ไลฟ์สด ปลดพลังเวทย์

    อดีตที่ขมขื่น

    ฉันกลับถึงบ้านและคิดว่าจะทำอย่างไรดีกับวิญญาณหญิงชราตนนี้ ฉันสื่อสารกับเธอได้ไม่มากนัก เพียงแต่รู้ว่าเธอตายมานานเป็นร้อยปีแล้ว ก่อนที่คฤหาสน์ของภานุเดชจะสร้างขึ้นเสียอีก เธอยังอยู่ในชุดของคนโบราณนุ่งโจงกระเบนอยู่เลย            แม้ว่าฉันจะพาเธอออกมาได้ แต่ฉันไม่รู้ว่าจะทำให้เธอไปผุดไปเกิดได้ยังไง นั่นคือสิ่งที่วิญญาณตนนั้นต้องการ ระยะเวลาเป็นร้อยปีที่เธอต้องอยู่แบบนั้น มันคงจะทรมานและอ้างว้างมาก            แล้วฉันก็นึกถึงวัดแห่งหนึ่งขึ้นมา ตอนเด็กๆฉันเคยไปกับยายของฉัน ใช่แล้ว วัดที่หลวงพ่อท่านมอบตะกรุดให้กับฉันมา ว่ากันว่าเจ้าอาวาสท่านนั้นเป็นพระเกจิชื่อดัง แต่วัดนี้เป็นวัดป่าในจังหวัดอยุธยาที่อยู่ค่อนข้างไกลและเดินทางเข้าไปลำบาก            ฉันโทรหาตะวันเพื่อขอให้เขาช่วยพาฉันไปที่วัดนั้น“ไม่ต้องเอารถสปอร์ตมานะ ให้เอารถธรรมดามา” ฉันบอกเขา            “ทำไมล่ะ เขาถาม”            “วัดนี้เดินทางลำบาก ถนนหนทางยังเป็นลูกรัง ฉันกลัวรถหรูของคุณจะเสียหาย”            ไม่นานเขาก็มาพร้อมรถ Hummer คันโตขับเคลื่อนสี่ล้อ เขาลงมาจากรถพร้อมชุดเดินป่า ฉันนี่กุมขมับเลย            “พร้อมแล้วไพลิน ผมพร้อมแล้ว” เขาพูดกับฉันทันทีที่เจอหน้า            “นี่ตะวัน ที่ฉันบอกว่าให้เอารถธรรมดาๆมา นี่มันรถธรรมดาของคุณแล้วเหรอ” ฉันส่ายหน้า            “อ้าว!ก็คุณบอกว่าทางมันลำบาก ผมก็เลยจัดเต็ม”            “มันก็ไม่ได้ลำบากขนาดนั้น รถเก๋ง รถกระบะ รถญี่ปุ่นธรรมดาๆก็ไปได้แล้ว” ฉันบอก            “ก็ผมไม่มีรถพวกนั้น” เขาตอบหน้าตาย ฉันก็ลืมไปว่าเขารวยคงไม่ใช้รถพวกนั้นหรอก            ฉัน ตะวัน และ...เอ่อ วิญญาณหญิงชราโบราณก็นั่งรถเพื่อเดินทางไปยังจังหวัดอยุธยา และขับต่อไปที่วัดป่าแห่งนั้น            วัดแห่งนี้เงียบสงบ ฉันลงไปถามสามเณรว่าเจ้าอาวาสอยู่ไหม สามเณรบอกว่าเจ้าอาวาสไปธุดงค์ในป่าหลายวันแล้ว จะกลับมาพรุ่งนี้ ฉันจึงยืนเก้ๆกังอยู่ว่าจะเอาอย่างไรดี            “โยมมาใหม่พรุ่งนี้ได้ไหม” สามเณรถาม แต่ฉันดูเวลาแล้วก็เริ่มเย็นย่ำค่ำลง กลัวว่าจะออกไปไม่สะดวกนักก็เลยถามสามเณรเรื่องของการพักที่วัด            “งั้นโยมนอนที่ศาลาได้ไหม” สามเณรถาม ฉันก็พยักหน้า และหันไปหาตะวัน เขาบอกว่ายังไงก็ได้ ฉันจึงตัดสินใจพักที่วัดในคืนนั้น            สามเณรจัดแจงนำที่นอนหมอนมุ้งมาให้ฉันกับตะวัน            “เป็นผัวเมียกัน นอนด้วยกันได้ใช่ไหม” สามเณรถาม            “ไม่ใช่ๆ พวกเราไม่ได้เป็นอะไรกัน” ฉันปฏิเสธพัลวัน สามเณรจึงจัดที่นอนให้แยกกัน            “ไพลิน คุณว่าคุณพาวิญญาณมาด้วย ไหนล่ะทำไมผมไม่เห็น” เขาถามฉันในตอนที่เรากำลังนั่งทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ทางวัดนำมาให้            “เธอนั่งอยู่ข้างๆคุณ” ฉันบอกเรียบเฉย            เขาสะดุ้งจนตัวโยน “จริงเหรอไพลิน” เขาทำหน้าตาเลิ่กลั่ก            “ฉันล้อเล่น” ในใจก็แอบขำอาการของเขา            “ทำไมผมถึงไม่เห็นวิญญาณตนนี้ ปกติถ้าอยู่กับคุณผมจะเห็น” เขาถาม            “พลังของวิญญาณอ่อนมาก ฉันเองก็ยังสื่อสารกับเธอไม่ค่อยได้ แต่เธอมาขอให้ฉันช่วย ฉันก็ไม่รู้ว่าจะช่วยยังไง ก็เลยพามาที่นี่”            ฉันมองไปที่วิญญาณหญิงชรา เธอมองมาที่ฉันด้วยแววตาสิ้นหวัง เหมือนเธอจะเข้าใจสิ่งที่เราคุยกัน            “ไม่เป็นไรนะ ฉันจะช่วยเอง” ฉันพูดขึ้นมา ตะวันเบิกตาโพลงมองมาที่ฉัน            รุ่งเช้าเจ้าอาวาสกลับมาจากธุดงค์ ฉันเลยได้พบท่านเสียที            “โยมมีเรื่องให้อาตมาช่วยใช่ไหม” เจ้าอาวาสถาม            “ใช่ค่ะหลวงพ่อ คือ...” ฉันหันไปที่ข้างหลังตรงที่วิญญาณยืนอยู่ ฉันนั่งอยู่ที่พื้นศาลา            “อาตมารู้ อาตมาเห็นแล้วล่ะโยม เอาล่ะอาตมาจะช่วย นั่งลงก่อน” พูดเสร็จหลวงพ่อก็นั่งลงบนอาสนะ            “พวกเรานั่งอยู่แล้วนี่คะ” ฉันถาม            “อาตมาไม่ได้บอกโยม อาตมาบอกเธอที่ยืนอยู่” หลวงพ่อชี้ไปข้างหลัง            หลวงพ่อนั่งวิปัสนาเพื่อสื่อสารกับวิญญาณอยู่พักหนึ่ง            “เอาล่ะ ไม่มีอะไรมาก วิญญาณนี้เพียงแค่ไม่รู้ว่าจะไปสู่สุคติได้อย่างไร เดี๋ยวหลวงพ่อจัดการสวดมนต์ส่งวิญญาณให้เอง”            ท่านเจ้าอาวาสเรียกพระสงฆ์และสามเณรในวัดทั้งหมดมารวมกัน และเริ่มพิธีสวดมนต์ส่งวิญญาณ ในขณะที่พระสวดนั้น วิญญาณตนนั้นก็นั่งลงพนมมือรับ            ราวครึ่งชั่วโมง เสียงสวดนั้นทำให้วิญญาณของเธอกลายเป็นแสงสว่างและลอยขึ้นไปบนฟ้าลับไป            “เธอไปสู่สุคติแล้ว ขอบใจโยมมากที่ช่วยเหลือวิญญาณตนนี้” หลวงพ่อกล่าวกับฉัน            ฉันรู้สึกโล่งใจที่วิญญาณนั้นสามารถไปสู่สุคติได้สักที ฉันจึงกราบลาหลวงพ่อ                        “นี่ไพลิน หลวงพ่อมีอิทธิฤทธิ์ขนาดนี้ ทำไมไม่เห็นมีใครรู้จัก เราน่าจะให้หลวงพ่อปลุกเสกของขลังนะ วัดจะได้รวยๆ” ตะวันพูดกับฉัน            “ท่านอาจจะชอบอยู่แบบสงบแบบนี้ก็ได้” ฉันบอก            ตะวันบอกกับฉันว่าเขาพบสถานที่ในการไลฟ์สดครั้งต่อไปแล้ว มันต้องต้องถูกใจผู้ชมมากเลยทีเดียว เขาบอก เขาถามว่าฉันพร้อมเมื่อไหร่            เขาเปิดข้อมูลของสถานที่ให้ฉันดู มันคือคอนโดที่ชื่อว่า “เจ้าพระยา พาเลซ” คอนโดสุดหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นคอนโดของเศรษฐีทั้งหลายนิยมซื้อเอาไว้พัก ในอดีตที่ชั้นบนสุดเป็นห้องสูทขนาดใหญ่ซึ่งเคยเป็นของบุตรสาวฝาแฝดของหม่อมเจ้าคนหนึ่ง เธอทั้งคู่เสียชีวิตอย่างเป็นปริศนาอยู่ที่นั้น หลังจากที่ทั้งคู่เสียชีวิต ทางคอนโดก็ได้ปรับห้องทำเป็นห้องฟิตเนส            วันหนึ่งแม่บ้านที่ดูแลคอนโดหายไป ทุกคนตามหาก็ไม่พบ เมื่อตรวจสอบกล้องวงจรปิดก็พบว่าแม่บ้านหายเข้าไปในห้องฟิตเนสและไม่กลับออกมาอีกเลย ทุกคนจึงไปสำรวจที่ชั้นบนสุดที่เป็นห้องฟิตเนส ก็พบประตูห้องถูกล็อคจากด้านใน จึงพังประตูเข้าไปก็ต้องพบภาพอันสยดสยอง            แม่บ้านคนนั้นแขวนคออยู่กับบาร์โหน ใบหน้าบิดเบี้ยวตาถลน ทำให้นับจากนั้นก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปในห้องฟิตเนสนั้นอีกเลย ห้องถูกปิดตายนับตั้งแต่นั้นมา            ฉันพินิจพิเคราะห์ดูแล้วว่าคอนโดแห่งนี้น่าสนใจจริงๆ ประวัติของสถานที่ก็น่ากลัว ผู้ชมของฉันน่าจะเพิ่มขึ้น            เราทั้งสองไปที่คอนโดนั้นในเย็นวันถัดมา คอนโดหรูสูงตระหง่านริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทำเลทองแบบนี้ฉันไม่แปลกใจเลยที่มีแต่คนรวยเท่านั้นที่จะจับจองได้            “แล้วเราจะขึ้นไปได้ยังไง” ฉันถาม เพราะบุคคลภายนอกไม่สามารถเข้าไปภายในอาคารได้            “ผมมีนี่” ตะวันหยิบคีย์การ์ดของคอนโดออกมาให้ฉันดู            “คุณมีห้องอยู่ที่นี่หรือ” ฉันถาม            “เปล่าหรอก ผมเช่าห้องเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว คอนโดแห่งนี้มีส่วนที่เป็นห้องให้เช่าอยู่ด้วย” เขาบอก            เขาเตรียมการมาอย่างดีทีเดียว เราทั้งคู่เข้าไปยังห้องพักชั้นที่ 20 ของคอนโดแห่งนี้ และรอเวลาให้มืดค่ำจึงจะเริ่มไลฟ์สดในคืนนี้            ระหว่างที่อยู่ในห้องพัก มีสายโทรศัพท์มาถึงตะวัน ฉันเห็นเขากำลังคุยธุระส่วนตัว ฉันจึงเดินออกมาข้างนอกห้อง และเดินสำรวจไปตามทางเดิน            ทว่าจู่ๆก็มีหญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาหาฉัน            “ไพลินใช่ไหม” เธอทัก            ฉันมองหน้าเธอก็จำได้ว่าเธอคือ ธิชา เพื่อนร่วมชั้นของฉันตอนมัธยมต้น “เอ่อ..ธิชา” ฉันพูดขึ้น            “ไพลินจริงๆด้วย ไม่น่าเชื่อว่าฉันจะเจอเธอที่คอนโดนี้” เธอบอก            “เพื่อนๆหลายคนอยู่ที่นี่ มาสิไปหาเพื่อนๆกัน” เธอดึงมือฉันให้เดินตามไป และพาฉันเข้าไปยังห้องหนึ่ง ฉันไม่ทันจะได้ปฏิเสธ            “นี่ทุกคน ดูสิใครมา” เธอพูดในตอนที่เข้าไปในห้อง            ในห้องนั้นมีคนอยู่ประมาณ 5-6 คน ทั้งหมดเคยเป็นเพื่อร่วมชั้นของฉัน และเกือบทั้งหมดเคยรังแกฉัน            “อ้าว!นี่มันยายหน้าผีนี่ ทำไมเธอมาอยู่ในคอนโดหรูแบบนี้ได้” ผู้ชายที่ชื่อแม๊กซ์พูดขึ้น            เขาคือคนที่ชอบรังแกฉัน เขามักจะเอาสมุดการบ้านของฉันไปซ่อนและแกล้งฉันต่างๆนานา อีกคนที่นั่งอยู่ข้างๆคือเมษา เธอก็ชอบรังแกฉันเช่นกัน ฉันโดนเธอกลั่นแกล้งบ่อยมาก ทั้งเอาน้ำโคลนสาดฉัน แอบล็อคประตูตอนที่ฉันเข้าห้องน้ำ หรือแม้กระทั่งตบหน้าฉัน เธอเป็นคนที่เกลียดฉันมาก เธอมองมาที่ฉันอย่างรังเกียจ            “เธอพาใครมาเนี่ย ธิชา ดีเลยเราจะได้รำลึกความหลัง” แม๊กซ์พูด แต่ฉันรู้ถึงความหมายในสิ่งที่เขาพูด เขากำลังจะแกล้งฉันเหมือนในอดีต ฉันอยากจะออกไปจากที่นี่            “ฉัน...ฉันมีธุระ ฉันขอตัว” ฉันทำท่าจะเดินออกไปจากห้อง            “จับเธอไว้” เขาสั่ง เพื่อนผู้ชายอีกสองคนปรี่เข้ามาจับฉันเอาไว้ และบังคับให้ฉันนั่งลงที่โซฟา            “จะรีบไปไหน มาดื่มเบียร์ด้วยกันก่อนสิ” เขาบอกและนำแก้วเบียร์มาวางที่ตรงหน้าฉัน            “ดื่มสิ ถ้าไม่ดื่มฉันจะเอามาราดหัวเธอแทน ฮ่าๆๆๆ” พวกเขาในห้องพากันหัวเราะ            “ราดเลยดีกว่างั้น” เมษาไม่พูดเปล่า เธอหยิบแก้วเบียร์ขึ้นแล้วราดมาที่หัวของฉันจนเปียกชุ่ม แล้วก็พากันหัวเราะ            “พวกเธอทำอะไรกันน่ะ” ธิชาเห็นดังนั้นก็เลยร้องห้าม “พวกเธอนี่ไม่เคยเปลี่ยนเลย ยังชอบรังแกไพลินไม่ต่างจากตอนเด็กๆ” เธอพูด ทุกคนในห้องมองหน้าเธอ            “แล้วเธอมาปกป้องยายหน้าผีนี่ทำไม ธิชา” เมษาลุกขึ้นราวกับจะเอาเรื่อง            “โอ๊ย แก้วหลุดมือ” แม๊กซ์เขวี้ยงแก้วมาที่ฉัน มันกระแทกเข้าที่หัวฉันอย่างจัง แต่โชคดีหัวของฉันไม่แตก แต่มันก็ทำให้ฉันเจ็บเหลือเกิน ฉันได้แต่เอามือกุมหัวเอาไว้            “โทรไปเรียกน้องชายเธอมาจัดการเราสิ เมื่อก่อนเธอก็ให้น้องชายเธอมาเล่นงานเราไม่ใช่เหรอ ฮ่าๆๆๆ” เขาพูดถึงเมื่อครั้งอดีต เวลาที่ฉันโดนพวกเขาแกล้งเมื่อไหร่ น้องชายของฉันก็จะมาชกต่อยพวกเขาทุกครั้งไป            “อ๊ะ!ขอโทษที ฉันได้ข่าวมาว่าน้องชายเธอโดนรถชนนอนเป็นผักไม่ได้สติอยู่ไม่ใช่เหรอ สมน้ำหน้า” เขาพูดต่อ ฉันเริ่มอารมณ์ขุ่นมัว ฉันกำหมัดแน่นด้วยความโกรธ            “เธอโกรธแล้ว โกรธอีกสิยายหน้าผี” เมษาผลักฉันจนล้มลงไปที่พื้น            ฉันนั่งก้มหน้า ภายในใจรู้สึกอัดอั้นเต็มไปด้วยความโกรธ ฉันได้แต่พยายามสะกดอารมณ์ไว้ แบบที่เคยเป็นในอดีต ฉันคงทำได้แค่นี้
    ** พลังที่อยู่ภายใน **
    ประตูห้องเปิดออก มีหญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามา ฉันจำได้ว่าเธอชื่อว่า ดาริน            “พวกเธอเอะอะเสียงดังอะไรกัน” เธอพูดขณะเดินเข้ามา            “ดาริน เธอดูสิว่าใครมาเยี่ยมพวกเรา” เมษาบอก            ดารินเธอมองมาที่ฉัน เธอจำฉันได้ “ไพลิน นี่เธอมาอยู่ที่หรูหราแบบนี้ได้ยังไงยายอัปลักษณ์”            เธอเป็นลูกสาวของนักการเมือง พ่อของเธอยิ่งใหญ่มาก ไม่มีใครที่กล้าขัดใจเธอ และที่สำคัญเธอเกลียดฉัน เธอมองมาด้วยแววตารังเกียจ ฉันนั่งตัวสั่นด้วยความกลัว ดารินเป็นผู้หญิงที่น่ากลัวมากเธอร้ายกว่าเมษาหลายเท่านัก            ไม่รอช้าดารินเดินเข้ามาใช้มือจิกหัวฉันแล้วดึงหน้ากากของฉันออก “ดูสิหน้าตาเธอก็ยังเหมือนผีเหมือนเดิม” เธอพูด            ฉันพยายามปัดป้องเพื่อแย่งหน้ากากคืนมา ดารินตบมาที่ใบหน้าของฉันอย่างแรง            “อี๋ ยายหน้าเน่า น่าเกลียดสุดๆ”            แม๊กซ์หัวเราะออกมา “โธ่ดาริน เธอเกลียดยายนี่ขนาดนี้เลยหรือ”            “พวกเธออย่ารังแกไพลินสิ” เสียงของธิชาเอ่ยขึ้น            ดารินผละจากฉันและเดินไปที่ธิชาที่ยืนอยู่ ดารินใช้มือบีบคอธิชาจนถอยร่นไปติดผนัง            “แล้วจะทำไม หรือเธออยากจะโดนด้วยธิชา” เสียงของดารินเกรี้ยวกราดจนธิชาก้มหน้าหลบสายตา            ฉันภาวนาให้ธิชาไม่ต้องช่วยฉัน ดารินร้ายกาจมาก ฉันไม่อยากให้ใครต้องตกอยู่ในสภาพเดียวกับฉัน   ธิชาแม้ว่าเธอจะไม่ได้ดีกับฉัน แต่เธอเป็นคนเดียวที่ไม่เคยแกล้งฉัน            “เราจะแกล้งอะไรยายหน้าผีนี่ดี แบบที่เราเคยทำเมื่อก่อนน่ะ” เมษาพูดขึ้นทำให้ดารินปล่อยมือจากธิชาและเดินมานั่งข้างๆ            “พวกเธอปล่อยฉันไปเถอะนะ” ฉันขอร้องพวกเขา            “ไพลิน เธอได้เจอเพื่อเก่าทั้งที ไม่คิดจะฉลองกันหน่อยหรือ” ดารินพูด            “เอาเบียร์มาให้เธอฉลองกับพวกเราหน่อย” แม๊กซ์สำทับ            เพื่อนผู้ชายอีกสองคนยกเบียร์มาตั้งที่หน้าฉัน ฉันไม่ดื่มแอลกอฮอล์ พวกเขาก็รู้            “จับกรอกปากมันเลย” ดารินสั่ง พวกเขาล็อคแขนฉันเอาไว้และพยายามบีบให้ฉันอ้าปาก ฉันพยายามดิ้นรนสุดแรง แต่ฉันสู้แรงพวกเขาทั้งหมดไม่ไหว ฉันร้องไห้ออกมา            “ร้องไห้เหรอ สำออยจริงนะแค่ดื่มเบียร์แค่นี้” ดารินยังไม่หยุดบังคับฉัน เธอตบมาที่หน้าฉันอย่างโมโห จนฉันหน้าชา            “พวกเธอพอเถอะ เดี๋ยวฉันจะดื่มแทนไพลินเอง” ธิชาพูดและนั่งลงที่โซฟา            “เธอบอกว่าเธอจะดื่มแทนใช่ไหมธิชา งั้นจัดไป” ดารินส่งแก้วเบียร์ให้            ธิชารับแก้วเบียร์มาและดื่มลงไปจนหมด ดารินเทเบียร์เพิ่มลงไปแล้วบังคับให้ดื่มต่อไปจนกว่าเธอจะพอใจ            “ไพลิน ฉันพาเธอเข้ามา ฉันจะรับผิดชอบเอง” ธิชากระซิบกับฉัน            เธอพยายามดื่มเบียร์ในแก้ว แต่ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นที่ถูกใจกับคนอื่นๆนัก            “จับมันกรอกเบียร์เลย” ดารินสั่ง เมษาและพวกจึงจับธิชาเอาไว้และพยายามจะเอาเบียร์กรอกปากเธอ    ธิชาถูกกระชากผมและถูกเบียร์ราดลงไปที่หัว ฉันรู้สึกโมโหถึงที่สุด จึงหลุดตะโกนออกไป            “หยุดได้แล้ว! ปล่อยเธอนะ” ฉันตะโกน ทุกคนในห้องต่างมองมาทางฉัน ฉันดึงตัวธิชามาอยู่ข้างหลัง            “นี่เธอจะลองดีเหรอ” ดารินและเมษาลุกขึ้นและปรี่มาที่ฉัน ฉันจึงลุกขึ้นและพูดต่อว่า            “พวกเธอมันพวกไร้หัวใจ ฉันทนไม่ไหวแล้ว” ฉันกรีดร้องออกมา            ดารินและเมษาฟาดมือมาที่ฉันพร้อมกันหมายที่จะทำร้ายฉัน แต่ฉันเห็นการเคลื่อนไหวของพวกเธอช่างช้าเหมือนภาพสโลว์โมชั่น ฉันเอี้ยวตัวหลบได้ทั้งหมด            ดารินและเมษาหันไปมองหน้ากัน แล้วก็พุ่งเข้ามาทำร้ายฉันอีกรอบ คราวนี้ฉันขยับตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ฉันใช้เท้าซ้ายขยับไปข้างหลังเพื่อประคองตัวจากนั้นฉันก็ใช้มือผลักไปที่เธอทั้งสอง            ฟึ้บ! ฉันรู้สึกว่ามีพลังบางอย่างที่มองไม่เห็นพุ่งออกมาจากฝ่ามือของฉัน ดารินและเมษากระเด็นออกไปล้มลงที่โซฟา            ฉันยืกฝ่ามือขึ้นมาดูอย่างประหลาดใจ นี่มันความรู้สึกอะไรกัน ฉันไม่ได้ออกแรงผลักพวกเธอเลย แต่ทั้งคู่กลับกระเด็นออกไป            ดารินและเมษาเริ่มหน้าเสีย            “จัดการเธอ” ดารินสั่งคนอื่นๆ แม๊กซ์ลุกขึ้นมาและเอื้อมมือมาเพื่อจับที่แขนของฉัน ฉันบิดตัวหลบการโจมตีของเขา ฉันผลักเขาจนกระเด็นไปอีกคน            คราวนี้ทุกคนในห้องต่างพากันตะลึงงันกับสิ่งที่ฉันทำ ไม่มีใครกล้าขยับอีกเลย            “ธ..เธอทำอะไรพวกเรา” เมษาละล่ำละลัก            “เธอยังไม่ได้โดนตัวพวกเราเลย ทำไมเราถึงได้ล้ม” ดารินดูมีสีหน้าหวาดหวั่น            “พวกเธอบังคับให้ฉันโกรธ ทำไมพวกเธอถึงเป็นคนใจร้ายกันนัก ฉันไปทำอะไรให้พวกเธอกัน” ฉันพูดต่อหน้าพวกเขา            ฉันเดินเข้าไป พวกเขาเหล่านั้นขยับถอยหลัง แต่ฉันไม่ได้คิดที่จะทำอะไรพวกเขา ฉันแค่ไปหยิบหน้ากากของฉันขึ้นมาสวม            “เธอไม่ควรมายุ่งกับคนพวกนี้นะ” ฉันบอกกับธิชา            “เธอช่วยฉันทำไม” ธิชาถามฉัน            “ฉันแค่ตอบแทนเธอ ที่เธอเคยช่วยฉัน เมื่อนานมาแล้ว” ฉันบอกเธอ แล้วฉันก็เดินออกมาจากห้องนั้น            ธิชาเธอคงลืมไปแล้วกับเรื่องในอดีต แต่ฉันไม่เคยลืม ตอนมัธยมต้นฉันถูกแกล้งขังอยู่ในห้องน้ำจนค่ำมืด เธอเป็นคนมาเปิดประตูให้ฉันหนีไป ตอนนี้ฉันก็ได้ชดใช้มันไปแล้ว            เมื่อกี้ฉันใช้พลังจัดการพวกเขาเหล่านั้น ทำอย่างไรนะฉันจึงจะสามารถควบคุมพลังนั้นได้ ฉันออกจากห้องมาได้เพียงไม่กี่ก้าวก็พบเข้ากับตะวัน เมื่อเขาเห็นสภาพของฉัน เขาก็ถามออกมา            “ทำไมคุณมาอยู่ที่นี่ แล้วใครทำอะไรคุณ”            “ไม่มีอะไร ฉันจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว” ฉันบอก            เขามองมาที่ฉัน “ถ้าคุณไม่เป็นอะไร เราขึ้นไปที่ชั้นบนสุดกัน”            เราสองคนขึ้นไปยังชั้นบนสุดที่เป็นห้องฟิตเนส ฉันเริ่มเปิดไลฟ์สด ฉันยังไม่ทันได้ตั้งชื่อการไลฟ์สดคืนนี้เลย ก็เริ่มมีผู้ชมเข้ามาแล้ว            ช่องของฉันเป็นเพียงช่องเดียวที่สามารถพบเจอผีได้จริงๆ มันทำให้ผู้คนพากันมาติดตามช่องของฉัน ครั้งล่าสุดที่ฉันไลฟ์สด มีผู้ชมเข้ามาดูเป็นหลักหลายหมื่นคน ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดของเฟซบุ้ก            (มาแล้ว รายการสุดหลอน)            (ฉันแนะนำช่องนี้ให้เพื่อนๆฉันหลายคนเลย เขาต่างตื่นเต้นที่จะได้ติดตามคุณ)            (ชายนิรนามมาด้วยใช่ไหม ฉันเป็น FC คุณเลย)            ฉันเริ่มเกริ่นกับผู้ชม “สถานที่ในวันนี้คือคอนโดหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับคนรวยเท่านั้น มีเรื่องเล่าว่าในอดีตที่ห้องชั้นบนสุดเคยเป็นห้องของหญิงสาวฝาแฝดที่เป็นลูกสาวของหม่อมเจ้าคนหนึ่ง เธอทั้งคู่เสียชีวิตอย่างเป็นปริศนาที่ห้องนั้น”            (ตายทั้งคู่เลยหรือ น่าสงสารมาก)            (ฉันกำลังรอดูอยู่เลยว่าจะเจออะไรไหมในคืนนี้)            เราทั้งคู่ขึ้นลิฟท์จนมาถึงชั้นที่ 39 ประตูลิฟท์เปิดออก ฉันเดินมาตามทางเดิน บนนี้ไม่มีห้องพักอื่นอยู่ มันคือห้องสูทขนาดใหญ่เพียงห้องเดียวของชั้นนี้ฉันและตะวันเดินมาจนถึงหน้าห้องดังกล่าวด้วยใจระรัว