่นั่นก็เป็นเพราะพวกมันประมาทเกินไป ครั้งนี้คงไม่ง่ายแล้ว อย่างน้อย ๆระดับขุนพลน่าจะเป็นคนคุมเสบียงด้วยตนเอง” หนิงเฟยหลงพยักหน้าเห็นด้วยหากเขาเป็นข่านก็คงไม่อยู่เฉย ๆ ส่งคนไม่ได้เรื่องมาคุมเสบียงอีกแน่

         

        ระหว่างที่ทุกคนกำลังตกอยู่ในห้วงความคิดหญิงสาวร่างระหงสวมใส่อาภรณ์สีแดงอยู่ในชุดที่เน้นโค้งเว้าดูน่าดึงดูดใจก็เปิดประตูเข้ามาแสงจากภายนอกสาดส่องช่องประตูที่เปิดออกขับให้เห็นดวงหน้าเล็กที่งามมีเสน่ห์ นางคือโต่วเยี่ยนฉวี่ที่พึ่งกลับจากลงใต้ไปสืบข่าวกลุ่มโจรมา

         

        “ดูเหมือนว่าที่เจ้าคิดไม่ผิดเพี้ยนพวกมันเป็นกองกำลังที่เกี่ยวข้องกับราชวงศ์ก่อนจริง”เมื่อกล่าวถึงตรงนี้นางก็หยุดพลันเหลือบมองไปยังจ้าวหยางเจี๋ยสีหน้าของจ้าวหยางเจี๋ยก็เคร่งขรึมขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ความงามของนางไม่ได้ช่วยให้ความเคร่งเครียดที่มีน้อยลงไปเลย

         

        เขาแซ่จ้าวแน่นอนว่าต้องถูกสงสัย“ใช่ข้าคืออดีตเชื้อพระวงศ์อาณาจักรจ้าวแต่บัดนี้ได้ละทิ้งซึ่งยศถาบรรดาศักดิ์แต่เก่าก่อนไปสิ้นแล้วดำรงตนอยู่ในฐานะทหารผู้หนึ่ง ไม่ได้มีสิ่งใดมากกว่านั้นข้าไม่มีสิ่งยืนยันในคำกล่าวอ้างตอนนี้ แต่พวกเจ้าสมควรจะตรวจสอบได้ไม่ยาก”จ้าวหยางเจี๋ยกล่าวอย่างหนักแน่น เขาฝืนยิ้มเล็กน้อยก่อนจะโคลงศีรษะอย่างช่วยไม่ได้

         

        “รองแม่ทัพจ้าวท่านอย่าได้กังวลไปข้าไม่ได้สงสัยในตัวท่านเพียงแต่ท่านพอจะทราบผู้ที่น่าสงสัยบ้างหรือไม่ ?” หนิงเฟยหลงเอ่ยถามด้วยใบหน้าเรียบสงบจ้าวหยางเจี๋ยผงกศีรษะแล้วเอ่ยตอบ

         

        “ที่จริงก็มีอยู่ผู้หนึ่งมันเป็นคนหยิ่งยโสมากทีเดียว แม้ว่าราชวงศ์จะสูญสิ้นแต่ก็สามารถหอบหิ้วความมั่งคั่งมาไว้กับตนได้ เป็นที่น่าอิจฉาไม่น้อยเลยข้าได้ข่าวเลื่อนลอยจากมิตรสหายราชวงศ์ก่อนว่าชายผู้นั้นกำลังกวาดซื้อพื้นที่ตะวันตกมาเป็นของตนไม่รู้ว่าสิ่งนี้จะเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ ?”แววตาของจ้าวหยางเจี๋ยก็พลันซับซ้อนขึ้นไม่อาจรู้เขาคิดสิ่งใดอยู่ในใจ

         

        “คนผู้นั้นคือใคร?” หนิงเฟยหลงมุ่นคิ้วเรื่องนี้ค่อนข้างสำคัญ อะไรที่เป็นไปได้เขาจะไม่ปล่อยมันไปโดยง่าย

         

