มังกรวาตะบินมาถึงก็พุ่งจู่โจมใส่ในทันที มันใช้กรงเล็บคมวาวใหญ่โตฟาดเข้าใส่กลุ่มมนุษย์เบื้องหน้าที่บังอาจบุกรุกมายังถิ่นที่อยู่ของมัน แรงกดดันและลมพายุพือกระพัดไปรอบบริเวณ กังหลงสำแดงปีกยุทธและปีกฟ้าวายุคำรณออกมาพร้อมกันออกปิดกั้นพลังโจมตีของมังกรวาตะมิให้โจมตีโดนสตรีทั้งสาม หลังจากนั้นได้พุ่งทะยานเข้าหากรงเล็บพร้อมฟาดดาบอัคคีโลกันต์อเวจีออกไปจนสุดแรง ปะทะเข้ากับกรงเล็บยักษ์เบื้องหน้าจนเกิดประกายไฟและเสียงระเบิดกึกก้อง
"ปัง...เปรี้ยง.."
"บึ้ม..!!"
"กรรรรซ์..!!"
สตรีทั้งสามเมื่อเห็นกังหลงสำแดงดาบยักษ์พร้อมปีกยุทธและปีกประหลาดคล้ายปีกค้างคาวสีใสโปร่งแสงขนาดใหญ่ออกมาป้องกันการโจมตีของมังกรวาตะให้กับพวกตนได้ ถึงกับส่งเสียงอุทานออกมา
"ดาบยักษ์ นั่นมันดาบอะไร"
"โอ๊ะ ปีกยุทธ ..!!"
"อา..ปีกค้างคาวยักษ์โปร่งใส ปีกอะไรกันนั่น..!!"
"พี่กังหลงระวังตัวด้วย..!!"
แรงปะทะของระหว่างมังกรร่างยักษ์กับมนุษย์ตัวกระจ้อยร่อย ก่อเกิดเป็นคลื่นพลังกระแทกจนทั้งสองต่างกระเด็นถอยห่างกันไปเกือบสิบเมตร พื้นตรงหน้าแหลกราญราบพณาสูรไปสิ้น กังหลงตีลังกาม้วนหลังกลับถึงสองตลบก่อนจะยืนหยัดมั่น มังกรวาตะกระเด็นกลับหลังเกือบหงายท้องชี้ฟ้า สร้างความเดือดดาลให้แก่มันยิ่ง มนุษย์ตัวกระจ้อยร่อยกลับฟาดมันจนกรงเล็บแทบฉีกขาดเจ็บปวดจนขาหน้าข้างนั้นต้องสั่นระริก
พลังโจมตีหลายพันชั่งกระแทกจนมังกรถดถอย มันจ้องมองอาวุธที่มนุษย์น้อยถืออยู่เมื่อเห็นลักษณะแวววาวหลากสี มันคำรามลั่น พร้อมเริ่มจะถอยหนี อาวุธที่เกิดจากสิ่งวิเศษหนึ่งล้านปีจะปรากฎสักครั้งย่อมสะกดข่มต่อสัตว์เดรัจฉาน มังกรวาตะเมื่อสังเกตุเห็นสิ่งที่สะกดข่มต่อมันจึงเริ่มใจเสียคิดจะถอยหนี ดีที่กรงเล็บมังกรวาตะเป็นส่วนที่แข็งแกร่งที่สุดยากที่อาวุธใด ๆ จะกล้ำกราย มิเช่นนั้นยามปะทะกับดาบอัคคีโลกันต์อเวจีคงแหลกสลายไปตั้งแต่คราแรกแล้ว
กังหลงอาศัยความแข็งแกร่งและคุณสมบัติของปีกฟ้าวายุคำรณ ช่วยลดทองพลังโจมตีอันกล้าแข็งจากกรงเล็บของสัตว์อสูรระดับสามซึ่งเทียบเท่าผู้ฝึกยุทธปราณจักรพรรดิ์สงคราม มิเช่นนั้นคงต้องได้รับบาดเจ็บไม่น้อยเช่นกัน การโจมตีของผู้ฝึกยุทธปราณจักรพรรดิ์สงครามหาใช่จะเล็กน้อยไม่
