ควันดำหนาทึบพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อนจะกระจายตัวอย่างช้าๆ เผยให้เห็นเงาร่างขนาดมหึมาที่ลอยนิ่งอยู่กลางอากาศ เต่ายักษ์ขนาดเท่าภูเขา กระดองของมันหนาแข็งราวเกราะเหล็ก เคลือบพลังโบราณลึกลับที่ไม่มีสิ่งใดทะลวงผ่านได้ เงาของมันทอดทับพื้นดินเบื้องล่างดั่งเงามรณะ
"เซเลน่า เจ้าเห็นเหมือนข้าหรือไม่?" เทพีเอวาเอ่ยด้วยรอยยิ้มบางๆ สายตาจับจ้องไปยังสิ่งมีชีวิตลึกลับเบื้องบน
เทพีเซเลน่าพยักหน้า นางรับรู้ได้ถึงบางสิ่งที่กำลัง ซ่อนตัว อยู่ภายในกระดองนั้น
"มีบางอย่างรอเราอยู่... ข้าจะคอยคุ้มกันให้เจ้าเอง เอวา ขึ้นไปดูเถอะ ระวังตัวให้ดีด้วยนะ"
เอวาม้วนกายกระโจนขึ้นไปบนกระดองเต่ายักษ์ พริ้วกายเคลื่อนไหวปานสายลม วิ่งไต่ไปตามพื้นผิวแข็งเย็นเยียบจนไปพบโพรงขนาดใหญ่บริเวณด้านหน้าของกระดอง ดูคล้ายทางเข้าลับ
นางผลักบานประตูลับเข้าไป ทันใดนั้น เทพีเซเลน่าก็ตามเข้าไปติดๆ
ภายในกระดอง เปรียบเสมือนดังเขาวงกตอันซับซ้อน ห้องนับสิบแผ่ขยายออกไปราวกับถูกสร้างขึ้นเพื่อทดสอบผู้กล้าที่บังอาจล่วงล้ำเข้ามา แต่ละห้องจึงเต็มไปด้วยกับดักลวงตา ควันสีขาวหนาทึบ เปลวไฟลุกโชน เข็มหินแหลมคมพุ่งจากกำแพง
"เราจะผ่านไปยังไงดี..." เซเลน่าที่เพิ่งจะตามขึ้นมากระซิบอย่างระแวดระวัง เมื่อเห็น ค่ายกลแรก วงล้อเปลวไฟที่หมุนวนรอบตัวเองราวพายุไฟ ส่งเสียงคำรามก้อง
เอวาไม่ลังเล ใช้พลังอัสนีสร้างร่างจำลองของตนเองล่อเปลวไฟให้หันเห จากนั้นทั้งสองก็กระโดดขึ้นไปวิ่งข้างผนังกำแพงอย่างรวดเร็วและแม่นยำ แล้วจึงกระโดดพุ่งข้ามผ่านช่องว่างในเสี้ยววินาที
ค่ายกลที่สองปรากฏ บึงน้ำลึกล้อมรอบด้วยโขดหินขนาดฝ่ามือ หากเหยียบผิดที่ เข็มหินจะพุ่งออกมาราวพายุกระหน่ำใส่ผู้มาเยือนอย่างไม่ปราณี
เซเลน่ากวาดตามองอย่างรวดเร็ว แล้วสังเกตเห็นลวดลายบนหิน บางก้อนขรุขระ บางก้อนเรียบลื่น ก้อนที่ขลุขละนั้นเว้นระยะห่างประมาณหนึ่งช่วงก้าวเท้าพอดี นางจึงเลือกกระโดดไปยังก้อนขลุขละนั้น
"เอวา! ตามข้ามาทางนี้ " นางกระโดดพริ้วไปตามก้อนหินขลุขละอันเป็นวิธีที่ถูกต้อง ราวนักบัลเลต์บนเวทีมรณะ
เมื่อทั้งสองผ่านค่ายกลมาได้ถึงด่านที่สาม ห้องมืดสนิทเบื้องหน้าราวกับกลืนแสงสว่างเอาไว้ทั้งหมด จู่ๆ เงาดำก็พุ่งออกมาอย่างไร้สุ้มเสียง
ฉึก!
"อึก—!"