        “อดีตองค์ชายราชวงศ์หาน‘หานป๋อ’ หนึ่งในสององค์ชายที่เหลือรอดของราชวงศ์หานและเป็นเพียงคนเดียวที่ยังสามารถเรียกได้ด้วยคำว่าองค์ชายได้เต็มปากเต็มคำหานป๋อมีอายุมากกว่าห้าร้อยปีแล้วผู้คนต่างคาดเดาว่าเขาสำเร็จขุมพลังขั้นเหนือกว่าเข้าสู่พิภพไปแล้วนับเป็นยอดฝีมือผู้หนึ่งแห่งยุคเลยทีเดียว

         

        หนิงเฟยหลงและคนอื่น ๆ พยักหน้าอย่างเห็นด้วย แววตาก็เคร่งขรึมขึ้นอีกหลายขุมหากคนผู้นี้เกี่ยวข้องกับกลุ่มโจรจริงก็น่ากลัวว่าราชสำนักเว่ยจะต้องสั่นคลอนจากภายในแล้วยิ่งเวลานี้กองทัพคนเถื่อนบุกลงใต้อย่างหนักศึกนอกก็ต้องป้องกันศึกในก็กำลังปะทุขึ้น ไม่ง่ายเลยที่จะควบคุมสถานการณ์ไว้ได้

         

        แต่แล้วแววตาของหนิงเฟยหลงก็ต้องมืดมนลงเมื่อเขามองไปยังแผนที่ด้านหลัง“รองแม่ทัพจ้าวบอกข้าทีว่าหานป๋อกว้านซื้อที่ดินแถวไหน ?”

         

        จ้าวหยางเจี๋ยเดินเข้าไปชี้ยังจุดใต้บริเวณค่ายหมีคลั่งแววตาของเขาก็ดูครุ่นคิดยิ่งเห็นสีหน้าของชายหนุ่มก็ยิ่งกังวล คงเกิดเหตุไม่ดีแน่แล้ว“ท่านคิดอะไรอยู่ ?”

         

        หนิงเฟยหลงเงียบขรึมจ้องเขม็งไปยังแผนที่ตะวันตกแล้วเอ่ยว่า“หากว่าพยัคฆ์กับราชสีห์สู้กันอยู่ แล้วจู่ ๆก็มีสุนัขจิ้งจอกโผล่มาจะเกิดอะไรขึ้น ?”

         

        มุมปากจ้าวหยางเจี๋ยกระตุกดวงตาของเขาเบิกกว้างมองไปยังแผนที่ด้วยความวิตกกองทัพหลักตะวันตกกำลังเผชิญกับกองทัพใหญ่คนเถื่อนสถานการณ์ก้ำกึ่งไม่รู้ผลแพ้ชนะทั้งสองทัพตรึงกำลังกันอยู่หากว่ามีอีกฝ่ายที่โผล่มาก็ต้องทำให้มันเสียสมดุลแน่แท้ !

         

        และดูเหมือนว่าจิ้งจอกตัวนี้จะแว้งกัดราชสีห์ผู้เป็นเจ้าของป่าเสียด้วย

         

        ความเครียดกำลังเกาะกุมจิตใจบุรุษทั้งสามสตรีหนึ่งเดียวมุ่นคิ้วเล็กน้อย แล้วเอ่ยขึ้นอย่างเรียบ ๆ “พวกเจ้าจะตื่นตระหนกอะไรกันนักหนาทำตัวเป็นกระต่ายตื่นตูมไปได้ น่ารำคาญจริงเชียว ใช่ว่าหานป๋อจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังซะเมื่อไหร่จริงเท็จยังไม่ปรากฏจะตีตัวไปก่อนใคร่ทำไม”

         

        บุรุษทั้งสามได้ฟังก็ยิ้มขื่นสตรีนางนี้ตั้งใจจะเตือนสติพวกเขาแต่วาจาที่พ่นออกมาช่างระคายหูเสียเหลือเกินแต่ก็ใช่ว่าที่นางกล่าวมาจะไร้แก่นสาร พวกเขาได้ยื่นรอยยิ้มที่เจ็บปวดให้นาง

         

        “อะ..แฮ่มที่เจ้าพูดมาก็ถูกต้อง แต่เราคงต้องระวังไว้ ป้องกันอย่างไรก็ดีกว่าตามแก้ไข”เฟิงเหลยเปิดปากเป็นคนแรกหลังจากโดนนางเอ็ด

         

