จารึกที่ 276 : พยนต์เทวะพิทักษ์ : สลักวิญญาณตัวแทนแห่งมัจจุราช
จันทราสีเลือดดวงโตลอยเด่นอยู่กลางน่านฟ้าที่ปราศจากหมู่เมฆ สาดส่องแสงสีแดงฉานลงมาอาบไล้ยอดเขาพู่กันหยกที่เพิ่งผ่านพ้นวิกฤตการณ์ล้างสำนัก ม่านพลังสีดำประกายเงินยวงของ 'มหาค่ายกลหมื่นอักขระสูญตา' ครอบคลุมอาณาเขตทั้งหมดเอาไว้ มันตั้งตระหง่านตัดกับความมืดมิดของรัตติกาล แผ่กลิ่นอายที่ลึกล้ำและเก่าแก่ประหนึ่งสัตว์ร้ายบรรพกาลที่กำลังหมอบหลับใหล ทว่าพร้อมจะตื่นขึ้นมาขย้ำคอผู้บุกรุกทุกเมื่อ
ภายในอาณาเขตของค่ายกล กลิ่นอายความตายและคาวเลือดถูกชำระล้างจนหมดสิ้นด้วยสัจธรรมแห่งความว่างเปล่า แผ่นศิลาที่เคยแตกร้าวถูกแทนที่ด้วยพื้นหินหยกดำที่เรียบเนียนและเย็นเยียบ ศิษย์สำนักหมึกวารี ที่ตอนนี้คือสำหมื่นอักขระที่เหลือรอดต่างนั่งขัดสมาธิโคจรปราณรักษาบาดแผลอยู่เงียบๆ ท่ามกลางความสงบที่เพิ่งได้รับคืนมา
ผู้อาวุโสเทียนหยวนมองดูแขนซ้ายของตนเองที่งอกเงยขึ้นมาใหม่ด้วยโอสถโลหิตมาร ผิวหนังที่ซีดขาวและเต็มไปด้วยเส้นเลือดสีคล้ำนั้น แม้จะดูน่าสยดสยอง ทว่ามันกลับอัดแน่นไปด้วยพละกำลังที่มากกว่าแขนเดิมเสียอีก ชายชราทอดถอนใจยาว แววตาเต็มไปด้วยความเคารพยำเกรงเมื่อทอดมองไปยังแผ่นหลังของบุรุษหนุ่มในชุดคลุมสีดำที่ยืนอยู่ริมหน้าผา
อาเจียยืนเอามือไพล่หลัง ทอดสายตามองออกไปนอกม่านพลัง สายลมหนาวพัดชายเสื้อที่ขาดวิ่นให้พลิ้วไหว นัยน์ตาสีเงินยวงของเขาไม่ได้จดจ่ออยู่กับความสงบสุขตรงหน้า ทว่ามันกำลังมองทะลุข้ามทวีป ไปยังดินแดนลี้ลับที่กุมความลับของสายเลือดและโชคชะตาของเขาเอาไว้
"ค่ายกลนี้แข็งแกร่งจนแทบจะเรียกได้ว่าไร้เทียมทานในทวีปนี้แล้ว..."
เสียงของฉินมู่หลางดังขึ้นทำลายความเงียบ ชายหนุ่มผู้ถือครองกระบี่นิรันดร์เดินเข้ามาขนาบข้าง มือลูบด้ามกระบี่เบาๆ "ม่านพลังที่สร้างจากอักขระสูญตา สามารถดูดกลืนและสลายการโจมตีของยอดคนวิญญาณแรกเริ่มได้อย่างง่ายดาย เจ้ากังวลสิ่งใดอยู่งั้นหรือศิษย์น้อง?"
อาเจียส่ายหน้าช้าๆ "ค่ายกลป้องกัน ก็คือโล่... ต่อให้โล่แข็งแกร่งเพียงใด หากตั้งรับอยู่ฝ่ายเดียว วันหนึ่งย่อมมีผู้ที่สรรหาวิธีเจาะทำลายมันได้ ไม่ช้าก็เร็ว ข้าจำต้องออกเดินทางไปจากที่นี่ เพื่อตามหา 'หุบเขาต้องห้าม' ตามเบาะแสที่ปู่หลินและผู้เฒ่าไป๋ทิ้งไว้ให้..."
ชายหนุ่มหันกลับมามองมิตรสหายและผู้อาวุโสเทียนหยวน "และเมื่อข้าไม่อยู่ กลิ่นหอมของขุมทรัพย์และค่ายกลโบราณที่ข้าเพิ่งสร้างขึ้น ย่อมดึงดูดพวกสุนัขจิ้งจอกและแร้งกาจากสำนักเร้นลับอื่นๆ ให้มาดมกลิ่น ข้าไม่อาจปล่อยให้ยอดเขานี้มีเพียงแค่เกราะคุ้มกัน... บ้านที่ปลอดภัยที่สุด มิใช่บ้านที่มีกำแพงหนาที่สุด ทว่าคือบ้านที่มีมัจจุราชเฝ้าอยู่หน้าประตู!"
รังสีสังหารที่โหดเหี้ยมและเผด็จการแต่ก็แฝงไว้ด้วยความงกหน้าเงินสั่นไหวเล็กน้อย ปะทุขึ้นจากร่างของอาเจียจนอากาศธาตุสั่นสะท้าน!
ชายหนุ่มก้าวเดินตรงไปยังลานกว้างเบื้องหน้าทางเข้าหลักของหอจารึกขยะ สะบัดมือขวาที่สวมแหวนมิติระดับอัญมณีสวรรค์!
"ครืนนนนนนนนน!"
กองภูเขากระดูกขนาดยักษ์ร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นหินหยกดำดังกัมปนาท! มันมิใช่กระดูกของมนุษย์ ทว่ามันคือ 'โครงกระดูกอสูรบรรพกาล' ที่ล่าและชำแหละมาจากส่วนลึกของแดนเนรเทศ! กระดูกแต่ละท่อนใหญ่โตประหนึ่งเสาเรือน สีดำทมิฬ แผ่กลิ่นอายความตายและความอาฆาตแค้นของอสูรที่ถูกสังหารจนวิญญาณส่งเสียงหวีดร้องโหยหวนออกมาจากโพรงกระดูก!
ตามมาด้วยกอง 'โลหะวิญญาณ' รวมถึงวัสดุที่เหลือที่ปล้นมาจากเรือรบของตำหนักเทพวิถีฟ้า โลหะเหล่านี้ล้วนเป็นวัตถุดิบระดับตำนานที่หล่อหลอมด้วยสัจธรรมแห่งการทำลายล้าง
"อาเจีย... เจ้าคิดจะทำสิ่งใด..." ผู้อาวุโสเทียนหยวนเบิกตากว้าง สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความตายที่คลุ้งกระจาย "กระดูกอสูรเหล่านั้น มีเจตจำนงที่ดุร้ายเกินกว่าจะนำมาหลอมเป็นศัสตราวิเศษ หากคุมไม่อยู่ มันจะแว้งกัดผู้สร้างเอาได้!"
"กระดูกที่เชื่องและว่านอนสอนง่าย มีไว้ให้สุนัขแทะเล่นเท่านั้นผู้อาวุโส..." อาเจียแสยะยิ้มที่เหี้ยมเกรียม "ข้าต้องการความดุร้าย ข้าต้องการความบ้าคลั่ง! ข้าจะรังสรรค์ 'ตัวแทน' ของข้าทิ้งไว้ที่นี่... พยนต์พิทักษ์ที่จะฉีกกระชากผู้บุกรุกทุกคนที่กล้าเหยียบย่ำบันไดสำนักโดยไม่จ่ายค่าผ่านทาง!"
อาเจียทะยานร่างขึ้นลอยตัวอยู่เหนือภูเขากระดูกอสูรและโลหะวิญญาณ ชายหนุ่มมิได้เปิดเตาหลอมอัคคีเช่นปรมาจารย์สร้างศัสตราทั่วไป ทว่าเขายกแขนขวาที่สลัก 'อักขระมาร' ขึ้นเหนือศีรษะ ปราณเซียนในจุดตันเถียนถูกรีดเค้นจนเดือดพล่าน!
"ความว่างเปล่าคือผืนผ้าใบ... ส่วนความตายและความมืดมิด... คือน้ำหมึกของข้า!"
ชายหนุ่มตวัด 'พู่กันนิรันดร์' ในมือซ้าย กรีดวาดอักขระสูญตา (หลิง/零) ลงกลางอากาศธาตุ อักขระที่ไร้รูปลักษณ์หมุนวน กลายเป็นหลุมดำขนาดย่อมที่แผ่แรงดูดมหาศาล มันดูดกลืนกระดูกอสูรบรรพกาลและโลหะวิญญาณทั้งหมดลอยขึ้นสู่อากาศ!
พริบตานั้น อาเจียปลดปล่อยอักขระมารจากแขนขวา ให้พุ่งเข้าผสานกับหลุมดำแห่งความว่างเปล่า!
"เคล็ดวิชาผสานอักขระขั้นสุดยอด... หลอมวิญญาณบรรพกาล !"
ตูมมมมม!
เปลวไฟสีดำอมแดงที่ปราศจากความร้อน ทว่าแฝงด้วยความสามารถในการกัดกร่อนกฎเกณฑ์ทุกชนิด ระเบิดออกกลางน่านฟ้า! กระดูกอสูรที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กกล้า และโลหะวิญญาณที่ทนทานต่อสายฟ้าสวรรค์ ถูกเปลวไฟแห่งความว่างเปล่าและอักขระมารบดขยี้ หลอมละลายให้กลายเป็นของเหลวหนืดสีดำขลับที่เดือดปุดๆ โลหิตวิญญาณของอสูรและโลหะผสานเข้าด้วยกันประหนึ่งเนื้อและกระดูกที่กำลังถือกำเนิดใหม่!
เสียงหวีดร้องของเจตจำนงอสูรบรรพกาลนับร้อยดังก้องไปทั่วหุบเขา พยายามจะต่อต้านการถูกบีบอัด ทว่าอาเจียเพียงแค่นเสียงเย็นชา นัยน์ตาสีดำสนิทเบิกกว้าง
"หุบปาก! เป็นแค่เศษกระดูกที่บิดาถลกหนังมา กลับกล้าพยศต่อหน้าข้าเชียวหรือ! จงสยบต่อสัจธรรมแห่งการดับสูญ และกลายเป็นอาวุธให้ข้าใช้งานซะ!"
เนตรสูญตาเปล่งประกายคลื่นความว่างเปล่า กดทับลงบนของเหลวบรรพกาล เจตจำนงอสูรทั้งหมดถูกลบล้างการต่อต้าน เหลือเพียงสัญชาตญาณแห่งการทำลายล้างที่ถูกบังคับให้ศิโรราบ!
อาเจียตวัดพู่กันนิรันดร์ด้วยความเร็วที่เนตรมนุษย์ไม่อาจจับจ้อง ทุกการตวัดพู่กัน คือการฝัง 'บัญชาอักขระ' ลึกลงไปในแกนกลางของโลหะเหลว! เขาไม่ได้ใช้โครงสร้างค่ายกลวิถีฟ้าที่ตายตัว ทว่าเขาใช้หลักการของ ระบบการผสานอักขระสิบระดับชั้น
"อักขระระดับที่แปด... กฎเกณฑ์แห่งความคงกระพัน! อักขระระดับที่เก้า... จิตวิญญาณกระหายเลือด!"
ชายหนุ่มวาดลวดลายสลับซับซ้อน ร้อยเรียงเข้าด้วยกันอย่างบ้าคลั่ง โลหะเหลวสีดำกลางอากาศเริ่มปั้นแต่งตนเองตามเจตจำนงของปลายพู่กัน! มันขยายตัวใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ จนสูงตระหง่านกว่าสามสิบจั้ง!
โครงร่างของ 'รูปปั้นศิลาเทวะ' หรือ 'พยนต์เทวะพิทักษ์ที่เขาหลอมขึ้นมา' ปรากฏขึ้นแก่สายตา!
มันมิใช่หุ่นกลศิลาที่ดูสง่างามหรือศักดิ์สิทธิ์เช่นของตำหนักเทพวิถีฟ้า ทว่ามันคือประติมากรรมของมัจจุราชที่แท้จริง! ร่างกายของมันมีรูปลักษณ์ของเทพอสูรที่บึกบึน แผ่นหลังมีหนามกระดูกแหลมคมแทงทะลุออกมาประหนึ่งดาบ กล้ามเนื้อที่หล่อหลอมจากโลหะวิญญาณบิดเกลียวอัดแน่น มันมีสี่กร แต่ละกรกวัดแกว่งศัสตราที่หลอมจากกระดูกชิ้นที่คมที่สุดของอสูรบรรพกาล!
ศีรษะของมันไร้ซึ่งใบหน้า... ทว่ามีเพียง 'ดวงตาแนวตั้ง' ขนาดใหญ่เพียงดวงเดียวที่กึ่งกลางหน้าผาก ซึ่งถูกหล่อหลอมจากอักขระสูญตาและอักขระมารผสานกัน!
"ขั้นตอนสุดท้าย... การฝังเจตจำนงแห่งผู้เป็นนาย!"
อาเจียกัดปลายลิ้น พ่นโลหิตวิญญาณสีทองแดงของตนเองหยดหนึ่ง ลงบนปลายพู่กันนิรันดร์ ก่อนจะพุ่งทะยานเข้าประชิดร่างยักษ์ของพยนต์เทวะ ชายหนุ่มตวัดพู่กันที่อาบด้วยโลหิตของเขา สลักอักขระตัวสุดท้ายลงบนตำแหน่งหัวใจของรูปปั้นยักษ์!
"ผู้ใดกล้าล่วงล้ำโดยมิได้รับอนุญาต... สังหาร! ผู้ใดกล้าโจมตีม่านพลัง... สังหาร! ผู้ใดไม่จ่ายค่าผ่านทาง... บดขยี้วิญญาณมันให้แหลกละเอียด!"
คำบัญชาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความโหดเหี้ยมและหน้าเงินอย่างถึงที่สุด ถูกสลักลึกลงไปในแกนวิญญาณของพยนต์เทวะพิทักษ์ตัวนี้!
วูบ!
ดวงตาแนวตั้งที่กึ่งกลางหน้าผากของพยนต์ยักษ์ พลันเบิกกว้าง! แสงสีโลหิตที่ผสมผสานกับความมืดมิดของความว่างเปล่า สาดส่องออกมาประหนึ่งลำแสงมรณะ! ร่างกายที่หล่อหลอมจากกระดูกและโลหะวิญญาณเปล่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดจากการขับเคลื่อนของมวลพลังงานที่มหาศาลเกินขีดจำกัด!
"ตึงงงงงงงงงง!"
รูปปั้นศิลาเทวะขนาดยักษ์ ทิ้งตัวลงกระแทกพื้นปฐพีเบื้องหน้าทางเข้าหลักของค่ายกลสำนักหมื่นอักขระ! แผ่นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น มันยืดร่างที่สูงกว่าสามสิบจั้งขึ้นตระหง่าน บดบังภูมิทัศน์เบื้องหน้าจนมิดชิด สี่กรที่ถือศัสตรากระดูกไขว้ทับกันไว้เบื้องหน้า ดวงตาแนวตั้งสีโลหิตจดจ้องมองออกไปยังโลกภายนอกด้วยสัญชาตญาณของนักล่าที่หิวกระหาย!
กลิ่นอายที่พยนต์ตัวนี้แผ่ออกมา... มิใช่ระดับแก่นทองคำขั้นสมบูรณ์... ทว่ามันคือระดับที่สามารถทัดเทียมและฉีกกระชาก 'ยอดคนวิญญาณแรกเซียนวิญญาณแรกเริ่ม' ได้ด้วยมือเปล่า! มันคือสิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเข่นฆ่าผู้ที่ฝืนลิขิตฟ้าโดยเฉพาะ!
"ฮึก... ฮือ..."
เสียงสะอื้นไห้ดังกุกกักมาจากมุมหนึ่งของลาน อาเจียหันไปมอง พบว่า เจ้าสัว พยนต์เทวะสีทองกำลังกอด เจ้าถุงเงินแมงมุมเงาจันทรา ร่างของพวกมันสั่นเทาเป็นเจ้าเข้าเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของ 'น้องใหม่' ที่เพิ่งถือกำเนิด
"นายท่าน... ทะ... ทำไมน้องเล็กที่ท่านเพิ่งสร้าง ถึงได้ดูป่าเถื่อนและหน้าเลือดกว่าข้าน้อยอีกขอรับ..." เจ้าสัวเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ มันรู้สึกได้ว่าเจตจำนงในตัวพยนต์ยักษ์ตัวนี้ ถูกฝังคำสั่งให้ออกปล้นและบดขยี้อย่างไร้ปรานีเสียยิ่งกว่ามันที่เป็นเจ้าแห่งการยึดทรัพย์เสียอีก!
"เพราะมันมีหน้าที่เฝ้าบ้าน..." อาเจียร่อนตัวลงมายืนเบื้องหน้ารูปปั้นมัจจุราช ลูบมือลงบนผิวโลหะวิญญาณที่เย็นเยียบ รอยยิ้มอหังการประดับบนใบหน้า "บ้านที่เต็มไปด้วยทรัพย์สมบัติ ย่อมต้องมีสุนัขเฝ้าบ้านที่ดุร้ายที่สุด... หากมีวิญญาณแรกเริ่มหน้าไหน หรือขั้วอำนาจเร้นลับใด กล้าไม่ดูตาม้าตาเรือยกทัพมาเหยียบภูเขาลูกนี้อีก... พยนต์เทวะพิทักษ์ตัวนี้ จะทำให้พวกมันได้รู้ซึ้งว่า การต้องจ่ายค่าผ่านทางด้วยชิ้นส่วนวิญญาณ มันทรมานเพียงใด!"
ศิษย์สำนักหมื่นอักขระที่เฝ้ามองเหตุการณ์ ต่างกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความหวาดกลัวต่อศัตรูภายนอกมลายหายไปสิ้น ทว่าถูกแทนที่ด้วยความหวาดผวาต่อ 'ยามเฝ้าประตู' ที่หน้าตาเหมือนหลุดมาจากขุมนรกชั้นลึกที่สุดแทน!
"เอาล่ะ..."
อาเจียหันกลับมาหามิตรสหาย นัยน์ตาสีเงินยวงทอประกายความมุ่งมั่น "บ้านของเราได้รับการปกป้องอย่างสมบูรณ์แล้ว ทั้งจากมหาค่ายกลสูญตา และพยนต์มัจจุราชตนนี้... ถึงเวลาที่พวกเราจะต้องไปสางบัญชีกับอดีตและขุดคุ้ยเบาะแสที่ถูกซ่อนไว้เสียที..."
ชายหนุ่มก้าวเดินผ่านลานหินหยกดำ มุ่งหน้าตรงเข้าสู่หอจารึกขยะ สถานที่ที่เต็มไปด้วยบันทึกและเศษกระดาษที่ดูไร้ค่า ทว่ามันคือสถานที่ที่ปู่หลินและผู้เฒ่าไป๋ หวงแหนและใช้ชีวิตปกป้องมาจนลมหายใจสุดท้าย!
ร่องรอยของ 'กิ่งไม้ดำ' และความลับที่เกี่ยวกับทารกไร้เนตรที่ลอยมาตามสายน้ำ... กำลังรอคอยการถูกค้นพบอยู่ในความมืดมิดของหอคัมภีร์ที่เก่าแก่ที่สุดของทวีป! รากฐานแห่งอดีตกำลังจะถูกเปิดเผย เพื่อปูทางสู่หายนะครั้งใหม่ใน 'หุบเขาต้องห้าม' !