เมื่อเห็นมังกรวาตะจ้องมองยังดาบอัคคีโลกันต์อเวจีในมือตนและทำท่าจะถอยหนี จึงมั่นใจว่าเจ้าสัตว์อสูรระดับสามตัวนี้ต้องเจอกับสิ่งที่สะกดข่มมันเข้าให้แล้ว และมาครุ่นคิดดู มังกรวาตะหวงถิ่นที่อยู่ถึงเพียงนี้และอาศัยอยู่ที่นี่ คงต้องมีสิ่งใดที่มังกรตัวนี้เฝ้าหวงแหนคอยครอบครองอยู่ หากต้องการทราบว่าเป็นสิ่งวิเศษใดนั้นคงต้องกำจัดมังกรวาตะตัวนี้ซะะก่อน จึงโคจรพลังทักษะลมปรารสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติอย่างเปี่ยมล้น ใช้ออกด้วยท่าร่างก้าวกายาอัศนีไม่ทิ้งร้อยอย่างเต็มกำลัง แผ่พุ่งพลังจักระอัศนีผ่านดาบอัคคีโลกันต์อเวจี พุ่งเข้าหามังกรวาตะที่กำลังจะถอยหนีอย่างเต็มกำลัง
บังเกิดร่างกังหลงขึ้นถึงแปดร่างพุ่งเข้าห้อมล้อมมังกรวาตะรวดเร็วดุจประกายไฟพร้อมฟาดทิ่มแทงดาบเข้าสู่ร่างมังกรวาตะ จนเกิดเสียงเหมือนถุงลมถูกเจาะพร้อมกันถึงแปดแห่ง แม้ร่างมังกรวาตะจะมีผิวหนังที่แข็งแกร่งยิ่งอาวุธรรมดายากจะกล้ำกราย แต่ยามเมื่อมาเจอกับดาบที่ทำจากแก่นอัคคีโลกันอเวจีเข้า ผิวหนังที่แข็งแกร่งยามนี้ก็เสมือนก้อนเต้าหู้ในทันที
"ซวบ...ซวบ ..ซวบ..ซวบ...ซวบ..ซวบ...ซวบ...ซวบ..!!"
"ปุ..ปุ...ปุ..ปุ...ปุ...ปุ..ปุ..ปุ..ปุ..!!"
"โฮกกกกกกก..!!"
เสียงคำรามด้วยความเจ็บปวดของมังกรวาตะดังกึก้องไปทั่วทั้งหุบเขาทะลุไปเกือบถึงชั้นฟ้า ก่อนจะใช้พลังเฮือกสุดท้ายก่อนตายทั้งหมดฟาดกราดหางออกจนกระทบเข้ากับกังหลงจนร่างกลิ้งกะเด็นไปเกือบสองร้อยเมตร ต้นไม้ป่าพงแหลกราญไปเป็นทาง ช่วงเวลาฉุกละหุกนั้นกังหลงพลันใช้ปีกฟ้าวายุเป็นเกราะห่อหุ้มตนอยู่ภายในจนมิดชิด เมื่อหางอันทรงพลังฟาดมาจึงทำให้กังหลงเพียงรู้สึกสั่นสะเทือนกับพลังกดดันจนกระอักโลหิตออกมา
"ปัง..!!"
"คุณชายกังหลงบาดเจ็บตรงไหนบ้างรึไม่..?"
กังหลงหันกลับมาสำรวจทั้งสามเมื่อเห็นว่ามีมีใครได้รับอันตรายใดๆ จึงโล่งใจและกล่าวขึ้น
"พลังการโจมตีก่อนตายของมังกรวาตะนับว่ารุนแรงยิ่งเพียงเพียงทำให้เลือดลมพลุ่งพล่านบาดเจ็บเล็กน้อย ดีที่ข้ามีพลังป้องกันจากปีกฟ้าวายุคำรณมิเช่นนั้นคงต้องบาดเจ็บสาหัสเป็นแน่แท้ พวกท่านทั้งสามมิได้รับอันตรายใด ๆก็ดีแล้ว เดี๋ยวข้าจะจัดการกับซากร่างของมังกรวาตะก่อน ทุกอย่างของมังกรระดับปราณจักรพรรดิ์สงครามล้วนมีประโยชน์ทั้งสิ้น "
"หากมิใช่มันโดนสะกดข่มด้วยดาบยักษ์เล่มนี้จนไม่มีจิตใจจะต่อสู่มิทราบผู้ที่ต้องโขคร้ายอาจจะมิใช่เป็นตัวมันแล้ว สักครู่เมื่อจัดการซากร่างนี้เสร็จจะได้ไปสำรวจดูว่ามังกรวาตะได้คอยเฝ้าดูแลอะไรอยู่สัตว์ชนิดนี้โดยปกติมักจะชอบอาศัยในสถานที่ที่มีสิ่งวิเศษหรือวัตถุล้ำค่าบางอย่างเพื่อคอยดูดกลืนพลังจากสิ่งนั้นในการเพิ่มพลังปราณให้กับตัวมันเองมิแน่พวกเราอาจได้ครอบครองสิ่งล้ำค่าเหล่านั้นแทน"
ขณะกล่าวกังหลงได้เก็บปีกทั้งสองไว้ในกายจนหมดสิ้นจัดการตัดเฉือนร่างมังกรด้วยดาบอัคคีโลกันต์อเวจีเพียงชั่วครู่ก็นำชิ้นส่วน ต่าง ๆ เก็บไว้ในแหวนมิติจนหมดสิ้นไม่เหลือแม้กระทั่งโลหิต
หลังจากนั้นกังหลงกวาดตาดูรอบๆ จึงพอจะจำได้เลือนลางว่า พื้นที่บริเวณนี้เป็นส่วนลึกสุดของดินแดนในห้องกาลเวลาที่ตนเคยผ่านมาหาสมุนไพรหายากและเคยเผชิญกับสัตว์อสูรระดับสองขึ้นไปตนได้เข่นฆ่าสัตว์อสูรวานรทมิฬใกล้เขตภูเขาสูงนี้ และตอนนั้นตนได้สัมผัสถึงสัตว์อสูรระดับสามเข้าและรีบหลบหนีกลับไปยังที่พักในทันที เมื่อเริ่มจดจำทิศทางได้กังหลงคิดจะกลับไปอยู่อาศัยยังที่พักเดิมเมื่อคราก่อนจึงกล่าวบอกกับทั้งสาม
"ข้าพอจดจำสถานที่แห่งนี้ได้และพอจะกลับไปยังที่อยู่ที่ข้าเคยอาศัยตอนเข้ามายังห้องกาลเวลาเมื่อคราแรกหลังจากเสาะหาที่อยู่ของมังกรวาตะพบ พวกเรากลับไปพักยังที่พักเดิมของข้าเป็นไร"
แต่สามสาวต่างชอบความสวยงามของทุ่งหญ้าแห่งนี้จึงอ้อนวอนให้กังหลงเสาะหาที่พักใกล้เคียงบริเวณนี้เพื่อหลังจากพักจากการฝึกปรือทั้งสามจะได้มาพักผ่อนยังสถานที่สวยงามเช่นนี้ได้ลำพังกังหลงนั่นมิได้นำพาเรื่องสถานที่แต่พอเห็นถึงการรักสวยรักงามของสตรีทั้งสามจึงได้แต่ตามใจ กล่าวขึ้น
"ถ้าเช่นนั้นเสาะหาสถานที่พักก่อนเมื่อจัดการเรื่องที่พักเป็นที่เรียบร้อยข้าจะไปเสาะหารังของมังกรวาตะเพื่อตรวจสอบว่ามันเฝ้ารักษาสิ่งใดอยู่.."
ทั้งหมดจึงเดินทางเสาะหาสถานที่เพื่อเหมาะแก่การพักสำหรับทั้งสี่เสาะหาจนพบถ้ำแห่งหนึ่ง นับเป็นถ้ำที่มีลักษณะกว้างขวางพร้อมทั้งใกล้ลำธารสะดวกต่อการเป็นอยู่และเป็นที่พอใจกับสตรีที่รักสวยรักงามเช่นทั้งสามยิ่งจึงตัดสินใจเลือกที่แห่งนี้
แม้จะเสี่ยงอันตรายต่อสัตว์อสูรระดับสองขึ้นไปที่อาจพบเจอได้บ่อยขึ้นเนื่องอาณาบริเวณนี้เป็นเขตหากินของสัตว์อสูรระดับสองขึ้นไป มีพียงบางครั้งที่สัตว์อสูรระดับสูงกว่านี้หลงผ่านเข้ามา ถ้ำที่พักอยู่ในภูเขาศิลาที่แข็งแกร่งเนื่องจากมีสตรีสามนางและหนึ่งบุรุษการจะอาศัยอยู่ถ้ำเดียวกันจึงดูลำบากและไม่ค่อยเหมาะสมนัก หวนคิดถึงข้อนี้ กังหลงพลังนึกถึงความคมกริบของดาบอัคคีโลกันต์อเวจีขึ้นมาด้วยความคมกริบของดาบที่ทำจากแก่นอัคคีย์โลกันต์อเวจีการจะตัดเจาะศิลาผ่าหยกนับว่าง่ายดายดุจตัดก้อนเต้าหู้