ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

ตอนที่ 225 ประลอง (2)

        การประลองในช่วงแรกดูน่าเบื่อเป็นอย่างมากไม่มีการต่อสู้ที่ตระการตา จนกระทั่งมาถึงคู่สิบการประลองจึงตื่นตาขึ้น มันคือการต่อสู้ของหนึ่งในบรรดายอดอัจฉริยะ‘หวังหลิ่ง’

         

        หนิงเฟยหลงดวงตาเป็นประกายเขาเคยปะทะกันหนึ่งกระบวนท่าอย่างเรียบง่ายรับรู้ถึงความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายการประลองนี้จะช่วยเพิ่มความเข้าใจในตัวหวังหลิ่งได้เป็นอย่างดีเขาไม่ควรที่จะพลาดมัน!

         

        แต่ใครจะรู้ว่าการต่อสู้จะจบเร็วเสียยิ่งกว่าเร็วเพียงแค่ทั้งสองขึ้นเวทีประลองฝ่ายตรงข้ามก็ประกาศยอมแพ้ในทันที

         

        “เฮ้อน่าเสียดาย ทำไมเจ้าพวกนั้นถึงขี้ขลาดเช่นนี้กัน?” เขาอดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำแววตาเขาดูผิดหวังไม่น้อย “รอบสองข้าจะต้องได้เห็นฝีมือเจ้า!”

         

        สายตาลากตามหวังหลิ่งไปหวังหลิ่งคล้ายรู้สึกถึงเส้นสายตาก็หันกลับมามองยังเขาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มมิตรไมตรีเพียงแต่รอยยิ้มนั้นแฝงไปด้วยความหมายบางอย่าง

         

        เมื่อการประองจบอย่างรวดเร็วความตื่นเต้นแต่เดิมก็หดหายการประลองที่น่าเบื่อดูเหมือนจะกลับมา แต่มันก็ไม่แน่...

         

        “คู่ที่สิบเอ็ดโต่วเยี่ยนฉวี่จากทวีปหยินประลองกับหมิงเหมิงจากตงโจว เริ่มการประลอง!”

         

        สิ้นคำประกาศโต่วเยี่ยนฉวี่และคู่ประลองก็ทะยานร่างขึ้นบนเวทีประลองนางโฉบบินราวกับวิหครัศมีเปล่งประกายไปด้วยแสงสีแดง อันเป็นปราณอัคคีที่ลุกโชนความร้อนระอุก็ควบคุมไปทั่วเวทีประลอง ใบหน้าของหมิงเหมิงบิดเบี้ยวไม่คิดว่าตนจะเจอคู่ต่อสู้ที่น่ากลัว ถึงแม้ว่าทั้งสองจะอยู่ในระดับเดียวกันก็ตาม...

         

        แต่ดูเหมือนว่าเรื่องปราณธาตุโต่วเยี่ยนฉวี่จะช่ำชองกว่าหมิงเหมิงยากสงบใจเขาเองก็เป็นผู้บ่มเพาะปราณธาตุอัคคีเช่นนี้จะเอาชนะนางได้อย่างไร? ดูก็รู้แล้วว่าใครเหนือกว่าแต่หากจะให้ยอมแพ้ตอนนี้ก็เป็นไปไม่ได้อยู่ดี

         

        หากเขาก็ยอมก็เท่ากับว่าได้รับคำตราหน้าว่าขี้ขลาดโต่วเยี่ยนฉวี่ไม่ใช่หวังหลิ่ง นางไม่ใช่หนึ่งในยอดอัจฉริยะการยอมแพ้แต่แรกจึงเป็นไปไม่ได้!

         

        “ยอมเจ็บตัวสักหน่อยก็ได้”เขากัดฟันพูดด้วยแววตาเศร้าสร้อยก่อนจะคว้าดาบหนักออกมาจากแหวนมิติระเบิดปราณเพลิงตลอดร่างพลังหยวนพุ่งพล่านก็ถูกเปลี่ยนเป็นอัคคีรวมเข้ากับดาบหนักฟาดเข้าใส่โต่วเยี่ยนฉวี่

         

        “สู้ตาย!”

         

        คลื่นดาบเพลิงก็ระเบิดความรุนแรงทวีคูณแผดเผาอากาศใบหน้าของฝูงชนตื่นตะลึงเล็กน้อยโดยไม่คาดคิดชายผู้นี้กลับใช้พลังสูงสุดตั้งแต่เริ่มแรก

         

        โต่วเยี่ยนฉวี่เลิกคิ้วกวาดมือทั้งสองข้างออกเป็นท่วงท่าเปลวอัคคีก็โหมกระหน่ำเข้าใส่คลื่นดาบราวกับปีกปักษาเพลิงใบหน้าที่สละสลวยเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจแส้คู่กายก็สะบัดฟาดพร้อมกับเปลวเพลิงลุกโชนที่น่าสะพรึง

         

        หมิงเหมิงเห็นดังนั้นดวงตาก็เบิกโพลงเขากลั้นใจทุ่มสุดตัว การตัดสินขึ้นอยู่กับการโจมตีนี้!

