“หรือว่าคุณ.. คนที่ 13 สินะครับ?”
“ใช่แล้วล่ะ”
การช่วยเหลือที่อาคุมุได้รับในครั้งนี้ไม่ใช่การช่วยเหลือจากคนแปลกหน้าอย่างที่เขาคิด เพราะชายคนนี้เขาได้เคยเจอแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งนั่นก็คือผู้ใช้พลังปีศาจคนที่ 13
“แล้วทำไมถึงได้...” อาคุมุพูดยังไม่ทันจบประโยค ชายคนนั้นก็พูดแทรกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
“ยังไม่ต้องพูดอะไร รอถึงป่าใหญ่โน้นก่อน” เขาชี้ไปทางข้างหน้า อาคุมุจึงหันตาม
ป่าใหญ่ที่เขาบอกก็คือป่าเดียวกันกับที่เรย์ได้บอกอาคุมุเมื่อตอนอยู่บนรถม้า เป็ป่าที่ใหญ่พอสมควรโดยอยู่ทางริมสุดของเมืองไดอิกิ ติดกับเมืองข้าง ๆ กันซึ่งนั่นก็คือเมือง "คานะ" ป่านี้คือป่าใหญ่แห่งที่สองของจักรวรรดิที่อาคุมุได้พบเจอ
ไม่นานนักก็มาจนถึง เขาจึงพาอาคุมุวิ่งเข้าไปต่อ สิ่งที่อาคุมุใมากที่สุดแน่นอนว่ามันก็คือความเร็วในการเคลื่อนที่ เพราะมันเร็วยิ่งกว่าการเคลื่อนที่ของนักเวท ทั้งที่ดูยังไงก็แทบไม่ต่างจากการวิ่งธรรมดาเลยแม้แต่น้อย ความเร็วกลับมีมากเกินกว่าจะพรรณนาได้
สิ่งที่อาคุมุใไม่แพ้กันก็คือตอนที่เขาถูกช่วยไว้และกำลังออกมา ชายคนนี้ได้ใช้การพันธนาการอย่างหนึ่งซึ่งก็คือ "พันธนาการทางจิตแบบหมู่" นั่นคือการพันธนาการที่อาคุมุรู้สึกแปลกใจเป็อย่างมาก อีกทั้งไม่ได้พันธนาการแค่คนเดียวแต่ราวกับว่าคนที่เขาวิ่งผ่านนั้นถูกผลของความสามารถนี้ทุกคน
“ตรงนี้แหละ” ผู้ใช้พลังคนที่ 13 พูดขึ้นมา ก่อนที่จะหยุดวิ่งแล้ววางอาคุมุลง
“ขอบคุณนะครับ ว่าแต่ทำไมถึงช่วยผมล่ะครับ?”
“ใครกันจะอยากเห็นผู้สืบทอดตระกูลหายไปแบบนั้นกันล่ะ หายไปนี่ฉันหมายถึงโดนจับไปเป็นักเวทนะ นายนี่ก็ถามอะไรบ้า ๆ ซะได้” เขาตอบกลับพลางนั่งพิงต้นไม้ ซึ่งนั่นทำให้อาคุมุนึกได้เพราะเขาลืมไปเสีย ในเื่ที่ว่าผู้ใช้พลังปีศาจคนที่ 13 คือบรรพบุรุษของตระกูลคาอิดะ
“จริงด้วยแฮะ แล้วก็.. เป็นักเวทแล้วทำไมเหรอครับ? พ่อผม พี่ผม ก็เป็กันทั้งนั้น” อาคุมุถามกลับไป
“นายนี่นะ รู้ทั้งรู้ว่าฉันเป็ได้แม้กระทั่งพ่อของพ่อนายแต่ก็ไม่มีความเคารพกันซะเลยเนี่ย แต่ช่างเถอะ งั้นก็นายเคยคิดไหมล่ะว่าถ้าพ่อนายที่นายเห็นมันไม่ใช่พ่อนายน่ะ” คำตอบที่อาคุมุได้รับกลับมานั้นทำให้เขาใในทันที แต่แน่นอนว่าเบาก็ยังไม่เข้าใจในสิ่งที่ได้ยิน
“หมายความว่า... ยังไงเหรอครับ?”
