ภายในท้องพระโรงจุดตะเกียงสว่างไสว แสงเทียนเรืองรองฉายให้เห็นถึงความโอ่อ่างดงามและความยิ่งใหญ่ของสถานที่แห่งนี้ ณ กลางห้องมีหินสีฟ้าแผดเผาอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงะ ส่งควันสีฟ้าลอยฟุ้งคลุ้งไปทั่วท้องพระโรง
สิ่งนี้คือหินไม้จันทร์คราม เมื่อแผดเผาแล้วจะส่งกลิ่นหอมประหลาดชวนให้จิตสงบตั้งมั่นซึ่งเป็สิ่งสำคัญสำหรับการฝึกตน แต่ทว่าของสิ่งนี้นั้นมีมูลค่าไม่น้อย การที่เอามาใช้เผาได้ย่อมบ่งบอกถึงฐานะของเ้าของสถานที่แห่งนี้
ภายในท้องพระโรงมีชายวัยกลางคนสวมชุดสีเหลืองทองสว่างยืนเอามือไพล่หลัง เค้าโครงใบหน้าของเขามีความแน่วแน่แววตาน่าเกรงขามบ่งบอกถึงความมีฐานะสูงส่งมานาน แผ่นหลังของเขาผู้นั้นส่งกลิ่นอายราวกับเปลวเพลิงอัสนีบาตแผ่กระจายออกมา พลังอันคลุมเครือเ่าั้ส่งเสียงคำรามต่ำดังกึกก้องคล้ายเสียงฟ้าผ่า
หากแต่เมื่อมองไปที่แขนขวาของเขาแล้วกลับเห็นเพียงความว่างเปล่า แท้จริงนั้นแขนของเขาขาดไปข้างหนึ่ง
ข้างกายของเขายังมีหญิงงามในชุดราชวงศ์อยู่คนหนึ่ง รูปร่างของนางผอมเพรียว หน้าตาอ่อนช้อยงดงาม ทว่าพวงแก้มกลับเปราะบางซีดขาวอย่างเห็นได้ชัด
ชายหญิงคู่นี้มิได้มีฐานะต่ำต้อย ในเวลานี้คนทั้งคู่ต่างจับจ้องมองไปยังเบื้องหน้าด้วยสีหน้าตึงเครียด เห็นเพียงเด็กหนุ่มอายุราวสิบสามสิบสี่ปีกำลังนั่งสมาธิอยู่บนเตียง หนุ่มน้อยผู้นี้มีร่างกายบอบบาง ดวงตาทั้งสองข้างปิดสนิท เดิมทีใบหน้าของเด็กหนุ่มผู้นี้ควรจะเต็มไปด้วยความกระฉับกระเฉงมีชีวิตชีวา ทว่าบัดนี้กลับมีเืลมกลุ่มหนึ่งไหลเวียนไปมาอย่างอ้อยอิ่ง
เืลมแปลกประหลาดนี้เคลื่อนไหวอยู่ภายใต้ิัของเขาอย่างแ่เบาคลุมเครือ ประหนึ่งว่ามีักำลังส่งเสียงหวีดร้องคำรามอาฆาตแค้นออกมา
เส้นเืบนหน้าผากเด็กหนุ่มปูดโปนขึ้นตามเสียงัคำรามนั้น เนื้อตัวเขาสั่นระริกไม่หยุด ใบหน้าเปลี่ยนกลายเป็ดุร้ายคล้ายกับอดทนต่อความเ็ปอันยากเกินจะบรรยาย
ข้างกายเด็กหนุ่มมีผู้เฒ่าผมขาวโพลนท่านหนึ่งยืนถือกระจกเคลือบทองสัมฤทธิ์อยู่ บนกระจกทอแสงนุ่มนวลอ่อนโยนส่องสว่างไปบนตัวของเด็กหนุ่ม เืลมประหลาดบนใบหน้าของเขาจึงเริ่มสงบลงอย่างช้าๆ
เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป* ในที่สุดเืลมที่ไหลเวียนไปมากลุ่มนั้นก็ได้ถอยร่นหดกลับไปยังกลางฝ่ามือของเด็กหนุ่มจนหมดสิ้น
(*หนึ่งก้านธูป เป็การนับเวลาในสมัยจีนโบราณ 1 ก้านธูปมีระยะเวลาประมาณ 60 นาที)
ผู้เฒ่าผมขาวเห็นภาพเช่นนี้จึงถอนหายใจโล่งอกเฮือกใหญ่ ก่อนจะหันกลับมากล่าวทูลกับหญิงงามในชุดราชวงศ์และชายวัยกลางคนที่กำลังเฝ้ารออย่างเคร่งเครียดว่า “ขอแสดงความยินดีกับฝ่าาและฮองเฮา อุปสรรคใหญ่หลวงตลอดสามปีนี้องค์ชายทรงรอดชีวิตมาได้ สามปีนับจากนี้ย่อมไร้กังวลพ่ะย่ะค่ะ”
พอชายวัยกลางคนและหญิงงามในชุดราชวงศ์ได้ยินเช่นนี้ต่างก็มีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ฝ่ามือที่กำแน่นจึงค่อยๆ ผ่อนคลายลง
“ปรมาจารย์ฉิน บัดนี้หยวนเอ๋อร์อายุครบสิบสามปีแล้ว เด็กหนุ่มในวัยเดียวกันล้วนมีเส้นลมปราณทั้งแปดมั่นคงจนเริ่มฝึกตนได้ แล้วหยวนเอ๋อร์เล่า” ชายหนุ่มสวมชุดสีเหลืองสว่างตรัสถามด้วยท่าทางน่าเกรงขามพลางมองผู้เฒ่าผมขาวโพลนที่อยู่เบื้องหน้าอย่างคาดหวัง
เมื่อผู้เฒ่าผมขาวได้ยินคำถามนี้สีหน้าจึงหม่นหมองลงทันที เขาส่ายหน้าช้าๆ แล้วทูลว่า “ฝ่าา หนนี้กระหม่อมยังตรวจไม่พบลมปราณทั้งแปดในร่างกายขององค์ชายเลยพ่ะย่ะค่ะ...”
ครั้นชายหนุ่มน่าเกรงขามได้ยินคำตอบแววตาก็สิ้นแสงลงมาทันที
วิถีแห่งการฝึกตนบนโลกนี้เริ่มต้นที่ร่างกายมนุษย์ ภายในร่างกายจะมีเส้นลมปราณนับไม่ถ้วนโดยจะมีเส้นลมปราณอยู่แปดเส้นที่เป็หลักสำคัญ นอกเสียจากกรณีพิเศษบางอย่างแล้ว คนทั่วไปเมื่ออายุราวสิบสองสิบสามปีเส้นลมปราณทั้งแปดจะเริ่มมั่นคงอย่างช้าๆ ในยามนี้จึงจำเป็จะต้องหาเส้นลมปราณทั้งแปดให้พบก่อน เพียงพบเจอก็จะสามารถเริ่มการฝึกตนได้ และพร้อมที่จะกลืนกินและซึมซับแหล่งพลังฟ้าดินเพื่อทะลวงเปิดเส้นลมปราณทั้งแปดออก
นี่เรียกว่าการเปิดเส้นลมปราณ ซึ่งเป็การเริ่มต้นการฝึกฝนทั้งหมด
ผู้ฝึกตนจะกลืนกินแหล่งพลังฟ้าดิน ซึมซับ และคายออกมาจนสภาพร่างกายแปรเปลี่ยนไปอย่างสมบูรณ์ ซึ่งจะถูกขนานนามว่าปรมาจารย์หยวน
ปรมาจารย์ฉินเหลือบมองใบหน้าสิ้นหวังของชายวัยกลางคน อดถอนหายใจเบาๆ ไม่ได้ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “เดิมทีองค์ชายทรงมีชะตากรรมแห่งเทพั พระองค์ควรจะเป็บุคคลผู้น่าเกรงขามซึ่งลงมาสั่นะเืแดนมนุษย์แลมองฟ้าเย้ยสรวง์ เหตุใดจึงได้ประสบภัยร้ายเช่นนี้...”
ชายวัยกลางคนกำหมัดแน่น หญิงงามในชุดราชวงศ์ั์ตาแดงก่ำ จากนั้นเอามือกุมปากพลางกระแอมไออย่างรุนแรงออกมาสองครั้ง
“ฮองเฮาโปรดรักษาพระวรกายด้วยพ่ะย่ะค่ะ พระองค์ทรงเสียเืเป็จำนวนมากให้องค์ชาย อย่าได้ทรงกระวนกระวายใจไปเลยพ่ะย่ะค่ะ” ปรมาจารย์ฉินเห็นท่าทีเช่นนี้จึงรีบเอ่ยขึ้นทันที
หญิงงามในชุดราชวงศ์กลับโบกมือบอกไม่ต้องกังวล นางเฝ้ามองเด็กหนุ่มที่นั่งสมาธิอยู่บนเตียงด้วยแววตาเศร้าสร้อยแล้วตรัสถามว่า “พิษในร่างกายของหยวนเอ๋อร์จะปะทุขึ้นทุกๆ สามปี ในแต่ละครั้งรุนแรงยิ่งกว่าครั้งก่อน หากคิดกำจัดต้องหวังพึ่งเพียงตัวขององค์ชายเองเท่านั้น ตอนนี้ไม่พบเส้นลมปราณทั้งแปด แล้วสามปีให้หลังเล่าจะเป็เช่นไร”
ปรมาจารย์ฉินนิ่งงันไปชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะทูลตอบอย่างเชื่องช้าว่า “อีกสามปีให้หลังการควบคุมพลังจากภายนอกจะไร้ผล หากยังเป็เช่นนี้อยู่ เกรงว่าชีวิตขององค์ชายจะน่าเป็กังวลอย่างยิ่งพ่ะย่ะค่ะ”
ทันทีที่ถ้อยคำเอ่ยออกมาในท้องพระโรงก็พลันเงียบกริบไปชั่วขณะ ชายวัยกลางคนกำหมัดแน่น ตัวสั่นระริก ส่วนหญิงงามในชุดราชวงศ์เอามือกุมปากพลางร้องไห้เบาๆ
“หากพูดเช่นนี้...หมายความว่าชีวิตของข้าเหลืออีกแค่สามปีเช่นนั้นหรือ” ท่ามกลางความเงียบงัน จู่ๆ เสียงอ่อนโยนแต่นิ่งสงบกลับดังขึ้นมา
คนทั้งสามในพระตำหนักเมื่อได้ยินต่างก็ตกตะลึงรีบเงยหน้าขึ้นมอง เห็นเพียงเด็กหนุ่มบนเตียงลืมตาขึ้นจ้องมองมาที่พวกเขา
ทั้งสามคนมองหน้ากัน นึกไม่ถึงว่าเด็กหนุ่มจะฟื้นขึ้นมาเร็วกว่าปกติ เท่าที่รู้จากในอดีตที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้เขาจะหลับไปยาวนานกว่าสองสามวันถึงจะฟื้นขึ้นมา
“หยวนเอ๋อร์...”
เด็กหนุ่มที่ถูกเรียกว่าหยวนเอ๋อร์มีนามว่าโจวหยวน ส่วนชายวัยกลางคนและหญิงงามที่อยู่เบื้องหน้าเขานั้นก็คือฮ่องเต้และฮองเฮาแห่งราชวงศ์ต้าโจวซึ่งมีนามว่าโจวฉิงและฉินอวี้
โจวหยวนเม้มปากแน่น ใบหน้าอ่อนเยาว์ดูซีดขาวอยู่บ้าง บางทีคงเป็เพราะด้วยร่างกายที่ผอมบางั้แ่ยังเล็ก จึงทำให้เขาได้แต่หมกหมุ่นอยู่กับการอ่านตำราจนดูคล้ายกับหนอนหนังสือ เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแล้วค่อยยื่นมือออกมาช้าๆ
เห็นเป็รอยเืคล้ำปรากฏขึ้นใจกลางฝ่ามือ รอยเืนี้คล้ายกับได้ประทับตราไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของเืเนื้อ มันเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าประดุจักำลังแยกเขี้ยวคำราม ราวกับมีพลังความแค้นแผ่กระจายออกมาจนผู้อื่นต้องสั่นกลัว
“เสด็จพ่อ เสด็จแม่...ครานี้พวกท่านต้องบอกข้า เกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของข้ากันแน่”
โจวหยวนจ้องมองสิ่งที่คล้ายกับักำลังเคลื่อนไหวอยู่บนฝ่ามือ เขาฝืนทนกัดฟันแน่น สิ่งนี้ทำให้เขารู้ว่าสิ่งใดที่เรียกว่าความเ็ปราวกับตายทั้งเป็
ทุกๆ สามปีสิ่งนี้จะเริ่มปั่นป่วนคล้ายกับกำลังกลืนกินเืเนื้อทั่วทั้งร่างของเขาทีละนิดๆ นำพามาซึ่งความเ็ปเหลือทน
เมื่อได้ยินถ้อยคำของโจวหยวน ใบหน้าของโจวฉิงและฉินอวี้ก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างใหญ่หลวง โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ด้านหน้ายิ่งกำหมัดแน่น สีหน้าของเขาฉายแววสำนึกผิดและตำหนิตัวเอง
นิ่งเงียบไปชั่วครู่ บรรยากาศเริ่มตึงเครียด ในที่สุดโจวฉิงก็สูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่แล้วกล่าวด้วยเสียงแหบแห้งว่า “นี่เป็พิษัพิโรธ”
“พิษัพิโรธหรือ” โจวหยวนขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ
ฝ่ามืออันสั่นเทาของโจวฉิงลูบหัวโจวหยวนพลางบอกว่า “ตอนนี้เ้าสมควรรับรู้เื่เหล่านี้แล้ว โจวหยวน เ้ารู้หรือไม่ เ้าคือเทพัของตระกูลโจวเรา!”
โจวหยวนอดยิ้มขื่นไม่ได้ เทพัที่อาภัพเช่นนี้น่ะหรือ แม้แต่เส้นลมปราณทั้งแปดก็ยังหาไม่พบ
โจวฉิงนั่งลงข้างกายโจวหยวนพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “หยวนเอ๋อร์ ตอนนี้ราชวงศ์ต้าโจวของเราอาจจะเป็เพียงแค่แคว้นเล็กๆ บนผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่นี้ แต่เ้าไม่เคยรู้ว่าต้าโจวของเราเมื่อสิบห้าปีก่อนเป็แคว้นที่ยิ่งใหญ่น่าเกรงขาม ชื่อเสียงสั่นะเืไปทั่วทุกหนทุกแห่ง”
สีหน้าโจวหยวนประหลาดใจ บนแผ่นดินกว้างใหญ่นี้มีราชวงศ์และอาณาจักรมากมาย ราชวงศ์ต้าโจวของเขาไม่เคยอยู่ในสายตา นึกไม่ถึงว่าในอดีตจะยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้
“เ้ารู้จักราชวงศ์ต้าอู่หรือไม่” โจวฉิงพูดชื่อนี้ออกมาทีละคำ ประหนึ่งว่าจดจำมิรู้ลืม
“ราชวงศ์ต้าอู่หรือพ่ะย่ะค่ะ” โจวหยวนพยักหน้า ราชวงศ์ต้าอู่เป็ราชวงศ์ระดับสูงที่อยู่ในผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่นี้ มีความเจริญรุ่งเรืองและมีปรมาจารย์หยวนนับไม่ถ้วน เมื่อเทียบกับต้าโจวของเขาแล้วย่อมเปรียบได้เป็คนั์กับคนแคระ
ในยามนี้ดวงตาของโจวฉิงแดงก่ำเล็กน้อย ทว่าแววตากลับแผ่รังสีโกรธแค้นอย่างลึกล้ำออกมา “เ้ารู้หรือไม่ เมื่อสิบห้าปีก่อนราชวงศ์ต้าอู่ในตอนนี้เคยอยู่ภายใต้การควบคุมของราชวงศ์ต้าโจว”
แววตาของโจวหยวนเปล่งประกายด้วยความตื่นใ ราชวงศ์ต้าอู่ในตอนนี้เคยอยู่ภายใต้การควบคุมของราชวงศ์ต้าโจวเช่นนั้นหรือ ต้าโจวของเราเมื่อสิบห้าปีก่อนยิ่งใหญ่ขนาดนั้นเชียวหรือ
“แล้ว...เหตุใดถึงเปลี่ยนไปเป็เช่นนี้เล่าพ่ะย่ะค่ะ” โจวหยวนอดถามไม่ได้
“ตลอดหลายร้อยปีนับั้แ่ก่อตั้งต้าโจว ตระกูลอู่คอยติดตามตระกูลโจวร่วมรบไปทั่วทุกหนแห่งด้วยความจงรักภักดี ต่อมาเมื่อเราสถาปนาต้าโจว เพื่อระลึกถึงคุณงามความดีของตระกูลอู่จึงมอบบรรดาศักดิ์ให้เป็อู่อ๋องจนได้รับอำนาจมากมาย ตระกูลอู่ปกป้องเขตแดนต้าโจวและสร้างความหวาดกลัวให้ทุกสารทิศมากว่าหนึ่งร้อยปี”
ร่างกายโจวฉิงเริ่มสั่นระริก เส้นเืในดวงตาค่อยๆ ปูดโปนขึ้น “จากนั้น โดยไม่มีใครคาดคิด เมื่อสิบห้าปีก่อนจู่ๆ ตระกูลอู่ก็ก่อฏขึ้น ในยามนั้นเชื้อสายราชวงศ์โจวของเราพบว่าตระกูลอู่ซ่อนเร้นความสามารถมาหลายปีจนมีพลังยิ่งใหญ่และสร้างสัมพันธไมตรีกับแคว้นเล็กๆ มากมาย”
“เพียง่เวลาสั้นๆ ไม่ถึงปี สกุลโจวของพวกเราพ่ายแพ้จนต้องหลบหนีลงทางตอนใต้ไปยังดินแดนบรรพบุรุษที่สกุลโจวเคยรุ่งเรือง ซึ่งก็คือพื้นที่ต้าโจวในปัจจุบันนี้“
“ข้าไม่รู้ว่าเหตุใดตระกูลอู่จึงคิดก่อฏขึ้น ยศถาบรรดาศักดิ์ที่พวกเรามอบให้พวกเขานั้นมิได้ด้อยไปกว่าเชื้อพระวงศ์เลย...”
“จวบจนในเวลาต่อมาหน่วยสอดแนมก็ได้สืบเจอความลับบางอย่างของตระกูลอู่ มันเป็คำทำนายที่สืบทอดต่อกันมาในตระกูลอู่หลายร้อยปี...”
“คำทำนายรึ” โจวหยวนใเล็กน้อย
โจวฉิงกัดฟัน พูดเน้นย้ำทีละคำว่า “งูั์ร่วมห่านฟ้าเขมือบั แดนต้าอู่จักรุ่งเรือง!”
“งูั์ร่วมห่านฟ้าเขมือบั แดนต้าอู่จักรุ่งเรือง?” โจวหยวนท่องทวนเบาๆ แต่ไม่เข้าใจความหมาย จึงร้องถามว่า “หมายความว่าเช่นไรพ่ะย่ะค่ะ”
ดวงตาของโจวฉิงพลันเปลี่ยนเป็แดงก่ำ จ้องมองโจวหยวนด้วยแววตาเศร้าสร้อย “ตอนแรกข้าก็ไม่ทราบความหมายของมัน จนกระทั่งวันนั้น...”
“เมื่อพวกเราต้าโจวพ่ายแพ้ข้าจึงนำคนที่เหลือถอยทัพหนี ตระกูลอู่ยังคงไล่ติดตามไม่ปล่อยจนตามมาถึงเมืองต้าโจวในยามนี้ แต่พวกมันกลับทำการโอบล้อมไม่บุกโจมตีเข้ามาราวกับว่ากำลังรอคอยอะไรบางอย่าง”
“รออะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ” โจวหยวนกระวนกระวาย
โจวฉิงจ้องมองโจวหยวน สีหน้าเหมือนจะร้องไห้แต่ไม่แสดงออกมา ความสิ้นหวังและความโกรธแค้นเช่นนี้ส่งผลให้จิตใจของโจวหยวนสั่นสะท้าน
“พวกเขากำลังรอการกำเนิดของเ้า”
ถ้อยคำของโจวฉิงทำให้จิตใจโจวหยวนกระตุกสั่นโดยไม่ทันตั้งตัว
พระมารดาของโจวหยวนที่อยู่ข้างกายเอามือกุมปาก ฉินอวี้พยายามอดกลั้นมิให้ส่งเสียงสะอื้นออกมา
“เ้าทราบหรือไม่ว่าตอนที่เ้าเกิดมาเป็เช่นไร” โจวฉิงมองโจวหยวนพลางกล่าวด้วยดวงตาแดงก่ำ “หยวนเอ๋อร์ ตอนที่เ้าเกิดมานั้นท้องฟ้าวิปลาส เกิดปรากฏการณ์อัศจรรย์หมู่เมฆเปล่งประกายเป็แสงสีม่วงลอยขึ้นเหนือท้องฟ้าเบื้องบน ปราณัโอบล้อมม้วนตัวขึ้นฟ้าส่งเสียงคำรามสะท้านไปทั่วทั้งผืนพิภพ และนั่นย่อมเป็เทพั”
“ลมปราณทั้งแปดเปิดออกั้แ่ตอนที่เ้าถือกำเนิด ข้ามผ่านสภาวะเปิดรับลมปราณย่างก้าวเข้าสู่สภาวะหล่อเลี้ยงพลังลมปราณในทันที”
“นี่คือโชคชะตาแห่งเทพัในตำนาน แม้แต่หนึ่งในพันล้านคนก็หาพบไม่ ภายภาคหน้าจะเข้าสู่ภพภูมิอันยิ่งใหญ่ จักรุ่งโรจน์เช่นฟ้าดิน จักยืนยงเฉกดวงตะวันและจันทรา เ้าเป็เทพัที่ไม่เคยพบพานในตระกูลโจวมาก่อน!”
โจวฉิงน้ำเสียงตื่นเต้น เนื้อตัวสั่นระริก นึกออกเลยว่าเขาตื่นเต้นเพียงใดในยามที่โจวหยวนถือกำเนิดขึ้นมา ตระกูลโจวไม่เคยสูญสิ้น ์มิเคยทอดทิ้งพวกเขา ใน่เวลาวิกฤตเช่นนี้ยังให้ตระกูลโจวของเราต้อนรับการกำเนิดของเทพั
โจวหยวนดวงตาเบิกกว้าง ไม่คาดคิดว่าตอนที่เขาถือกำเนิดจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น
“แล้ว...แล้วเหตุใด...” เขาลูบคลำร่างกายของตนเองด้วยฝ่ามืออันสั่นเทา ในเมื่อเขาเปิดลมปราณทั้งแปดได้แล้ว เหตุใดตอนนี้กลับไม่พบลมปราณในร่างกายเล่า
น้ำเสียงตื่นเต้นของโจวฉิงหยุดชะงักลง ประกายในแววตาเขาราวกับหายวับไปทันที เหลือเพียงสีหน้าเศร้าสร้อย เขากล่าวด้วยสีหน้าหม่นหมอง “เพราะในตอนที่เ้าเกิด พระชายาของฮ่องเต้อู่ก็ได้ให้กำเนิดชายหญิงคู่หนึ่งเช่นกัน ร่างของเด็กทารกชายมีปราณงูั์พันรอบกาย ส่วนทารกหญิงมีปราณพญานกห่านฟ้าโบยบิน นับเป็เื่ที่ดี”
“จากข้อมูลที่เราได้รับมา พระชายาของฮ่องเต้อู่ตั้งครรภ์มาได้สามปีเต็มแล้วแต่ก็ยังไม่คลอดออกมาสักที ทว่าวันนั้นกลับคลอดอย่างกะทันหัน... ”
“ข้าไม่ทราบมาก่อนว่าเป็เพราะเหตุใด แต่กลับเข้าใจได้ในทันที ตามคำบอกเล่าได้กล่าวเอาไว้ว่าคนที่เกิดวันเดียวเดือนเดียวปีเดียวกันจะมีดวงชะตากัดกินกัน ด้วยเหตุนี้ตระกูลอู่จึงวางอุบายไว้หลายปี ไม่ใช่เพื่อเล่นงานต้าโจว แต่เป็ัของตระกูลโจว!”
โจวหยวนอ้าปากค้าง ความหนาวเหน็บแผ่ซ่านจากปลายเท้าจรดขึ้นกลางกะโหลกศีรษะ “นี่มันกลอุบายชั่วช้า!”
บนโลกนี้ไหนเลยจะมีเื่บังเอิญ นี่ย่อมเตรียมการมานับร้อยปี พุ่งเป้ามาที่ตระกูลโจว แม้กระทั่ง...พุ่งเป้าอุบายต่ำช้านี้มาที่เขาเป็การเฉพาะ!
ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงพยายามอย่างเต็มที่ไม่ให้พระชายาคลอดจนกว่าเขาจะเกิด
โจวฉิงพยักหน้า พูดเสียงแหบแห้งว่า “นับเป็กลอุบายชั่วช้าอย่างแท้จริง ตระกูลอู่อดทนรอนับร้อยปีในต้าโจว ร่วมรบเหนือจรดใต้จนได้รับความเชื่อใจ จากนั้นใครเล่าจะคาดคิด พวกเขาอดทนรอคอยนับร้อยปีก็เพื่อการนี้”
“ในวันนั้นฮ่องเต้อู่เข้าเมืองมาขู่เข็ญประชาชนนับร้อยล้านคนของต้าโจว ่ชิงเอาโชคชะตาแห่งเทพัไปต่อหน้าข้าและแม่ของเ้า...” พอพูดถึงจุดนี้ น้ำตาเจือหยาดเืก็ไหลรินออกมาจากดวงตาของโจวฉิง
ปรมาจารย์ฉินที่อยู่ด้านข้างก็มีสีหน้าเศร้าสลดเช่นกัน เขากล่าวเสียงตึงเครียดว่า “ในวันนั้นเพื่อปกป้องพระองค์ ฝ่าาจึงสู้รบกับฮ่องเต้อู่บนเขาต้าโจว แต่กลับพ่ายแพ้และถูกตัดแขนข้างหนึ่ง หากมิใช่ว่าฮ่องเต้อู่หวาดกลัวคนอื่นจะทำลายโชคชะตาแห่งเทพัของพระองค์ไปด้วยเช่นกัน เกรงว่าฮ่องเต้คงต้องสิ้นพระชนม์เป็แน่พ่ะย่ะค่ะ”
“และเพื่อได้รับโชคชะตาของพระองค์อย่างราบรื่น ฮ่องเต้อู่จึงตั้งคำมั่นต่อบรรพบุรุษว่า ภายในหนึ่งร้อยปีต่อจากนี้ต้าอู่จะไม่มาเหยียบย่ำต้าโจวแม้เพียงครึ่งก้าว”
ภาพอันน่ากลัวในยามนั้นผุดขึ้นมาในหัว ฉินอวี้ที่อยู่ด้านข้างเก็บอารมณ์เอาไว้ไม่ไหวอีกต่อไป นางคุกเข่าลงต่อหน้าโจวหยวนแล้วโอบกอดเขาแแ่พลางร่ำไห้ราวหัวใจแตกสลาย
“หยวนเอ๋อร์! ลูกที่น่าสงสารของแม่! แม่ขอโทษ!”
ความทรงจำอันโหดร้ายในวันนั้นถูกฉีกขาดนองเือีกครั้ง นางจดจำได้อย่างแม่นยำว่าตอนที่โจวหยวนกำเนิดได้ถูกกระทำเป็ค่ายกลบนแท่นบูชาตามที่ฮ่องเต้อู่จัดเอาไว้
ที่แท่นบูชายังมีทารกชายหญิงคู่หนึ่งของฮ่องเต้อู่ที่เพิ่งถือกำเนิด
เพียงแต่คนหนึ่งถูก่ชิงมา อีกสองคนเป็ผู้นำมาเอง
่ชิงโชคชะตาราวกับขูดเืขูดเนื้อ เ็ปจนไม่อาจบรรยาย
ฉินอวี้ในเวลานั้นเพิ่งได้รับความสุขจากการมีลูกชาย แต่กลับทำได้เพียงเฝ้ามองลูกของตนอยู่บนแท่นบูชา แบกรับความเ็ปสุดจะทนพร้อมร่ำไห้จนน้ำเสียงแหบแห้ง
ความสิ้นหวังและไร้อำนาจเพียงนั้นเกือบทำให้นางในตอนนั้นเป็ลมล้มสิ้นพระชนม์จากไป
พรวด
แต่เนื่องจากจิตใจปั่นป่วน สีหน้าฉินอวี้พลันซีดขาวทันที เืพุ่งออกมาจากปากเลอะเปรอะเปื้อนผมของโจวหยวน
“เสด็จแม่! เป็อะไรไปพ่ะย่ะค่ะ” โจวหยวนตกตะลึง รีบช่วยฉินอวี้เช็ดรอยเืบนมุมปาก
ปรมาจารย์ฉินที่อยู่ด้านข้างรีบรุดเข้ามาทันที ฝ่ามือปล่อยพลังอ่อนโยนผ่านกลางกะโหลกศีรษะเข้าไปช่วยเืลมให้ไหลเวียนมั่นคง เขามองฉินอวี้ที่มีใบหน้าซีดขาว จากนั้นถอนหายใจทูลกับโจวหยวนว่า “องค์ชาย พระองค์โปรดอย่าได้กล่าวโทษฝ่าาและฮองเฮาที่ทรงปกป้องพระองค์มิได้เลยพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าาทรงต่อสู้สุดชีวิตจนเกือบสิ้นพระชนม์กลางสนามรบ”
“หลังจากพระองค์ถูก่ชิงโชคชะตาไป ฮองเฮาจึงถ่ายเืบริสุทธิ์ให้พระองค์ทุกปี พระองค์จึงรอดมาได้จนถึงทุกวันนี้ เพียงแต่ฮองเฮาต้องแลกมาด้วยสิ่งที่ยิ่งใหญ่ การถ่ายเืในแต่ละครั้งอายุขัยของพระนางจะสั้นลงสามปี ตลอดสิบสองปีมานี้อายุขัยลดลงไปสามสิบหกปี เส้นลมปราณาเ็สาหัส ตอนนี้อายุขัยของพระนางเหลือเพียงไม่ถึงสิบปีเท่านั้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“อะไรนะ! เ้าว่าอย่างไร!”
ทันทีที่โจวหยวนได้ยินเช่นนั้นเส้นเืในดวงตาก็ปูดขึ้นอย่างคลุ้มคลั่งราวกับสายฟ้าฟาดทันที แม้กระทั่งในยามที่ได้ยินเื่โชคชะตาของตนถูก่ชิงไปเขาก็ยังไม่ได้มีอารมณ์แปรปรวนรุนแรงเช่นนี้ เป็เพราะว่าเื่ราวเหล่านี้เกิดขึ้นในตอนที่เขายังจำความไม่ได้ เขาจึงไม่ได้มีความรู้สึกรุนแรงกับคำว่า ‘โชคชะตาแห่งเทพั’ แม้ถูก่ชิงไปก็แค่ตกตะลึงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ตระกูลอู่วางแผนมานับร้อยปี แม้นมีอุปสรรคปัญหาถาโถมเข้ามาก็ยังระงับไว้ได้ แต่ทว่าพวกเขาบีบให้พระมารดาผู้เป็ที่รักของเขาสูญสิ้นอายุขัย นี่เป็ครั้งแรกที่โจวหยวนััได้ถึงแรงอาฆาตที่ไม่อาจรับไหว
เมื่อได้ยินถ้อยคำของปรมาจารย์ฉินโจวหยวนจึงไม่อาจสงบสติอารมณ์ได้อีก เืลมทั่วร่างหลั่งไหลไปยังสมองอย่างบ้าคลั่งจนใบหน้าแดงก่ำเป็สีโลหิต ใบหน้าอ่อนโยนไร้เดียงสาแปรเปลี่ยนเป็ดุร้ายทันที
“ตระกูลอู่ พวกเ้ากล้าดีบีบบังคับข่มเหงเสด็จแม่! สมควรตาย!”
โจวหยวนตัวสั่นระริก สองตาแดงฉาน ความโกรธเกรี้ยวจำนวนมหาศาลและจิตสังหารปรากฏขึ้นในใจ
โจวฉิงโอบอุ้มฉินอวี้ขึ้นมาพิงไว้บนเตียง คราวนี้เส้นผมของเขาราวกับซีดขาวลง พลังน่าเกรงขามสลายหายไป เขากล่าวด้วยน้ำเสียงแข็งทื่อว่า “์และโลกล้วนมีโชคชะตา ตระกูลอู่ภูมิหลังอ่อนแอ หากคิดจะสถาปนาเมืองจะต้องสืบทอดลูกหลานเสริมสร้างความน่ายำเกรงไปทั่วทุกทิศ ซึ่งนั่นจำเป็จะต้องใช้โชคชะตาเพียงพอคอยสนับสนุน และโชคชะตาแห่งเทพัของเ้าก็นับว่าเป็สิ่งที่สุดยอดที่สุด”
“ฮ่องเต้อู่่ชิงโชคชะตาเ้าไปมอบให้ลูกชายและลูกสาว นับแต่วันนั้นราชวงศ์ต้าอู่จึงมีชื่อเสียงโด่งดังเจริญรุ่งเรือง ความเฟื่องฟูของราชวงศ์ต้าอู่ล้วนเป็เพราะแย่งชิงเอาโชคชะตาของเ้าไป”
“โชคชะตาแห่งเทพัในตัวเ้าถูกชะตาแห่งงูั์และห่านฟ้า่ชิงไป ย่อมเกิดพลังความแค้นรุนแรง ฮ่องเต้อู่จึงให้พลังความแค้นนี้ผนึกในร่างกายของเ้าจนเกิดพิษัพิโรธขึ้นมา มันจะคอยกลืนกินเืบริสุทธิ์ที่คอยหล่อเลี้ยงเ้าจนกระทั่งตัวมันเติบโตเต็มที่เมื่อใดก็จะกลืนกินชีวิตเ้าอย่างสมบูรณ์”
“ในขณะเดียวกันรากปราณเทพัของเ้าก็ถูกทำให้แตกสลายไปด้วย เส้นลมปราณทั้งแปดจึงจางหายไป จวบจนถึงบัดนี้เส้นลมปราณทั้งแปดไม่ปรากฏขึ้นมาอีก เส้นทางแห่งการฝึกย่อมเป็ไปได้ยาก...”
น้ำเสียงเยือกเย็นของโจวฉิงแฝงด้วยความไร้เรี่ยวแรง นึกไม่ถึงว่าถ้อยคำที่กล่าวกับตระกูลโจวในวันนั้นจะสิ้นหวังได้ถึงเพียงนี้
ในวันนั้นงูั์และห่านฟ้ากรีดร้องนอกเมือง แสงยามอรุณรุ่งทอส่องเต็มผืนฟ้านับหมื่นจั้ง* ฉกฉวยพลังแปลงกายขึ้นสู่ชั้นฟ้าเบื้องบน
(*จั้ง คือหน่วยวัดความยาวของจีน 1 จั้ง เท่ากับ 10 ฉื่อ หรือประมาณ 3.33 เมตร)
ในวันนั้นเทพัร้องคำรามภายในเมือง ร่างกายแหลกสลายกลายเป็กลุ่มควันสีคราม ร่วงหล่นแตกกระจายไปทั่วอาณาบริเวณ
นี่ก็คือ งูั์ร่วมห่านฟ้าเขมือบั