         

        ตูม!!

         

        คลื่นดาบถูกแส้ฟาดแตกออกเป็นชิ้นๆขนวิหคเพลิงก็พุ่งตรงเข้าใส่หมิงเหมิงอย่างโหดเหี้ยม ใบหน้าของเขาซีดเผือดต้องรับการโจมตีนี้เต็มๆ พลังที่เกือบเทียบเท่าเข้าสู่พิภพกำลังมุ่งมาทางมัน!

         

        “ข้ายอมแพ้!”

         

        หมิงเหมิงรีบตะโกนร้องอย่างตื่นกลัวพลังสายหนึ่งก็เข้ามาหยุดการโจมตีนั้นไว้อย่างทันท่วงทีเม็ดเหงื่อหมิงเหมิงแทบจะอาบร่างเขา เมื่อครู่เขาเกือบตายแล้วจริงๆโชคดีที่ยอมแพ้ได้ทัน แม้จะอยู่ขั้นเก้าแก่นแท้พลังเช่นเดียวกันแต่ก็นับว่าแตกต่าง

         

        โต่วเยี่ยนฉวี่อยู่ในขั้นสูงสุดของแก่นแท้พลังแล้วอีกครึ่งก้าวก็จะเข้าสู่ขอบเขตแดนพิภพต่างจากหมิงเหมิงที่ยังไปไม่ถึงครึ่งก้าวเข้าสู่พิภพทั้งยังมีเจตจำนงธาตุที่อ่อนด้อยกว่า จึงไม่อาจสู้กลับได้เลยแม้แต่ต้านทานก็ยังยาก

         

        การประลองนี้โต่วเยี่ยนฉวี่จึงได้รับชัยชนะอย่างง่ายดาย

         

        คู่ประลองที่สิบสองก็เริ่มการประลองต่อในทันทีส่วนมากทุกคนจะแสดงทักษะที่แตกต่าง และแข็งแกร่งก็ตามแต่ก็สูสีกันเกินไปแต่ก็มีบางคู่ที่ทำให้การประลองนั้นน่าตื่นเต้น

         

        ที่แน่ๆการประลองคู่ของเฟิงเหลยเองก็ไม่ธรรมดาเขาเป็นเพียงหนึ่งในห้าคนที่บ่มเพาะพลังจิตในบรรดาผู้เข้าร่วมการทดสอบมากมายและยังได้แสดงทักษะการต่อสู้ที่เหนือล้ำให้เป็นที่น่าประทับใจ

         

        ดูเหมือนว่าสำนักค่ายกลเทวะและสำนักมนุษย์บงการจะชื่นชอบเขาเป็นพิเศษหลักๆคือพวกยอดอัจฉริยะผู้ก้าวผ่านประตูขอบเขตแดนพิภพเข้ามาแล้วพวกนั้นเป็นผู้ที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง!

         

        การประลองในรอบแรกกินเวลาไปกว่าสิบวันจึงคัดเลือกผู้เข้ารอบห้าสิบคนได้สำเร็จในหมู่บุคคลพวกนี้หลงเหลือผู้อ่อนแอไม่มากแล้วขั้นเก้าแก่นแท้พลังนับว่าเป็นผู้ที่อ่อนแอมากที่สุดซึ่งมีอยู่มากกว่าครึ่งเลยทีเดียว

         

        นอกเหนือจากนี้หนิงเฟยหลงก็ค้นพบยอดอัจฉริยะที่โดดเด่นอย่างแท้จริงในการประลองรอบแรกพวกเขาเหล่านั้นแทบจะผ่านการประลองมาได้อย่างง่ายดายและยังมีชื่อเสียงที่มากล้นจนน่าจับตามอง ในบรรดาคนเหล่านั้นมีที่น่าจับตามองอยู่ไม่เกินเจ็ดคน

         

        ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้สูงศักดิ์อย่างเช่นองค์ชายฉินหลงแห่งอาณาจักรฉินอันยิ่งใหญ่ องค์ชายฉีเฟยแห่งอาณาจักรฉีแดนตะวันออกองค์ชายเว่ยเทียนเหลยแห่งอาณาจักรเว่ยแดนเหนือองค์หญิงฉู่เยว่แห่งอาณาจักรฉู่แดนใต้กานฮ่าวหนึ่งในผู้มีพรสวรรค์ระดับสูงจากสมาพันธ์การค้าพวกเขาเป็นบุคคลที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง

         

        อันที่จริงคนที่เข้าร่วมการประลองส่วนใหญ่หวังจะใช้โอกาสในการต่อสู้นี้ทะลวงขอบเขตการต่อสู้ระหว่างอัจฉริยะหาใช่หาได้ดาษดื่นไม่มีเพียงการทดสอบรับศิษย์ของยอดสำนักเท่านั้น ถึงจะทำให้อัจฉริยะแต่ละดินแดนปรากฏตัว

         

        มันคือโอกาส!