“ไม่เคยคิดเลยหรือไงว่าทำไมพ่อนายถึงมีแต่คำพูดหรืออะไรที่มันแปลก ๆ น่ะ บางอย่างฉันมั่นใจว่านายรู้ดีอยู่ถึงความแปลกและตะหงุดตะหงิด ลองคิด ๆ ดูแล้วกันนะ แล้วก็อีกอย่างหนึ่งคือพ่อนายไม่ใช่นักเวทกระจอก ๆ อะไรนั่นเหมือนพี่นายหรอก พ่อนายไม่ได้อยู่ในระดับแค่นั้น ลืมบอกไปว่าฉันชื่อ "โทชิ" เป็บรรพบุรุษของนาย”
ชื่อของผู้ใช้พลังปีศาจคนที่ 13 หรือบรรพบุรุษของอาคุมุคือ "คาอิดะ โทชิ" ซึ่งเขาได้สาธยายขยายความให้อาคุมุเข้าใจมากขึ้นอยู่พอสมควร แต่แน่นอนว่ามันมีอะไรที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า นี่เป็เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น
“หลาย ๆ อย่างผมคิดอยู่แล้วครับว่ามันแปลก แต่หาคำตอบไม่ได้เลยสักอย่างเดียว เหมือนจะรู้ตัวตนขึ้นมาบ้างจากพวกทหารว่าพ่อเป็วีรบุรุษอะไรนั่น แต่ก็ดูแปลก ๆ เหมือนเดิม”
“ฉันจะอธิบายโดยไม่อ้อมค้อม.. เพียงแค่เท่าที่ควรรู้ก่อน อย่างแรกคือที่นายเห็นนั่นไม่ใช่พ่อนาย เป็เพียงร่างแยกที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยพลังแห่งไฟ ทำได้ไงฉันก็ไม่รู้”
“อย่างที่สองคือตามที่นายได้ยินมานั่นเป็เพียงวีรกรรมและผลงานของร่างแยกเท่านั้น”
“อย่างที่สามคือพ่อนายยังไม่ตาย ตามที่บอกไปว่านั่นเป็เพียงร่างแยก”
“อย่างที่สี่คือนายตกเป็เป้าของจักรพรรดิมาโดยตลอดั้แ่ยังไม่เกิด”
“อย่างสุดท้าย.. สำหรับที่ฉันควรบอกตอนนี้คือนายต้องแข็งแกร่งขึ้นให้เร็วที่สุด เดี๋ยวฉันจะช่วยฝึกให้”
ทุกอย่างที่โทชิได้บอกกับอาคุมุนั้นล้วนแล้วแต่ทำให้เขารู้สึกปวดหัวและสับสนจนหัวแทบจะะเิ อย่างแรกคือที่เห็นนั่นไม่ใช่พ่อเขาแต่เป็ร่างแยกที่ถูกสร้างด้วยพลังแห่งไฟ และโทชิก็ไม่สามารถรู้ว่าสร้างขึ้นมาได้อย่างไร ทั้งที่โทชิเป็คนที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้และยังเป็ผู้ใช้พลังปีศาจของจอมมาร เป็ไปได้ว่าอิซามุนั้นเป็คนที่แข็งแกร่งมากเกินกว่าที่คิด
อย่างที่สองคือวีรกรรมและผลงานของร่างแยก ทั้งที่เป็ร่างแยกก็ยังมีชื่อเสียงได้มากขนาดนี้ แน่นอนว่าร่างแยกนั้นก็ต้องมีความแข็งแกร่งอยู่ในระดับนึงเลยทีเดียว
อย่างที่สามคืออิซามุยังไม่ตาย นั่นคือสิ่งที่อาคุมสันนิษฐานไว้อยู่แล้ว ซึ่งมันก็เป็ความจริง
อย่างที่สี่คืออาคุมุนั้นตกเป็เป้าขององค์จักรพรรดิั้แ่ยังไม่เกิด นั่นหมายความว่าก่อนหน้านี้ทางด้านของอิซามุต้องมีอะไรบางอย่างเป็แน่แท้ที่เกี่ยวข้องกับจักรพรรดิและลูกคนต่อไป
อย่างสุดท้ายแน่นอนว่าอาคุมุคิดไว้อยู่แล้ว เพราะเขา้าที่จะเข้าร่วมการประลองและเป็ผู้ชนะ รวมถึงได้รางวัลที่มากมาย
‘ถึงแม้ตอนนี้จะโดนหมายหัว แต่ฉันไม่ทิ้งการประลองนี้หรอก’
“คิดดีแล้วงั้นเหรอ? ถ้าคิดดีแล้วก็เตรียมตัวไปให้ดีเพราะลานประลองมันอยู่ใจกลางเมืองไดอิกิ ใจกลางเมืองหลวงนั่นแหละ”
“เปล่าครับไม่ได้คิด ก็เพิ่งจะรู้เื่ในตอนนี้แล้วผมก็อยากจะประลองมาก ๆ แค่นั้นเลยครับ” คำตอบของเขาเกินคาดเป็อย่างมาก
“เฮ้อ! แต่ตอนนี้เริ่มฝึกเลยเถอะ ป่าแห่งนี้อยู่นานนักไม่ได้เพราะมันอยู่ใกล้เมืองนี่แหละ ฉันจะสอนการใช้ "บาทาไร้เงา" ให้นายจนชำนาญพอประมาณ มันเป็ทักษะระดับสูงอย่างหนึ่งเลยล่ะ พวกนักเวทกระจอก ๆ นั่นไม่มีความรู้เื่ทักษะนี้ เบื้องต้นก็มีแค่เคลื่อนที่ในพริบตาอะไรของมันนั่นแหละ” โทชิตอบกลับมา นั่นคือสิ่งที่อาคุมุอยากได้ยินเป็อย่างมาก
“ผมจะชำนาญให้เร็วที่สุด แต่ว่าผมมีคำถามอีกอย่างครับ”
“ว่าไง?”
“ผู้ใช้พลังปีศาจถูกความมืดครอบงำจิตใจจนกลายเป็ุ์ ฟังดูแค่นี้ก็ไม่น่าจะดูเหมือนคนปกติได้นี่ครับ แต่ทำไมคุณถึงได้...” อาคุมุพูดยังไม่ทันจบก็โดนแทรกขึ้นมาเช่นเดิม
“เอาง่าย ๆ คือร่างแยกมันพูดเกินจริงและให้ข้อมูลเท็จ พ่อนายนี่คิดอะไรซับซ้อนเป็บ้าเลย”
“ร่างแยกมีให้ข้อมูลเท็จซะด้วย เหลือเชื่อชะมัด” อาคุมุพูดพลางหัวเราะ เพราะเขาไม่นึกเลยว่าจะถูกร่างแยกบอกข้อมูลผิด ๆ ให้รับรู้ แน่นอนว่านี่ก็คงเป็หนึ่งในแผนของอิซามุ
โทชิลุกขึ้นและเตรียมการสอนใช้ทักษะบาทาไร้เงาให้กับอาคุมุ ซึ่งอาคุมุก็เตรียมพร้อมแล้ว
“ก่อนอื่นเลยนะ นายควบคุมออร่าพลังเวทได้ไหม?”
อาคุมุได้ยินอย่างนั้นจึงไม่พูดไม่จา แต่เขาควบคุมพลังเวทโดยการทำให้มันไปรวมอยู่ตรงจุด ๆ หนึ่ง ปรากฏให้เห็นออร่าพลังเวทเพียงบริเวณมือ
“หมายถึงแบบนี้ใช่ไหมครับ?”
“ไม่ใช่ ที่นายทำในตอนนี้มันคือการถ่ายเทพลังเวท ที่ฉันบอกคือออร่าพลังเวท และนายก็ยังทำช้ากว่าที่ต้องทำอยู่หลายขุม ทักษะนี้คือการถ่ายเทออร่าพลังเวทไปยังเท้าทั้งสองข้างอย่างรวดเร็วขณะทำการวิ่ง ย้ำว่าออร่าพลังเวทนะไม่ใช่พลังเวท”
“สีของออร่า บ่งบอกถึงระดับของนักเวทด้วย”
“พ่อไม่เคยบอกเลยนี่ ไม่สิ ร่างแยกของพ่อ”
ออร่าพลังเวทคือสิ่งที่ใช้บ่งบอกระดับพลังของคนคนนั้นตามสีที่ปรากฏควบคู่ไปกับแต้ม B นั่นคือสิ่งที่อาคุมุรับรู้
แต่ในความเป็จริงแล้วมันสามารถวัดระดับของผู้ใช้พลังเวทได้อีกด้วย โดยการดูจากสีของออร่าและจะได้ระดับพลังของคนคนนั้นเพียงแค่นำมาเทียบกัน นั่นหมายความว่าถ้าไม่ใช่นักเวทก็ถูกเรียกว่านักเวทได้เช่นกัน
**
สีขาว : นักเวทระดับ 1
สีฟ้าอ่อน : นักเวทระดับ 2
สีฟ้าเข้ม : นักเวทระดับ 3
สีม่วง : จอมเวทระดับ 1
สีส้ม : จอมเวทระดับ 2
สีแดง : จอมเวทระดับ 3
สีทอง : ราชันจอมเวท (ทุกระดับ)
**
“พวกนักเวทน่ะไม่สนใจเื่การควบคุมออร่าพลังเวทหรอก เพราะไม่มีใครรู้ว่าสามารถควบคุมได้ แต่ออร่าพลังเวทนี่แหละคือสิ่งที่ใช้งานได้ดีเป็อย่างมาก”