เสียงของเซเลน่าขาดห้วง เข็มพิษยาวเท่ามีดสั้นปักเข้าที่สีข้างของนาง เข็มสลายภูผา อาวุธต้องห้ามที่สร้างจากพิษลับผสมแร่หินภูติจันทรา
"เซเลน่า!" เอวาร้องลั่น ร่างของเพื่อนรักทรุดฮวบลงกับพื้น ร่างกายสั่นเทิ้มอย่างเจ็บปวด เส้นเลือดที่เคยใสสะอาดกลายเป็นสีดำคล้ำ กระดูกแทบปริแตก
เอวานั่งลงโอบรับร่างบอบบางนั้นไว้ในอ้อมแขน น้ำตาร่วง ความเสียใจปะปนกับความโกรธล้นทะลักจากห้วงลึกภายในใจ
"เซเลน่า... อย่าเป็นอะไรนะ... เราจะต้องชนะการประลองนี้ไปด้วยกัน..."
เทพีเซเลน่ายิ้มอ่อนๆ ใบหน้าสงบ แม้ความตายกำลังมาเยือน
"เอวา... อย่าให้การตายของข้าไร้ความหมาย... รับพลังของข้าไว้ แล้วจงชนะการประลองนี้ให้ได้..."
เมื่อคำพูดสุดท้ายสิ้นสุด ดวงแก่นวิญญาณของเซเลน่ารูปทรงกลมสีฟ้าอ่อนลอยออกจากร่างของนางแล้วแทรกเข้าสู่จิตใจของเอวา ความอบอุ่นแล่นผ่านทั่วร่างราวกับได้รับการโอบกอดครั้งสุดท้ายจากผู้เป็นพี่สาว
เมื่อแก่นวิญญานทั้งสองได้หลอมเป็นหนึ่งเดียว เทพีเอวารู้สึกได้ถึงระดับพลังที่พุ่งทะยานสู่ขั้นพรหมเทพระดับ 20 ทุกสิ่งรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นเสียงลม เสียงสายฟ้า ถูกเชื่อมโยงเข้ากับนางอย่างลึกซึ้งราวกับว่านางเป็นส่วนหนึ่งของมัน ความสูญเสียแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่น ความทรงจำของเทพีเซเลน่าและการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ของนางกลายเป็นเปลวไฟที่ผลักดันให้เทพีเอวาลุกขึ้นสู้
เอวาหยัดยืนขึ้น ด้วยดวงตาอันเป็นประกาย นางใช้พลังปราณก่อตัวพายุอัสนีขึ้นรอบๆกาย เสียงสายฟ้าคำรามกึกก้องไม่ต่างจากเสียงความแค้นที่แผดเผาอยู่ภายในใจของนาง
"เจ้าจะต้องชดใช้...กับสิ่งที่เจ้าทำกับเซเลน่า!"
เสียงของนางดังก้องราวประกาศิต พายุอัสนีที่หมุนวนรอบตัวก็เริ่มทวีความรุนแรงขึ้นอย่างบ้าคลั่ง ภูติเต่าที่แอบซ่อนอยู่ในห้องลับถึงกับตัวสั่น รีบซ่อนตัวหลบเร้นอยู่ภายในห้องลับดังเต่าหดหัว หลบเข้าสู่เงามืดภายในกระดอง
แต่ช้าไปแล้ว...
เทพีเอวาใช้ปราณบังคับสายฟ้าพิโรธจากฟากฟ้าภายนอกพุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วเหนือจินตนาการ เจาะทะลุกระดองหนาที่ไม่เคยมีผู้ใดเคยเจาะได้มาก่อน กระแทกเข้าไปยังห้องลับของภูติเต่า พร้อมกับเสียงคำรามของสายฟ้าที่สะท้อนก้องไปทั่ว… แรงระเบิดทำให้ประตูห้องแตกกระจาย
เทพีเอวายกมือขึ้นพายุอัสนีก็ยิ่งโหมกระหน่ำ เพียงนางตวัดปลายนิ้วสายฟ้าสีเงินก็แผดแสงสว่างวาบพุ่งออกพายุอัสนีกรีดผ่านอากาศด้วยเสียงคำรามสนั่น ก่อนฟาดลงบนร่างอันมหึมาของ ภูติเต่า ที่ซ่อนตัวอยู่ภายในห้องลับ เสียงระเบิดสะเทือนเลื่อนลั่นดังก้องไปทั่วท้องฟ้า
เศษกระดองแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ห้องลับพังทลายลงในพริบตา ร่างของภูติเต่าถูกแรงสายฟ้ากระแทกกระเด็นออกจากซากเต่ายักษ์ หมุนเคว้งคว้างกลางห้วงพายุอัสนีอันเกรี้ยวกราด ก่อนจะถูกพลังมหาศาลกลืนหายไปสิ้น ราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่ในพิภพนี้
เทพีเอวายืนเฝ้ามองอยู่ท่ามกลางสายลมที่อื้ออึง และเศษฝุ่นผงที่ปลิวสลายไปพร้อมกับพายุ น้ำตาของนางเอ่อคลอ ความสูญเสียและความเคียดแค้นหลอมรวมกันในหัวใจจนแทบแตกสลาย
เมื่อพายุค่อยๆ สลายตัว ลานประลองทั้งผืนกลับเข้าสู่ความเงียบสงัด แต่ความอ้างว้างและบาดแผลในใจของเทพีเอวากลับไม่อาจลบเลือน นางทรุดกายลงคุกเข่า แตะมือลงบนอกของตน รับรู้ถึงความรู้สึกอบอุ่นเลือนรางที่ เซเลน่า เพื่อนรักทิ้งไว้ให้ แม้นางจะจากไปแล้ว แต่ความผูกพันก็ยังตราตรึงอยู่ภายในใจ หยาดน้ำตาของนางร่วงลงบนพื้นเวที คล้ายเป็นคำร่ำลาสุดท้าย
ท่ามกลางความเงียบงัน องค์ชายใหญ่เจ้าสมุทร พลันก้าวขึ้นบนเวทีอย่างองอาจ เขากวาดตามองรอบลานประลองด้วยแววตาหยิ่งผยอง ก่อนจะหยุดอยู่ตรงหน้าเทพีเอวาผู้เปล่งประกายเฉิดฉายในสายตาของเขา เขามองใบหน้าอันอ่อนเยาว์และงดงามนั้นด้วยความพึงพอใจ แม้นางจะอ่อนแรงและเต็มไปด้วยร่องรอยการต่อสู้ แต่ความงามของนางกลับยิ่งเด่นชัดราวดวงดาวท่ามกลางรัตติกาล
รอยยิ้มบางๆแต้มบนใบหน้าของเขา เป็นรอยยิ้มที่ทั้งอ่อนโยนและน่าสะพรึงในคราเดียวกัน “ข้าไม่คาดคิดเลย… ว่าสำนักเทพอัสนีย์จะมีศิษย์ที่เปี่ยมด้วยพลังและความงดงามเช่นเจ้า” เสียงของเจ้าสมุทรกังวานก้อง แฝงด้วยแรงดึงดูดที่กดดันหัวใจผู้ฟัง
เขาเอื้อมมือมาคว้ามือของเอวาขึ้นมากุมไว้ ดวงตาของเขาอ่อนโยนประหนึ่งสายธารอันฉ่ำเย็น แต่แฝงเร้นด้วยความต้องการครอบครองที่มิอาจปิดบังไว้ “เทพีเอวา… หากเจ้ายินดี ข้าจะรับเจ้าไปเป็นสนมเอกแห่งพิภพวิญญาณ ให้เจ้าได้เสวยเกียรติยศและความสุขไปตลอดกาล”
ถ้อยคำนั้นกัดเซาะราวน้ำกรดที่ราดลงกลางหัวใจ เอวาเงยหน้าขึ้น ดวงตาเปล่งประกายด้วยความขุ่นเคือง นางดึงมือออกอย่างนุ่มนวลแต่หนักแน่น หันหน้าไปอีกทางด้วยท่าทีเย็นชา ราวกับชายผู้นั้นเป็นเพียงเงาที่ไม่คู่ควรแก่การสนใจ
รอยยิ้มของเจ้าสมุทรยิ่งลึกลับและน่าสะพรึงมากขึ้น เสียงหัวเราะเบาๆ ดังลอดออกมาในลำคอ “เจ้าช่างดื้อรั้น… ยิ่งนัก” แววตาของเขาเปล่งประกายดุจผู้ล่า ที่พบเหยื่ออันเลอค่าและไม่คิดจะปล่อยไป เขาโน้มตัวลง กระซิบชิดข้างหูเอวาเบาๆ แต่ชัดเจน “ไม่ว่าเมื่อใด… ข้าก็จะรอ นับแต่บัดนี้ชะตาของเจ้า ล้วนอยู่ในกำมือข้า ไม่ว่าเจ้าจะหลีกหนีเพียงใดก็ตาม”
หัวใจของเอวาสะท้านไหว แม้ต่อหน้าผู้คนนางจะดูนิ่งสงบ ทว่าลึกๆในจิตใจนั้น คลื่นเพลิงแห่งความแค้นกำลังปะทุรุนแรง รอวันที่จะระเบิดออกมาอย่างไม่อาจหยุดยั้งได้อีกต่อไป…