         

        ต้องรู้ว่าทลายขอบเขตจากแดนพลังเข้าสู่ขอบเขตแดนพิภพนั้นยากยิ่งกว่ายากมีผู้คนมากมายอัจฉริยะนับไม่ถ้วนที่ขึ้นชื่อว่าอนาคตยอดฝีมือก็อาจทะลวงขอบเขตนี้ได้พวกเขาหลายคนต้องติดอยู่กับขั้นสูงสุดแก่นแท้พลังนานนับปี ไม่สิสิบปี ยี่สิบปี...หลายร้อยปีหรืออาจจะ...ทั้งชีวิต

         

        เพราะฉะนั้นเมื่อมีโอกาสพวกเขาก็ไม่คิดจะทอดทิ้งความหวังอันเล็กน้อยนั้นไปแม้จะแลกมาด้วยพลังทั้งหมด หรือต้องแบกรับความเสี่ยงที่ถึงชีวิตก็ตามถึงแม้มันจะล้มเหลวแต่ก็ใช่ว่าจะไม่ได้อะไรเลย

         

        สาเหตุอย่างหนึ่งที่ทุกคนมุ่งหวังจากการประลองนี้ก็เป็นเพราะโอกาสในการเลื่อนขอบเขตนั่นเองหลายคนอาจไม่รู้ว่าการเป็นศิษย์ธรรมดากับศิษย์ที่เข้าร่วมการประลองในครั้งนี้ต่างกันอย่างไร?

         

        เวลาผ่านมาหลายหมื่นปียอดสำนักทั้งเจ็ดยังคงรักษาขุมอำนาจของพวกเขาไว้ได้หากไม่ใช่เพราะการบ่มเพาะชนชั้นแดนพิภพขึ้นมาได้จำนวนมากจะเป็นอะไรได้อีกทั่วทั้งทวีปชิงเฉวียนนี้ไม่มีที่ใดจะมียอดฝีมือเข้าสู่พิภพเทียบเท่าสำนักใหญ่ทั้งเจ็ดได้อีกแล้วไม่เว้นแม้แต่สมาพันธ์การค้าก็ตาม

         

        ‘โอสถทะลุขั้น’ คือสาเหตุที่ทำให้เกิดชนชั้นแดนพิภพมากมายถึงเพียงนี้ หากไม่ใช่โอสถระดับสองนี้แล้วละก็ความใฝ่ฝันที่ต้องการก้าวผ่านก็เป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่ายาก

         

        แต่หลายคนก็รับรู้เรื่องราวเหล่านี้มาจากรุ่นก่อนมาบ้างพวกเขารู้ว่า หากตนเองสามารถติดหนึ่งในยี่สิบห้าคนสุดท้ายได้จะได้รับความชื่นชมจากบรรดาผู้อาวุโสทั้งหลาย พวกเขาจะกลายเป็นศิษย์แนวหน้าในบรรดาศิษย์รุ่นนั้นๆที่สำคัญคือโอกาสที่จะได้รับการช่วยเหลือในการทะลวงขอบเขตนั้นสูงยิ่งขึ้นแทบไม่มีโอกาสล้มเหลว

         

        พวกเขาต้องไขว่คว้ามันมาให้ได้!

         

        ...

         

        ทิวเขาแห่งหนึ่งดินแดนเหนือบุรุษวัยกลางคนตัวสูงใหญ่เปลือยท่อนบน ยืนเด่นสง่าท่ามกลางสายลมหิมะโปรย เขาราวกับภูผาไม่สั่นคลอนไม่สะทกสะท้านแม้ยามพายุลมหิมะฝนกระหน่ำใบหน้ามีรอยแผลเป็นถากยาวตั้งแต่หางคิ้วซ้ายลากผ่านตัดดวงตาที่มืดบอดลงมาเฉียดมุมปากลงถึงคางดูเป็นรอยแผลที่น่าจดจำและน่าสยดสยองของคนทั่วไป ความหลังนั้นคงฝังไม่ลืม

         

        “ลงมือ!”

         

        คำพูดเขาคล้ายประกาศิตหามีใครกล้าฝ่าฝืนพวกมันล้วนก้มหน้ายอมรับแต่โดยดี คำสั่งที่เรียบง่ายกลับทำให้ผู้น้อมรับใช้หวาดหวั่นแผนการนี้ของเขาดูเหมือนจะบ้าบิ่นยิ่งไม่มีใครรู้ว่าระหว่างที่ยอดสำนักทั้งเจ็ดกำลังทำการทดสอบกลุ่มคนพวกนี้คิดทำการสิ่งใด?

         

        พวกเขารู้เพียงว่าจอมข่านแดนเหนือช่างกล้าบ้าบิ่นกล้าท้าทายอำนาจของยอดสำนัก!

         

        “รับคำสั่ง!” ผู้ฝึกยุทธ์ร่างท้วมตอบรับอย่างแข็งขัน แม้ว่าใบหน้าจะเคร่งเครียดก็ตาม

         

        คำสั่งนี้ถูกส่งต่ออย่างรวดเร็วปฏิบัติการที่น่าตื่นตะลึงกำลังจะเริ่มขึ้น!

         

        .........