เหนือนิรันดร์ จอมราชันเทพยุทธ์

    เล่มที่ 2 บทที่ 46 ทะลวงสู่ขั้นเสวียนฟ้า

           “คุยโวนักแต่เกรงว่าเจ้าคงไม่มีหวัง”

            ซูเฉินเทียนยิ้ม จากนั้นโจมตีเซียวเฉินอย่างไร้ปรานีมิใช่เขาดูถูกเซียวเฉิน ทว่าเขากลับให้ความสำคัญต่อเซียวเฉินมากส่วนเรื่องชิงอันดับหนึ่งอย่าได้หวังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าเซียวเฉินยังไม่เข้าสู่ขั้นเสวียนฟ้าต่อให้มีความสามารถขั้นเสวียนฟ้าสามชั้นฟ้าอย่างตนเองก็ไม่กล้าบอกว่าชิงอันดับหนึ่งได้

            พรสวรรค์อันแข็งแกร่งคือกุญแจสำคัญ แต่ความสามารถคือกุญแจสำคัญยิ่งกว่า

            มีเพียงความสามารถขั้นเสวียนฟ้าห้าชั้นฟ้าจึงอาจจะมีคุณสมบัติแย่งอันดับหนึ่งมาได้ส่วนขั้นเสวียนฟ้าหนึ่งชั้นฟ้าคือภูเขาหนึ่งชั้น หากเซียวเฉินคิดจะชิงอันดับหนึ่งจำเป็นต้องเหยียบย่างสู่ขั้นเสวียนฟ้าห้าชั้นฟ้าจึงมีโอกาส

            ทว่าการคิดจะเข้าสู่ขั้นเสวียนฟ้าห้าชั้นฟ้าภายในหนึ่งปีนั้นยากยิ่งกว่าปีนป่ายขึ้นสวรรค์แทบเป็นไปไม่ได้เลย ร้อยปีมานี้สถานศึกษาชางหวงไม่เคยมีอัจฉริยะประหลาดที่ข้ามห้าชั้นฟ้าภายในหนึ่งปีมาก่อนไม่เพียงสถานศึกษาชางหวง ต่อให้เป็นสถานศึกษาอีกสี่แห่งก็ไม่มีเช่นกัน

            แต่เซียวเฉินแค่ยิ้มให้กับการโจมตีของซูเฉินเทียน

            “ศิษย์พี่ซู ท่านไม่เข้าใจ ข้าจำเป็นต้องช่วงชิง”

            เพราะนี่คือความหวังในการมีชีวิตอยู่ต่อไปของข้า...

            ข้าได้แต่พยายามช่วงชิงอย่างเต็มที่…

            ขณะพูด เซียวเฉินพลันหยุดลง ร่างสะท้าน จากนั้นแสดงสีหน้าลิงโลด

            “ข้ารู้สึกได้แล้ว ข้ารู้สึกได้แล้ว...”

            จากนั้น เซียวเฉินก็โยนกระบี่หนักเบิกฟ้าทิ้ง ทรุดลงนั่งขัดสมาธิทันควันปล่อยให้หิมะปลิดปลิวทั่วท้องนภา เขายังคงฝึกวิชาพลังเสวียนพวยพุ่งกลายเป็นแสงสีทองปกคลุมร่าง กลางนภาเหนือศีรษะมีหงส์เพลิงเวียนวน กู่ร้องไม่ขาดสาย และแสงอาทิตย์อัสดงเรื่อเรือง

            “หรือว่าจะบรรลุแล้ว?”

            ซูเฉินเทียนตกใจนิดๆ จากนั้นมุมปากก็หยักเป็นรอยยิ้ม การต่อสู้ครั้งนี้นับว่าไม่เสียแรงเปล่า

            “อาจารย์ใหญ่ ภารกิจที่ท่านมอบหมาย เสร็จสมบูรณ์แล้ว”

            จากนั้น ซูเฉินเทียนก็ถือหอกศึกบงกชทองคุ้มกันเซียวเฉินขั้นตานฟ้าบรรลุขั้นเสวียนฟ้าคือสันปันน้ำหากข้ามได้ก็ขึ้นสู่ที่สูงได้อย่างรวดเร็ว หากข้ามไม่ได้ก็คือข้าวฟ่างเม็ดเดียวจมลงสู่ทะเล

            ทั้งสองฝ่ายแตกต่างกันดุจเมฆกับดิน

            วิ้งวิ้ง!

            แสงเสวียนไหลเวียนอย่างต่อเนื่อง เซียวเฉินค่อยๆ เข้าฌาน

            ...

            ณ สถานศึกษาเซิ่งเต้า

            เด็กหนุ่มในชุดสีม่วงออกมาจากศาลาแห่งหนึ่ง บนร่างสวมเสื้อคลุมสีขาวหยุดทอดสายตาไปไกลแสนไกล เด็กหนุ่มรูปโฉมหล่อเหลา เครื่องหน้าประณีตแต่นัยน์ตาหงส์คู่นั้นกลับมีแววอึมครึมเรียบเฉย ระหว่างที่มองเกล็ดหิมะโปรยปรายแววตาพลันสาดประกายคมกริบดุจกระบี่ตรงไปยังนภากว้าง

            “ตระกูลเนี่ยดับสูญแล้ว...” ฟังไม่ออกว่าน้ำเสียงของเนี่ยอวิ๋นเหอยินดีหรือโศกเศร้าไร้รอยอารมณ์เหมือนพูดเรื่องธรรมดาทั่วไป ทว่าดวงตามืดครึ้มมากขึ้นทุกที

            ราวกับกลืนกินทุกสิ่งได้

            หนักอึ้งจนน่ากลัว

            “เซียวเฉิน เจ้ายิ่งทำให้ข้ารู้สึกยินดีมากขึ้นทุกที ถึงกับสังหารฉินเฟิงฆ่าล้างตระกูลเนี่ย เช่นนั้น ตอนนี้เจ้าน่าจะมีความสามารถขั้นตานฟ้าสินะ”

            ว่าแล้ว เนี่ยอวิ๋นเหอก็ส่งเสียงหัวเราะ

            “เจอกันครั้งหน้า ข้าจะสังหารเจ้าด้วยตนเอง!”

            แววตาสีหมึกคู่นั้นลึกล้ำจนไม่เห็นก้นบึ้ง ดุจหลุมดำกลางท้องฟ้ายามราตรีดั่งสระลึกราวสายรุ้ง เสมือนเขาสามารถดูดกลืนทุกสิ่งได้ในพริบตา

            “ศิษย์พี่เนี่ย ผู้อาวุโสใหญ่ให้ท่านไปพบ”

            เวลานี้ ศิษย์สถานศึกษาเซิ่งเต้าคนหนึ่งเดินมาบอกอย่างนบนอบ

            “มีเรื่องใด?” เนี่ยอวิ๋นเหอถามเรียบๆ

            “ผู้อาวุโสบอกว่าจะหารือเรื่องการประลองห้าสถานศึกษา”

            เนี่ยอวิ๋นเหอพยักหน้า

            “ข้ารู้แล้ว จะไปเดี๋ยวนี้ล่ะ” ว่าแล้วก็หันกายจากไปตอนนี้เซียวเฉินมีฐานะใดในสถานศึกษาชางหวง มีความสามารถพื้นๆ ไร้ความสำเร็จใช่หรือไม่? ระยะห่างระหว่างเราจะคงอยู่ชั่วนิรันดร์ ข้าคือเมฆ ส่วนเจ้าคือดิน...

            พริบตา เวลาก็ผ่านไปสามวัน

            เซียวเฉินยังไม่บรรลุและไม่มีวี่แววที่จะรู้สึกตัว

            หงส์เพลิงวนเวียนอย่างต่อเนื่องรับรองว่าเซียวเฉินจะไม่ถูกแช่แข็งกลางฤดูหนาวจัดเด็ดขาด แม้ยังไม่บรรลุแต่พลังเสวียนบนร่างของเซียวเฉินกลับบริสุทธิ์ งดงาม และเข้มข้นมากขึ้นทุกที

            ตูม!

            เหนือศีรษะของเซียวเฉินมีลมหมุนมารวมตัวดูดซับพลังเสวียนผลึกเสวียนในแหวนเก็บของค่อยๆ ถูกเซียวเฉินดึงพลังอย่างช้าๆ

            หนึ่งร้อยก้อน...สามร้อยก้อน...ห้าร้อยก้อน

            สองพันก้อน...สองพันห้าร้อยก้อน...

             เมื่อผลึกเสวียนถูกดูดซับไปเกือบสามพันก้อนร่างของเซียวเฉินพลันเปล่งแสงเรืองรองพลังเสวียนเชื่อมต่อฟากฟ้าและชักนำพลังแห่งดารา

            ตูม!

            แสงดาราร่วงหล่นมาปกคลุมเซียวเฉิน

            “ทะลวงขั้นเสวียนฟ้า!”

            เซียวเฉินเอ่ยเรียบๆจากนั้นม่านไร้ลักษณ์ภายในร่างก็ถูกพลังแห่งดาราพลุ่งขึ้นทำลายในพริบตาพลังเสวียนไหลเวียนตามอวัยวะภายใน แขนขา กระดูกและชีพจรวิญญาณทั่วร่างของเซียวเฉิน รู้สึกเบาสบายอย่างยิ่ง

            วิ้งวิ้ง!

            แสงดาราค่อยๆ เลือนหาย เซียวเฉินเก็บพลังเสวียนคืนในร่างสายตามีแววยิ้มแย้ม ในที่สุดเขาก็บรรลุขั้นเสวียนฟ้า

            “รู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง?”

            ซูเฉินเทียนที่อยู่ด้านข้างถามขึ้นตอนแรกเขาก็ตกใจกับสภาวะการบรรลุของเซียวเฉินเพราะเซียวเฉินถึงกับบรรลุชักนำดาราได้ เรื่องนี้ไม่เคยมีมาก่อน

            สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจกว่านั้นคือเซียวเฉินถึงกับยืมพลังแห่งดาราทะลวงขั้น เรื่องนี้ยิ่งไม่เคยได้ยินมาก่อน

            “รู้สึกไม่เลว แต่สิ้นเปลืองมากไปหน่อย”

            เซียวเฉินหัวเราะหึๆ

            “สิ้นเปลือง?”

             ซูเฉินเทียนอึ้ง เขาสิ้นเปลืองอะไร?

            เซียวเฉินเทซากผลึกเสวียนจากแหวนเก็บของออกมากองเหมือนภูเขาลูกย่อมๆซูเฉินเทียนเงียบงันไปนาน

            “วิปริต!”

            ชักนำพลังแห่งดาราไม่พอ ยังสิ้นเปลืองผลึกเสวียนระดับบนนับพันก้อนเช่นนั้น หากต่อไปไม่บรรลุก็สิ้นเปลืองผลึกเสวียนนับพันก้อนอีกเขามิถูกทรัพยากรในการฝึกวิชาบีบคั้นจนฝึกวิชาไม่ได้หรือ

            ต้องรู้ก่อนว่า ตอนที่ซูเฉินเทียนบรรลุสิ้นเปลืองผลึกเสวียนไปประมาณหนึ่งพันก้อนเท่านั้นเซียวเฉินถึงกับใช้จำนวนมากกว่าเขาเกือบหนึ่งเท่าตัวแถมยังดูดซับพลังเสวียนภายนอกอย่างมหาศาล

            หากไม่ใช่วิปริตแล้วคืออะไร?

            “ฮ่าฮ่า ข้าต้องขอบคุณศิษย์พี่ซู หากไม่ได้ศิษย์พี่ซูช่วยเหลือเกรงว่าข้าคงย่างเข้าสู่ขั้นเสวียนฟ้าได้ไม่รวดเร็วปานนี้” เซียวเฉินหัวเราะหึหึคนทั้งสองเริ่มคุ้นเคยกันโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว

            “ศิษย์พี่ซูท่านรู้จักผู้เข้าร่วมการประลองห้าสถานศึกษาของสถานศึกษาชางหวงในครั้งนี้หรือไม่?” เซียวเฉินถาม

            “ครั้งนี้ศิษย์พี่เซียวหวงน่าจะนำทัพ เจ้า ข้า และยังมีมู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์รู้แค่นี้ก่อน ส่วนคนอื่นๆ ยังอยู่ระหว่างการคัดเลือก” ซูเฉินเทียนยิ้มกล่าว

            เซียวเฉินประหลาดใจ “ศิษย์พี่ซูก็ไปด้วย?”

            “แน่นอน”

            “ท่านยังอายุไม่ถึงสามสิบหรือ?”

            ซูเฉินเทียนมองเซียวเฉินด้วยสีหน้ารังเกียจ เอ่ยว่า “ข้าเหมือนอายุสามสิบหรือ?”

            เซียวเฉินส่ายศีรษะ “ท่านเหมือนอายุสี่สิบ”

            “วอนโดนอัดใช่ไหม”

            “เพิ่งบรรลุ พวกเรามาสู้กันหน่อย”

            ชั่วขณะ บนยอดเขาก็มีเกล็ดหิมะเริงร่าย แสงเสวียนแปลบปลาบไม่ขาดสายบางครั้งยังมีเสียงฟ้าร้องดังจนหูแทบหนวก คนทั้งสองสู้กันตลอดช่วงเช้าซูเฉินเทียนใช้ระดับขั้นสะกดเซียวเฉิน ดังนั้น ผลลัพธ์ค่อนข้างอนาถซูเฉินเทียนต้องแบกเซียวเฉินกลับไป

            “ศิษย์น้องเล็ก เจ้าต้องอยู่กับความเป็นจริง ต่อหน้าความสามารถล้วนๆเจ้าต้องยอมรับความพ่ายแพ้ ไม่เช่นนั้นจะถูกทุบตี” ซูเฉินเทียนมองเซียวเฉินที่นอนอยู่บนเตียงอย่างจริงใจดวงตาฉายแววเห็นอกเห็นใจ

            เซียวเฉินมีสีหน้าขุ่นเคือง “คนเลวอย่างกับข้าร้องขอความเมตตาแล้วท่านจะหยุดมือ” ว่าแล้วก็เบือนหน้าหนีไม่มองซูเฉินเทียนอีก โมโห!

            ซูเฉินเทียนหัวเราะ “ฮ่าฮ่า ไม่ได้ยั้งมือ ครั้งหน้าข้าจะระวังกว่านี้”

            ต่อมา ในช่วงเวลาสั้นๆ เซียวเฉินก็มาลับคมกับซูเฉินเทียนทุกวันแต่ละครั้งล้วนถูกอัดจนลุกไม่ขึ้น แต่วันที่สองก็คึกคักเปี่ยมพลังดุจมังกรพยัคฆ์มาขอคำชี้แนะต่ออีก

            นานติดต่อกันครึ่งเดือน เซียวเฉินถึงกับบรรลุระดับขั้นระหว่างถูกทุบตี

            ขั้นเสวียนฟ้าหนึ่งชั้นฟ้าระดับสูงสุด!

            “ศิษย์พี่ซู พวกเรามาแลกเปลี่ยนความรู้กันหน่อย”

            “นึกว่ากลัวเจ้าหรือ!”

            ครึ่งวันต่อมา เซียวเฉินก็ถูกอัดจนลุกไม่ขึ้น

            วันที่สอง

            “ศิษย์พี่ซู พวกเรามาแลกเปลี่ยนความรู้กันอีก”

            “นึกว่ากลัวเจ้าหรือ!”

            เซียวเฉินยังถูกทารุณเหมือนเดิม

            วันที่สาม

            “ศิษย์พี่ซู ข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้กับท่านอีกแล้ว”

            “นึกว่ากลัวเจ้าหรือ!”

            เซียวเฉินรู้สึกว่าเติบโตได้รวดเร็วที่สุดในระหว่างการต่อสู้แม้เขาจะถูกอัดปางตายทุกวัน แต่เขามีคัมภีร์หงสาบรรพกาลนิรวาณอยู่กับตัวจึงฟื้นฟูได้เร็วสุดขีด ไม่มีอะไรต้องกลัว

            ขณะที่เซียวเฉินถูกทุบตีปางตายนั้น ก็มีเสียงหัวเราะเบาๆ ดังมาจากในป่าเซียวเฉินเงยหน้าขึ้นมองไปไม่รู้ว่ามู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์ยืนมองตนอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อใด

            ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้ม

    คล้ายกับเรื่องเหนือนิรันดร์ จอมราชันเทพยุทธ์ ที่คุณอ่าน