        “แจ้งข่าวไปที่ราชสำนักไม่สิอาจมีหนูสกปรกอยู่ในเมืองก็ได้ ไม่ทันการณ์แล้วคงต้องบอกกล่าวเรื่องนี้กับจอมทัพตะวันตกก่อนเรื่องนี้จะให้ใครคนอื่นทำไม่ได้นอกจากท่าน ต่อจากนี้ก็ฝากด้วยท่านคงต้องเดินทางไกลกลับนครหลวงแล้ว” หนิงเฟยหลงยิ้มให้กับจ้าวหยางเจี๋ย

         

        จ้าวหยางเจี๋ยถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้เดิมทีเขาคิดจะช่วยชายหนุ่มเล่นศึกอยู่ที่นี่กลับคาดไม่ถึงว่าจะเจอเรื่องลึกลับเข้าจนได้หากเกิดผิดพลาดไม่ได้รายงานกลับไปอนาคตคงไม่พ้นเป็นเรื่องใหญ่สะท้านแผ่นดิน “ได้ข้าจะรับผิดชอบเองแม่ทัพท่านวางใจได้นอกจากนี้ข้ายังจะบอกกล่าวเรื่องการต่อสู้ที่ห้าวหาญของพวกท่านด้วยเมื่อพวกเขารับทราบคงไม่มีใครกล้าตำหนิที่ท่านทิ้งค่ายพยัคฆ์ขาวไปในอดีต”

         

        จ้าวหยางประสานมือคำนับกล่าวล่ำลาชั่วครู่ก่อนจะเดินออกจากห้องไปหนิงเฟยหลงมองตามจ้าวหยางเจี๋ยจนลับหายไปจากสายตา เขาถอนหายใจพรืดสหายทั้งสองก็มองเขาด้วยความสงสัย

         

        “อะไรทำให้เจ้าหนักใจถึงเพียงนั้นไม่ใช่ว่าทุกอย่างคลี่คลายแล้วรึ ?” เฟิงเหลยเอ่ยถาม

         

        หนิงเฟยหลงส่ายศีรษะอย่างช้าๆ เมื่อได้ยินเสียงม้าจากระยะไกล เขาก็กวาดสัมผัสพลังจิตออกไปจ้าวหยางเจี๋ยควบม้าออกไปแล้ว เขาถอนพลังจิตกลับมา แล้วเอ่ยตอบอย่างแผ่วเบา“จ้าวหยางเจี๋ยก็คือคนหนึ่งที่น่าสงสัยการเก็บเขาไว้กับตัวในยามนี้ไม่ใช่เรื่องดีนัก”

         

        เฟิงเหลยโต่วเยี่ยนฉวี่มองหน้ากันแล้วก็พยักหน้าอย่างช่วยไม่ได้เวลานี้ไม่สมควรไว้ใจใครได้จริง ๆ

         

        “แยกย้ายกันพัฒนาฝีมือเถอะศึกครั้งหน้าคงไม่ง่ายแล้ว”หนิงเฟยหลงสะบัดแขนคราหนึ่งร่างของเขาก็หายไปกับสายลมเฟิงเหลยมีแววตาครุ่นคิดก่อนจะส่ายศีรษะแล้วก้าวเดินออกไปอย่างช้า ๆ โต่วเยี่ยนฉวี่มองตามสายลมนั้นด้วยแววตาซับซ้อนไม่ทันไรชายหนุ่มนั่นก็ทิ้งห่างนางไปไกลเสียแล้ว ตัวนางเองก็ต้องเร่งฝึกฝนตนเองในบรรดาคนทั้งสามนางมีฝีมืออ่อนด้อยที่สุด

         

        กองทัพของหนิงเฟยหลงประกาศใช้ชื่อพยัคฆ์ขาวตามชื่อค่ายเดิมชื่อเสียงที่เพิ่มพูนทำให้มีผู้เข้าร่วมมากยิ่งขึ้น จอมยุทธ์ผู้กล้าทหารแตกทัพชาวบ้านที่มีใจสู้ต่างเร่งพากันเดินทางเข้าเขาจ้าวอู่เขาจ้าวอู่กลายเป็นแกนหลักสำคัญที่ต่อต้านคนเถื่อนในเขตจ้าวเก่า

         

        เพียงสิบวันผู้คนในค่ายก็เพิ่มมากขึ้นจากสามพันพุ่งเฉียดหมื่นพวกเขาต้องขยับขยายค่ายอย่างช่วยไม่ได้ ค่ายยังถูกแบ่งออกเป็นค่ายย่อยหลาย ๆค่ายเพื่อให้ง่ายแก่การจัดตั้งพื้นที่บนเขาทหารค่ายพยัคฆ์ขาวเวลานี้ก็มีถึงสี่พันหกร้อยนายแล้วนับว่าเป็นกองทัพขนาดย่อมเลยทีเดียว

         

        “อย่างนี้ค่อนสมชื่อกองทัพขึ้นมาหน่อย”เฟิงเหลยกลั้วหัวเราะ เขาค่อนข้างมีความสุขกับสิบวันที่ผ่านมาพลังจิตของเขาใกล้พัฒนาไปอีกขั้นแล้ว

         

        ด้านข้างของเขาคือหญิงสาวสะคราญโฉมชุดสีแดงคือชุดประจำของนางนางแย้มยิ้มด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมสุข ต่างจากวันก่อน ๆที่มีสีหน้าอมทุกข์ไม่น้อยฝีมือของนางรุดหน้าขึ้นมากพลังยุทธ์จากขั้นเจ็ดแก่นแท้พลังก็ถึงขั้นแปดในวันก่อนนี้นั่นจึงเป็นเหตุผลที่นางอารมณ์ดี “ทว่ายังขาดความกลมเกลียวไปหน่อย คนมากขึ้นก็ยิ่งมากเรื่อง”

         

        “เรื่องนี้ก็คงช่วยไม่ได้แหละนะต่างคงต่างอัธยาศัย แต่อย่างน้อยพวกเขาก็มีความมุ่งมั่นที่จะต่อสู้นั่นนับว่าเป็นเรื่องที่ดี” เสียงนุ่มลึกสายหนึ่งดังขึ้นทั้งสองก็เหลือบไปมอง ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งใบหน้าหล่อเหลาโดยธรรมชาติสายลมที่พัดโชยอยู่รอบข้างทำให้ใบหน้านั้นมีเสน่ห์มากขึ้น เขาคือหนิงเฟยหลง

         

        สิบวันมานี้เขาเตรียมแผนการพร้อมแล้วเหลือแค่เพียงรอเวลาที่เหมาะสมกองทัพของเขาก็จะเข้าทำลายกองเสบียงคนเถื่อนในทันที

         

        ...

         

        เส้นทางพยัคฆ์ขาว

         

        กองเสบียงคนเถื่อนเคลื่อนพลด้วยความระมัดระวังผู้นำในครานี้คือชายผิวสีเลือดขับให้ตัวมันดูเด่นยิ่งแววตาที่เรียบเฉยต่อสรรพสิ่งนั่นทำให้ผู้คนอึดอัดร่างกายแผ่รัศมีกระหายเลือดเบาบาง ในมือไร้ศาสตราวุธใด ๆแต่ถึงอย่างนั้นก็ให้ความรู้สึกที่น่าหวาดหวั่น และทรงพลังกว่าโจชิและซูลูนเสียอีก

         

        หนิงเฟยหลงที่รอคอยโอกาสอยู่ก็อดที่จะขมวดคิ้วไม่ได้คนผู้นี้แผ่รังสีอันตรายออกมาเขาไม่แน่ใจว่าจะชนะคนผู้นี้ได้

         

        “เหวินเหลียงเรายังจะทำตามแผนไหม?” โต่วเยี่ยนฉวี่สังเกตใบหน้าที่เคร่งขรึมลงของชายหนุ่มก็เกิดสังหรณ์ใจไม่ดีหนิงเฟยหลงไม่ได้ตอบกลับเพียงพยักหน้าช้า ๆ

         

        จากการคำนวณของเขาการตัดเสบียงในวันนี้สำคัญมากหากกองเสบียงนี้ไม่อาจส่งไปถึงค่ายใหญ่ได้ภายในครึ่งเดือนเสบียงอาหารก็จะขาดแคลนในทันที ไม่อาจปล่อยให้กองเสบียงนี้ไปถึงที่หมายได้

         

        “อย่าลืมหน้าที่ของท่านมีเพียงแค่เผาเสบียงอย่าได้เข้าไปยุ่งเรื่องอื่นเป็นอันขาดข้าจะต้านหัวหน้าพวกมันไว้เอง” เขาเหลือบมองหญิงสาวข้างกายจากนั้นก็หันไปกล่าวกับเฟิงเหลย“ส่วนเจ้าสหายช่วยคุมกองทัพให้ข้าที จำไว้ไม่เน้นปะทะ ก่อกวนร่นถอยเท่านั้นจะสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับพวกเจ้าแล้ว”

         

        เสียงฝีเท้าที่หนักอึ้งของคนเถื่อนกับเสียงล้อเกวียนที่บรรทุกเสบียงเข้าใกล้มาเรื่อยๆ จิตใจของทหารก็เต้นรัว ความกดดันแผ่ซ่านจากผู้นำเสบียงทำให้พวกเขาหายใจไม่สะดวก

         

        “ข้าไปก่อนนะ”หนิงเฟยหลงเคลื่อนที่ราวสายลมไปปรากฏยับยั้งหน้ากองเสบียง

         

        ผู้นำกองเสบียงก็พลันหัวเราะขึ้นราวกับรู้อยู่แล้ว“ข้าก็รอดูอยู่เมื่อไหร่ที่พวกสุนัขลอบกัดจะออกมาสักที คิดว่าจะไม่ออกมาเสียแล้ว”

         

        “โอ้ ในเมื่อแกรู้อยู่แล้วว่าข้าต้องมาอย่างนั้นก็แสดงว่าจะยอมยกเสบียงให้อย่างงั้นสิ”หนิงเฟยหลงยิ้มแย้มเขามีท่าทีที่สงบนิ่ง แม้อยู่ภายใต้แรงกดดันก็ตาม

         

        “กล้าดีนี่”ขุนพลผิวแดงก็แสยะยิ้มขึ้น แววตาที่เรียบเฉยก็ดูมีประกายชั่วร้าย รัศมีพลังเผยขึ้นหนิงเฟยหลงก็ทราบอย่างชัดเจนว่าชายผู้นี้มีพลังยุทธ์อยู่ระดับเข้าสู่พิภพขั้นเจ็ดแน่แท้

         

        ปัง !

         

        ฝ่าเท้าของชายร่างโลหิตกระแทกลงพื้นอย่างแรงแผ่นดินก็พลันสั่นสะเทือน “ข้าอคไตขุนพลอสูรจะเป็นผู้รับมอบชีวิตแกไปเอง !”

         

        หนิงเฟยหลงไม่กล้าประมาทศาสตราวุธทุกอย่างเตรียมพร้อมสรรพคนผู้นี้ไม่ง่ายที่จะต่อกรด้วย

         

        “ลงมือ !” หนิงเฟยหลงออกคำสั่งทหารที่ซุ่มอยู่ก็ออกมาโจมตีทันทีทว่านั่นไม่ได้ทำให้อคไตตื่นตระหนกเลยที่มันสนใจยังคงเป็นชายหนุ่มเบื้องหน้าเขายังมีทีท่าสบาย ๆ อยู่แม้ว่าจะรับรู้ถึงทหารหลายพันนายที่ซุ่มอยู่ออกมาโจมตีก็ตาม

         

        “มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอกนะทหารของข้าไม่ใช่กระจอกอย่างที่แล้วมา” อคไตเผยอรอยยิ้มรอยยิ้มนั้นค่อย ๆเหี้ยมเกรียมขึ้น “ฆ่ามันให้หมด !”

         

        ทหารคนเถื่อนก็ราวกับบ้าคลั่งถืออาวุธวิ่งฟาดกระแทกกระทั้นทหารพยัคฆ์ขาวอย่างคนเสียสติใบหน้าเฟิงเหลยขาวซีดชัดแล้วว่าทหารพวกนี้มันเป็นบ้า !

         

        “มาต่อเรื่องออกเราดีกว่า...”รอยยิ้มดำมืดส่งมาให้ชายหนุ่มเบื้องหน้า เท้าของมันก็กระแทกลงพื้นอีกครั้งพื้นดินทานทนไม่ไหวก็ทรุดลง ฉับพลันก็กระโจนขึ้นสู่ฟ้า สองมือกุมแน่นบังเกิดประกายไฟกระชากออกมาคลื่นหยวนก่อตัวเป็นหมัดขนาดใหญ่สีโลหิตสองข้างในพริบตา !

         

        หมัดโลหิตแข็งแกร่งมั่นคงและเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด ราวกับสร้างมาจากเลือดเนื้อและซากศพขึ้นมาอย่างไรอย่างนั้น กำจายรังสีความหื่นกระหายในโลหิตหมัดนี้ต้องการโลหิตของศัตรู !

         

        ตูม !!

         

        หมัดโลหิตก่อรูปขึ้นและพุ่งไปหาหนิงเฟยหลง คลื่นพลังนี้มากพอจะจัดการกับจอมยุทธ์เข้าสู่พิภพขั้นสามลงมาได้อย่างสบายๆ

         

        “หึ”

         

        ชายหนุ่มแค่นเสียงในลำคอกำหมัดตนแน่นเขาเองก็อยากจะรู้ว่าหมัดใครจะแน่กว่ากัน แม้ว่าพลังยุทธ์ของหนิงเฟยหลงจะเป็นเพียงแก่นแท้พลังขั้นแปดทว่าความสามารถในการต่อสู้ของเขาก้าวล้ำไปกว่าขั้นนี้มาก ปราศจากความหวาดกลัวหวั่นวิตก เขาย่อตัวลง พลังหยวนก็พวยพุ่งออกมาที่หมัดปล่อยออกราวกับดาวตกจากพลังก้นบึ้งถูกส่งออกไป ปะทะเข้ากับหมัดโลหิตอย่างไร้ปราณี

         

        ปัง !

         

        เสียงหมัดดังชัดสนั่นไปทั่วบริเวณคลื่นพลังที่เด็ดขาดพุ่งพล่านออกมาจากหมัดของหนิงเฟยหลงกระแทกเข้าใส่หมัดโลหิตอย่างจัง

         

        หมัดของเขาสามารถทำลายสองหมัดโลหิตลงได้แต่พลังของหมัดก็สูญสลายไปพร้อมกันนั่นสร้างความประหลาดใจให้กับขุนพลผู้ทรงพลังไม่น้อย “ใช้ได้นี่ไอ้หนู”

         

        “งั้นก็ลองรับเพลงกระบี่ข้าดูบ้างนะ!” ปราณกระบี่วายุก่อตัวอย่างรวดเร็ว ดวงตาของหนิงเฟยหลงเย็นชาขึ้น “สะบั้น!”ปราณกระบี่ที่แข็งแกร่งไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าหมัดโลหิตของอคไตก่อตัวขึ้นหลายเล่มในพริบตาพุ่งใส่อคไตอย่างโหดเหี้ยม

         

        ปัง ปัง ปังปัง !

         

        จับจ้องปราณกระบี่ที่มีกระแสลมคลั่งห้อมล้อมพุ่งเข้ามาอคไตก็ขมวดคิ้ว เขายกมือขึ้นฟ้ากำปั้นขวาก็ดูใหญ่ขึ้นในทันตาทรงพลังราวกับมหิงสาทำลายปราณกระบี่ลงในพริบตา

         

        “หมัดมหิงสากระแทกปฐพี!”

         

        ทันทีที่ปราณกระบี่ถูกทำลายร่างหนึ่งก็พุ่งพรวดออกมาหลังปราณกระบี่หลายสิบเล่มหนิงเฟยหลงถือกระบี่ร่วงโรยในมือเขากวัดแกว่งกระบี่ใช้เพลงกระบี่สายลมอย่างรวดเร็ว ก่อร่างเป็นคมกระบี่สายลมคมกระบี่เสี้ยวจันทร์ คมกระบี่ทะลวง คลื่นกระบี่ พายุกระบี่ ทั้งห้าท่าถูกใช้ออกมาพร้อมกันในพริบตาเสียงสายลมกรีดร้องหวีดหวิวไปทั่วท้องนภา คลื่นกระบี่ครอบคลุมร่างอคไตในระยะหนึ่งจั้ง

         

        “สมแล้วที่จัดการซูลูนกับโจชิได้ไม่ทำให้ข้าผิดหวังเลยจริงๆ” รอยยิ้มของอคไตดูจอมปลอมมาก “แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าเจ้าจะมากร่างต่อหน้าข้าได้!”

         

        “ผสานกายมหิงสาสูร!”

         

คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน