ราชันหมื่นอักขระ

    จารึกที่ 104 : สายตาที่มองมาจากยอดเขา

    จารึกที่ 104 : สายตาที่มองมาจากยอดเขา : การตรวจสอบของเย่ปิงอวิ๋น


    ณ กระท่อมไม้ไผ่ท้ายสำนัก ช่วงพลบค่ำ


    อาเจียกำลังนั่งนับตั๋วแลกเงินปึกใหญ่ (ห้าร้อยตำลึงทอง!) อยู่บนแคร่ไม้ไผ่อย่างมีความสุข เจ้าถุงเงิน ไต่ขึ้นมาบนตัก พยายามจะแย่งตั๋วไปกัดเล่นตามประสาแมงมุมที่ชอบของมีค่า


    "อย่าซนน่า เจ้าถุงเงิน! นี่ค่าอาหารแกทั้งปีเลยนะ! ไปกินแมลงสาบแถวโอ่งน้ำไป๊!"


    ทันใดนั้น บรรยากาศรอบตัวพลันเปลี่ยนไป...


    ไม่ใช่ความเย็นยะเยือกเหมือนตอนหลินชิงเสวี่ยมา แต่เป็นความรู้สึก 'หนักอึ้ง' และ 'ลึกลับ' ราวกับถูกจ้องมองจากดวงดาวบนท้องนภายามค่ำคืน


    หมอกจางๆ สีครามเริ่มก่อตัวขึ้นรอบกระท่อม ทั้งที่ไม่มีเค้าลางของฝน แสงจันทร์ถูกบดบังด้วยเงาเมฆที่เคลื่อนตัวผิดธรรมชาติ


    "ผู้ใด?"


    อาเจียเก็บเงินเข้าแหวนมิติด้วยความเร็วแสง (เร็วกว่าตอนสู้เสียอีก) มือข้างหนึ่งแตะที่อกเสื้อ เตรียมพร้อมเรียก เจ้าสัวออกมาถล่มผู้บุกรุก

    ร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งค่อยๆ เดินแหวกม่านหมอกออกมา


    นางสวมชุดคลุมสีครามเข้ม ปักลวดลายดาราดาษดื่นที่ดูราวกับเคลื่อนไหวได้ ใบหน้างดงามแต่เรียบเฉยไร้อารมณ์ ดวงตาสีดำสนิทดุจบ่อน้ำลึกจ้องมองมาที่อาเจียอย่างพินิจพิเคราะห์ ราวกับจะมองทะลุเข้าไปถึงวิญญาณ


    เย่ปิงอวิ๋น ศิษย์เอกแห่งยอดเขาพู่กันหยก และคนสนิทของ ผู้อาวุโสเทียนหยวน


    ในมือของนางถือ 'เข็มทิศดารา' (อุปกรณ์ตรวจสอบพลังงาน) ที่เข็มสีเงินกำลังชี้ตรงมาที่อาเจียและสั่นระริก


    "อาเจีย สินะ?" น้ำเสียงของนางนุ่มนวลแต่ทรงพลังกังวาน "เมื่อครู่... ท่านอาจารย์เทียนหยวน สัมผัสได้ถึงแรงกระเพื่อมของ 'กลไกบรรพกาล' ที่หายากยิ่ง... ท่านจึงส่งข้าลงมาตรวจสอบต้นตอของมัน"


    นางลดเข็มทิศลง จ้องหน้าอาเจีย


    "เข็มทิศดาราของอาจารย์ไม่เคยชี้พลาด... มันนำข้ามาที่นี่ ทันทีที่กลไกนั้นถูกปลดล็อค... เจ้าซ่อนอะไรไว้รึเปล่า?"


    อาเจียสะดุ้งเฮือก 'ซวยแล้ว! ถึงขนาดผู้อาวุโสสูงสุดสัมผัสได้เลยรึ!'


    อาเจียรีบลุกขึ้นประสานมือคารวะ ปรับสีหน้าให้ดูซื่อบื้อที่สุด


    "คะ... คารวะศิษย์พี่หญิงเย่! ผู้เลื่องลือแห่งยอดเขาพู่กันหยก! เป็นเกียรติอย่างสูงที่ท่านมาเยือนกระท่อมรูหนูของข้า! เอ่อ... คลื่นพลังอะไรหรือขอรับ? ข้าต้มน้ำชาอยู่ กาน้ำมันเดือดปุดๆ อาจจะเป็นเสียงนั้นก็ได้?"


    เย่ปิงอวิ๋นไม่สนใจคำแก้ตัว นางเดินนวยนาดเข้ามาหยุดที่ข้างแคร่ไม้ไผ่ สายตาเหลือบมองไปที่ เจ้าถุงเงิน แวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาจ้องตาอาเจีย


    "ศิษย์น้องหลินเล่าเรื่องเจ้าให้ข้าฟังบ่อยๆ... เรื่องที่เหมืองร้าง และเรื่องที่เจ้า 'บังเอิญ' รอดชีวิตมาได้ทุกครั้ง" นางเอ่ยเนิบๆ "แต่ข้าสงสัยอยู่อย่างหนึ่ง... ศิษย์สายนอกที่พลังปราณต่ำต้อย เหตุใดถึงมีความรู้พอที่จะไขปริศนาของ 'ตระกูลเงาจันทร์'(ลูกบาศก์) ที่แม้แต่ปรมาจารย์ยังส่ายหน้าได้?"


    อาเจียเหงื่อกาฬไหลพราก "ข้า... ข้าแค่ลองเคาะๆ เขย่าๆ แล้วมันก็... ดัง คลิก! เปิดออกมาเองขอรับ! ฟลุ๊คล้วนๆ! สงสัยกลไกมันจะเสื่อมสภาพพอดี!"


    "ฟลุ๊คงั้นรึ?"


    เย่ปิงอวิ๋นยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ดูอันตรายยิ่งกว่าใบมีด นางสะบัดข้อมือเบาๆ


    นิ้วเรียวงามวาดไปในอากาศ ปราณสีครามก่อตัวขึ้นเป็น 'อักขระพันธนาการ : โซ่ดารา' ที่ซับซ้อน ลอยพุ่งเข้าใส่อาเจียทันที!


    "ลองแก้ดูสิ... ถ้าเจ้าฟลุ๊คจริง เจ้าคงแก้มันไม่ได้ และต้องยืนแข็งทื่อเป็นรูปปั้นตากน้ำค้างอยู่ที่นี่สักสามวัน"


    อาเจียตาเบิกโพลง อักขระนี้รวดเร็วเกินกว่าจะหลบได้!


    'นางกำลังทดสอบข้า! เอาจริงดิ!'


    "อาเจีย! ใช้รูปแบบย้อนกลับ! ตัดที่จุดเชื่อมต่อน้ำและไม้ที่ตำแหน่งสามนาฬิกา!" มู่เฉิน ตะโกนบอกในจิต


    อาเจียไม่มีทางเลือก เขาแสร้งทำเป็นตกใจกลัวจนลนลาน ยกมือขึ้นปัดป่ายไปมั่วๆ


    "ว้าก! อย่านะขอรับ! ข้ากลัวแล้ว!"


    แต่ในจังหวะที่มือปัดป่าย นิ้วชี้ของเขาแอบตวัดสวนทางกับกระแสปราณของเย่ปิงอวิ๋น ตัดเข้าที่ "จุดตาย" ของอักขระอย่างแม่นยำ (แต่ทำให้ดูเหมือนสะเปะสะปะ)


    เพล้ง!


    อักขระพันธนาการแตกกระจายกลายเป็นละอองแสงสีคราม ก่อนจะถึงตัวอาเจียเพียงคืบเดียว


    เย่ปิงอวิ๋นเลิกคิ้วสูง แววตาที่เคยเรียบเฉยฉายแววประหลาดใจอย่างปิดไม่มิด


    "ทำลายโครงสร้างอักขระระดับกลางด้วยการสะบัดมือมั่วๆ...?" นางพึมพำ "หรือว่าเจ้ามองเห็น 'จุดตาย' ของมัน?"


    นางเดินเข้ามาประชิดตัวอาเจีย จนได้กลิ่นหอมเย็นๆ เหมือนดอกบัวหิมะ


    "เจ้าซ่อนคมไว้ลึกมากนะ อาเจีย... มิน่าล่ะ ท่านอาจารย์เทียนหยวนถึงได้สนใจ"


    นางโน้มตัวลงมากระซิบ


    "ผู้อาวุโสหลี่ แห่งหอศัสตรา... ชายแก่ผู้นั้นคลั่งไคล้ในศาสตร์กลไกโบราณ (เช่นเดียวกับลูกบาศก์ที่เจ้าเพิ่งไขได้) ยิ่งกว่าชีวิต... หากเขารู้ว่ามีศิษย์สายนอกที่ไขความลับพวกนี้ได้ เขาอาจจะไม่ได้เชิญเจ้าไปเป็นศิษย์... แต่จะจับเจ้าไป 'ผ่าพิสูจน์'เพื่อดูสมองของเจ้าแทน"

    อาเจียหน้าซีดเผือด ขนลุกซู่ไปทั้งตัว


    "ผ... ผ่าพิสูจน์? ข้าไม่ใช่อึ่งอ่างนะขอรับ!"


    เย่ปิงอวิ๋นถอยออกมา ยิ้มบางๆ ที่ดูเป็นมิตรขึ้นเล็กน้อย (แต่ก็ยังน่ากลัว)


    "เจ้ากำลังยืนอยู่กลางวงล้อมของมังกรและพยัคฆ์ อาเจีย... ความสามารถของเจ้าอาจนำมาซึ่งลาภยศ หรือความตาย ก็ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าจะเลือกเข้าหาใคร และ 'ซ่อน' อะไรไว้บ้าง"


    นางโยน 'ป้ายหยกสีเขียวอ่อน' ชิ้นหนึ่งให้อาเจีย


    "นี่คือป้ายผ่านทางเข้าสู่ 'หอคัมภีร์ชั้นกลาง' ...ในฐานะที่เจ้าทำให้ข้าประทับใจ (และรอดจากโซ่ดาราของข้าได้) ข้าให้โอกาสเจ้าเข้าไปศึกษาหาความรู้เพิ่ม... ถือซะว่าเป็นข้อเสนอจากยอดเขาพู่กันหยก"


    "แต่จำไว้..." นางหันหลังเดินกลับเข้าไปในม่านหมอก "การสอบคัดเลือกศิษย์สายในที่จะถึงนี้... ข้าจะจับตาดูเจ้า อย่ารีบตายไปซะก่อนล่ะ"

    ร่างของเย่ปิงอวิ๋นหายวับไปพร้อมกับสายหมอก ทิ้งให้อาเจยายืนงงพร้อมกับป้ายหยกในมือ


    "ป้ายหอคัมภีร์ชั้นกลาง?" อาเจียพลิกดูป้ายหยก "ราคาตลาดมืดน่าจะขายได้สัก... สามสิบตำลึงทอง..."


    "เจ้าโง่!" มู่เฉินด่าสวนทันที "เลิกคิดเรื่องขายของสักเดี๋ยวจะได้ไหม! เก็บไว้ใช้เองสิ! ในนั้นมีความรู้เรื่องอักขระขั้นสูงที่เจ้าต้องใช้พัฒนาข้าและเจ้าสัวนะ! อีกอย่าง... การที่นางให้ป้ายนี้มา แสดงว่านางต้องการดึงเจ้ามาเป็นพวกเพื่อคานอำนาจกับผู้อาวุโสคนอื่น... นี่คือโอกาสรอดของเจ้า!"


    อาเจียถอนหายใจยาวเหยียด "เฮ้อ... นึกว่าจะได้อยู่สงบๆ ปลูกผักขายซะแล้ว... ไขกล่องแค่ใบเดียว ชีวิตข้าต้องมาพัวพันกับพวกผู้เฒ่าโรคจิตพวกนี้เลยรึ?"


    เขาเก็บป้ายหยกเข้าอกเสื้อ มองขึ้นไปบนยอดเขาพู่กันหยกที่สูงตระหง่านเสียดฟ้าท่ามกลางความมืด


    ที่นั่น... เหล่าผู้อาวุโสผู้ทรงอำนาจกำลังเริ่มเดินหมากกระดานใหญ่ และอาเจียก็รู้ตัวแล้วว่า เขาได้กลายเป็น 'เบี้ยตัวสำคัญ'ที่ใครๆ ก็อยากได้ (หรืออยากกำจัด) ไปเสียแล้ว

    คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน