ภายในอบอุ่นไปทั่วร่าง ราวกับเดินตากแสงแดดอ่อนๆอยู่กลางทุ่งหญ้าที่สดชื่น ภายในกาลเวลาคล้ายหยุดนิ่ง ...ความอบอุ่นนั้นแทรกซึมเข้ามาทุกอนูในร่างกาย แต่จะพูดให้ตรงๆ มันน่าจะเอ่อล้นมาจากภายในต่างหากความรู้สึกนี้ช่างวิเศษจนไม่อยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เขากำลังเดินอยู่กลางทุ่งข้าวสีทองที่หอมตลบอบอวล กลิ่นข้าวหอมฟุ้ง แม้เป็เวลาเพียง่สั้นแต่เขารู้สึกมีพลังเปี่ยมสุข
วิ้ง!... .ในที่สุดชายหนุ่มรู้สึกตัว สะท้านตื่น ที่เบื้องหน้าของเขานอกจากป้ายKanji Of Year 2000 ที่กำลังหม่นแสงสลัวลงแล้วทุกสิ่งเริ่มกระจ่างชัด ในตัวของเขาคล้ายมีความร้อนมหาศาลราวกับว่าไออุ่นของทุ่งข้าวเมื่อครู่ ยังคุคั่งอยู่ในร่างกาย เขายังคงนั่งอยู่ที่เดิมเพียงแต่…
รอบข้างกลายเป็ความมืด ไม่มีผู้คนอยู่ในบริเวณอีกแล้ว จากที่ผู้คนพลุกพล่านเดินจับจ่ายหาซื้อสินค้ากลายเป็สถานที่ไร้ผู้คน ร้านรวงรอบกายปิดสนิท ที่สำคัญหิมะตกลงมาแม้ว่าบางเบาเนื่องจากยังเป็เพียงหิมะก่อนฤดู แต่บนตัวเขาขาวโพลนเต็มไปด้วยหิมะเกาะ ยังดีที่ยังสวมเสื้อกันหนาวเกรดกันหิมะสีฟ้าตัวโปรดอยู่เขาใจหายวาบ ก้มหน้าดูนาฬิกา พร้อมอุทานออกมา
“ฉิบหายแล้ว ...นี่มันสามทุ่มครึ่ง ไอ้ป้ายบ้าพวกนี้มันคืออะไรกันแน่ทำให้หลุดไปเกือบหกชั่วโมงเต็ม อย่างนี้ไม่ดีแน่แล้ว คราวหน้าหากเจออีกต้องระวัง”
สิ่งแรกที่ต้องทำในทันที คือออกจากย่านนี้ให้เร็วที่สุด ย่านการค้าของญี่ปุ่นบริเวณกลางเมืองส่วนใหญ่จะไม่มีชุมชน หรือบ้านผู้คนอยู่อาศัย เมื่อถึงเวลาปิดกิจการภายในสิบห้านาทีจะกลายเป็พื้นที่เปลี่ยวร้าง ไร้ผู้คน ไม่ดีกับนักท่องเที่ยวเป็อย่างมากยิ่งเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่ ประกาศตัวออกมาอย่างโจ่งแจ้ง ว่าไม่ใช่คนญี่ปุ่นยิ่งชักนำอันตรายเข้ามาได้ง่าย แม้ว่าปรกติญี่ปุ่นจะเป็ประเทศที่มีความปลอดภัยสูงมากก็ตามแต่สภาพของเขาในตอนนี้ ไม่ต่างอะไรกับการเดินลงบ่อจรเข้ เป็การรนแส่หาที่ชัดๆ
แม้รีบจ้ำเดินไปยังสถานีรถไฟ ที่ห่างออกไปเพียงห้า่ตึก แต่ยังคงสายไปพึ่งผ่านตึกแรก
“แกร๊ก.ๆ.ๆ.”
เสียงรองเท้าที่เดินตัดมาข้างหน้า และกระหนาบมาจากด้านหลัง เสียงเดินนี้ดังออกมาผิดปรกติชายหนุ่มรู้ว่า นี่เป็เสียงเหล็กเกือกม้าที่ตอกติดกับพื้นรองเท้าเพื่อป้องกันการสึกหรอ
นอกจากเสียงเกือกม้ากระทบพื้น เขายังได้ยินเสียงกรุ้งกริ้งราวกับกระดิ่งหมุนขนาดเล็ก เสียงนี้เขาเคยได้ยินมาก่อนนี่เป็เสียงของเสตอร์ที่ใช้ติดหลังรองเท้าพวกคาวบอย คนที่สวมใส่ มีรสนิยมชื่นชอบโลกตะวันตกโดยเฉพาะชื่นชอบชีวิตแบบคาวบอยในภาพยนต์ เสียงที่ดังมีถึงสามโทน แสดงว่า คนที่ดักหน้าดักหลังเขามีจำนวนอย่างน้อยสามคน และพวกมันคงเป็กลุ่มคนคลั่งคาวบอย สามารถอนุมานคาดเดาอาวุธของพวกมันน่าจะเป็แส้ กับมีดดาบ
ก่อนจะสิ้นอาคาร่ตึกนี้ มีคนพุ่งออกมายืนขวางสองคน และเสียงหนักๆดังตามมาด้านหลัง เห็นชายหนุ่มหน้าแหลม ปากคาบบุหรี่มาเดินมาปิดด้านหลังอีกสองคนรวมเป็สี่คนพอดี เสียงเสตอร์จากรองเท้ามีเพียงสามคู่ แต่ผู้ประสงค์ร้ายมีจำนวนสี่คนเขาไม่แน่ใจว่ามีมากกว่านี้หรือไม่ เพราะการทำการค้าโดยไม่ต้องมีต้นทุนนี้ ควรจะมีคนมากกว่านี้จำนวนคนเท่านี้น้อยเกินไปที่จะเป็แก๊งค์ได้
กวาดตามองสภาพรอบข้าง ล้วนเป็แผงร้านขายของเก่าที่ปิดร้านแล้วแต่ยังคงมีแพงวางสินค้าเปล่า ที่ประกอบจากโครงท่อเหล็กวางแนบกับตัวร้าน บนโครงวางไว้ด้วยแผ่นไม้อัดสำหรับวางสินค้าแน่นอนว่ายามนี้บนแผงว่างเปล่า มีไม้กวาดขนแข็งด้ามยาวเกือบสองเมตร วางอยู่บนแผงด้ามหนึ่งสองข้างทางแบ่งช่องว่างเป็ทางเดินกว้างเกือบสามเมตร
โซโลทำท่าเดินหลบเข้าไปที่แผงว่างที่มีไม้กวาด ชายฉกรรจ์ด้านหน้า ขยับไปขวางทางหน้าร้านพึ่งก้าวขาขยับตัวได้ยินเสียงตวาดมาเป็ภาษาญี่ปุ่นยามกะทันหันฟังไม่ออกว่าพวกมันพูดว่าอะไร เขาไม่สนใจสืบเท้าไปได้สองก้าว หนึ่งในสองคนด้านหลังะโใส่เป็ภาษาอังกฤษเสียงดังฟังชัดว่า
“เอาเงินมา...”
แน่นอนว่าในมือของคนทั้งสี่คนตอนนี้มีมีดสั้นขาวเงาวับอยู่ในมือ สองคนด้านหลังในมือซ้ายยังมีแส้ที่ปล่อยความยาวละลงไปถึงพื้นปฏิกิริยาของโซโลคือ มือซ้ายคว้ามุมแผ่นพื้นรองของแผงขายสินค้าที่ทำจากไม้อัดยาวเมตรเศษเขางัดมันปลิวกระเด็นขึ้นใส่สองคนด้านหน้า ตัวขยับถอยหลังไปครึ่งก้าวจากนั้นหมุนตัวหันกลับ พร้อมคว้าไม้กวาดด้ามยาวที่วางทิ้งไว้บนอีกแผงหนึ่งก้าวรุกใส่ฝ่ายตรงข้ามสองก้าวใหญ่ ปลายที่เป็ขนแข็งของไม้กวาดกรีดวาบเข้าใส่หน้าของคนด้านหลังทั้งสอง
“ควับ... ฟลุ๊บ...”
ก่อนที่พวกมันจะเข้าประชิดถึงตัว เขาฟาดซ้าย แทงขวา แน่นอนว่าระยะของไม้กวาดที่ยาวเกือบสองเมตรฟาดเข้าใส่ใบหน้าของคนด้านหลังอย่างแม่นยำประกายแดงวาบจากบุหรี่ที่ถูกแทงด้วยขนไม้กวาดแข็งพวกมันทั้งสองคนตัวงอในทันที ถึงกับทิ้งมีดกับแส้ลงบนพื้น ยกสองมือกุมใบหน้าคาดว่าคงถูกขนแข็งของไม้กวาดแทงเข้าเต็มๆที่ใบหน้า พร้อมเสียงสบถด่าอย่างเ็ปเดือดดาลดังออกมาเป็ภาษาญี่ปุ่น
โซโล ได้ยินเสียงดังโครมด้านหลังคาดว่าแผ่นไม้อัดที่งัดปลิวไปใส่คนด้านหน้า เมื่อครู่คงถูกปัดตกลงพื้นเขาขยับข้อมือวูบ ไม้กวาดถูกดึงและควงดึงกลับทิศทางมาทางขวาพร้อมก้าวเท้าไปด้านข้างร่างบิดวูบครึ่งวงรอบเมื่อปลายของไม้กวาดเคลื่อนที่ไปหนึ่งร้อยแปดสิบองศามันปะทะเข้ากับใบหน้าของคนร้ายคนหนึ่ง
เสียงอุทานอย่างใ ดังพร้อมกับตัวคนที่บิดตัวพลิกไปด้านข้างพร้อมมือซ้ายที่ยกขึ้นกุมหน้า ในขณะที่เงาดำถลันเข้ามาประชิด ชายหนุ่มดึงมือที่ยึดไม้กวาดกลับพร้อมคลายมือเล็กน้อย ด้ามไม้กวาดพุ่งผ่านง่ามมือเข้ามาเกือบหนึ่งเมตร จากนั้นเขาจับด้ามไม้กวาดแน่นแล้วเสือกแทงปลายไม้กวาด ใช้ขนแข็งจู่โจมเข้าส่วนหัวของเงาดำที่พุ่งเข้ามาอย่างแม่นยำ
“ฟุ๊บ...”
เสียงร้องโอดโอยดังกว่าสามเสียงแรก คนสุดท้ายที่พุ่งเข้ามาเอาหน้ารับขนไม้กวาดแข็งเข้าเต็มๆ ท่าทางของมันเ็ปมากกว่าสามคนแรกเสียอีกเนื่องจากแรงปะทะบวก แม้ว่าไม้กวาดแข็งจะมีขนที่ไม่แข็งเท่าไหร่นัก แต่มันทำจากซี่ไม้จำพวกก้านมะพร้าวหรือซี่ไม้รวกแต่หากมันทิ่มเข้าที่ใบหน้า และถูกเข้าที่ลูกตา ผลย่อมร้ายแรงอย่างน้อยสร้างความเ็ปจน หยุดความเคลื่อนไหวได้
เื่อาการาเ็ของคนร้ายชายหนุ่มไม่ใส่ใจอยู่แล้ว อีกฝ่ายมีมีดสั้นที่ไม่อาจเรียกได้ว่าสั้นอยู่ในมือ ใครจะรู้ว่าพวกมันจะทำร้ายเขาได้ขนาดไหนในเมื่อรักจะเป็โจรก็ต้องพร้อมรับความเ็ปจากการตอบโต้ของเ้าทรัพย์แน่นอนเมื่อลงมือแล้ว ย่อมไม่ต้องไว้ไมตรีใดๆ
ด้ามไม้กวาดถูกสะบัดไหลยืดออกไปจนสุดระยะ ก่อนที่จะถูกกำแน่นด้วยสองมือชายหนุ่ม ฟาดด้ามไม้กวาดเข้าใส่พวกมันที่ยังงอตัวอย่างไม่เบามือคนละหนึ่งทีที่กลางหลังอย่างแม่นยำรวดเร็ว เสียงดัง “ตูม ๆ ๆๆ” ดังฟังชัด เขาไม่กลัวว่าจะมีเื่ราวการกระทำนี้เป็การป้องกันตัวอย่างชัดเจน อย่าลืมว่าเขาเป็คนช่างสังเกตุตำแหน่งนี้มีกล้องวงจรปิดติดตั้งอยู่ถึงสามตัว ยามเื่ถึงตำรวจทุกอย่างจะจบลงในทันที ที่ตำรวจเห็นหลักฐาน
ผลคือมันทั้งสี่ร่วงลงไปนอนจุก อยู่บนพื้น ด้วยความเร็วและความแรงของการฟาดอย่างน้อยต้องมีหลังเดาะ กล้ามเนื้อบอบช้ำ
โซโลไม่รอดูผลงาน เขาวิ่งแนบ หนีคนทั้งสี่ที่ล้มลง ในมือยังคงถือไม้กวาดยาวด้ามนั้นติดมือไปหลังจากห่างออกมาได้ร่วมสิบเมตร เขาโยนไม้กวาดนั้นกลับไปบนแผงด้านข้าง ก่อนที่จะใส่เกียร์หมาวิ่งหายไปในสถานีกว่าพวกนักเลงทั้งสี่จะลุกขึ้นมาได้ เขาก็ขึ้นรถไฟจากไปแล้ว
และก็เป็คราวซวยของนักเลงทั้งสี่คน เนื่องจากตำรวจกำลังระดมกำลังเร่งควานหาตัวคนร้ายที่แทงซาโต้อยู่แน่นอนว่าที่จริงควานหาเบาะแสเื่ะเิจำนวนมหาศาล กับมือะเิอยู่เด้วยทันทีที่พวกมันปรากฏตัวประกอบคดี เ้าของท้องที่ ที่จับจ้องกล้องวงจรปิดอยู่ได้รับแจ้งให้เร่งรุดมาควบคุมตัวพวกมันพึ่งจะโงหัวขึ้นมา เดินโซเซไม่กี่ก้าว ก็ถูกตำรวจรวบตัวไปอย่างมึนงงจุดหมายปลายทางแรกคือโรงพยาบาล
ส่วนโซโลนั้น รีบกลับโรงแรมด้วยรถแท๊กซี่ทันทีที่ออกจากสถานีชินจูกุเขาไม่สนใจเื่ว่าพวกมันจะตามมาเจอ เพราะต่อไปเขาจะออกเดินทางและไม่วนกลับมาแถวนี้อีก เขารู้ว่าย่านการปกครองของนักเลงโดยปรกติจะไม่กว้างไกลนัก ยิ่งเป็มหานครที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนจำนวนมหาศาลนักเลงกลุ่มหนึ่งอย่างมากก็ควบคุมพื้นที่ได้ย่านเดียวเท่านั้นเท่าที่ดูจากการแต่งตัวของพวกมัน ไม่น่าจะมาพบที่นอกย่านขายของเก่าได้
แต่เขาไม่รู้ว่า ทันทีที่เขาลงจากรถแท๊กซี่ ด้วยการแต่งตัวที่สะดุดตาเสื้อกันหนาวสีฟ้าสดของเขา ทำให้คนที่ซุ่มดูอยู่ที่เยื้องๆ ทางเข้าโรงแรมพบเห็นในทันที แน่นอนว่ารูปพรรณสันฐาน สอดคล้องกับคนที่ซัดสมุนของแก็งกุหลาบขาวได้รับาเ็
ชายหนุ่มที่ไม่รู้ว่าภัยมาถึงตัว รีบเก็บข้าวของและเข้านอนเขาจองตั๋วรถบัสไป ฮาโกเนะในวันพรุ่งนี้ รถออกจากสถานีชินจูกุเวลา 07:35 โดยปรกติในฤดูหนาว รถโดยสารไปฮาโกเนะ จะมีใน่บ่ายเท่านั้นแต่เนื่องจากเป็่เทศกาลฤดูใบไม้เปลี่ยนสี จึงมีรถเที่ยวพิเศษออกในตอนเช้าเขาโชคดีที่สามารถจองตั๋วโดยสารได้แน่นอนว่านี่เป็การจองตั๋วล่วงหน้ามาจากประเทศไทยตามตารางจะเห็นว่าปรกติจะมีรถวิ่ง่เช้าในเวลา 09:35 เท่านั้นนับว่าเขาโชคดีไม่น้อยที่เดินทางมาใน่ที่เปิด เที่ยวพิเศษ

การเดินทางในญี่ปุ่นนั้นค่อนข้างจะสะดวกสบาย แต่ก็มีข้อยกเว้นโดยเฉพาะการโดยสารรถบัสเดินทางระหว่างเมืองในญี่ปุ่นที่ไม่มีระบบจองล่วงหน้าหรือเรียกง่ายๆว่า Local Bus สาเหตุเนื่องจากสภาพภูมิอากาศที่มืดค่ำอย่างรวดเร็วในบาง่เวลา ตารางเดินรถจะถูกเปลี่ยนแปลง ตัดลดลงโดยที่นักเดินทางทั่วไปอาจไม่รู้
ชายหนุ่มมีประสบการณ์ตรง ในการใช้รถโดยสารระหว่างเมือง ในขณะที่เดินทางไปท่องเที่ยวต่างเมืองแต่พักอยู่อีกที่เมืองหนึ่งคาดหมายว่าจะสามารถเดินทางกลับที่พักที่อยู่ห่างออกไปราวหกสิบกิโลเมตรได้ด้วยรถบัส หลังจากศึกษามาเป็อย่างดี พวกเขากำหนดเวลา้าขึ้นรถบัสเที่ยว 17:00นาฬิกาตรง
ตามข้อมูลรถเมล์สายนี้ออกทุกๆครึ่งชั่วโมง ซึ่งในตารางแจ้งว่ารถสายนี้หมดเวลา 18:00 นาฬิกาตรง นั้นคือหลังจากเวลาที่กำหนดตามแผนยังมีรถอีกถึงสองเที่ยวดังนั้นเขาจึงวางใจอย่างยิ่งว่าไม่มีทางพลาดรถบัสอย่างแน่นอน
แต่พอไปถึงสถานีรถบัสประจำเมือง ปรากฏว่าใน่เดือน พฤศจิกายนจนถึงเดือนมีนาคม รถบัสเที่ยวสุดท้ายที่ออกวิ่งคือเที่ยว 16:30 หายไปถึงสามเที่ยว และที่น่าเจ็บใจที่สุดคือ รถบัสเที่ยวสุดท้ายนั้นจอดที่ป้ายรถเมล์ที่เขาเดินผ่านด้วยซ้ำ แต่เพื่อที่จะมาขึ้นที่ต้นทางพวกเขาจึงละเลยไปในตอนนั้นเห็นรถบัสแล้วยังเรียกให้เพื่อนดูว่านี่ไง สายนี้แหละที่เราจะต้องขึ้นกลับที่พัก
แต่ต้องมาใเมื่อเดินทางมาถึงที่สถานี รถบัสของวันนี้หมดแล้ว! ทำเอาต้องแก้ไขปัญหากันยกใหญ่ เนื่องจากไม่มีการหาข้อมูลสำรองเพื่อฉุกเฉินเอาไว้เลย
หลังจากเดินไปปรึกษาเ้าหน้าที่สาวที่ศูนย์ให้บริการนักท่องเที่ยวในสถานีรถบัสประจำเมืองมีเพียงการโดยสารรถไฟซึ่งนอกจากต้องนั่งอ้อมโลกไปหลายต่อแล้ว ค่าใช้จ่ายยังแพงมากกว่านั่งแท๊กซี่ข้ามเมืองเสียอีกแต่ประเด็นที่สำคัญคือ หารถแท๊กซี่ยากมาก
เนื่องจากคนขับแท๊กซี่ส่วนใหญ่ ล้วนอยู่อาศัยภายในเมืองต้นทาง หากไปส่งผู้โดยสารนั่นหมายความว่าเขาต้องตีรถเปล่ากลับเพียงลำพัง ทั้งไม่คุ้มค่าใช้จ่ายและอันตรายอย่าลืมว่าเส้นทางถนนในญี่ปุ่นส่วนใหญ่เป็ทางเขา และประการที่สำคัญท้องฟ้ามืดแล้วคนขับแท๊กซี่ญี่ปุ่นยังถูกจำกัดชั่วโมงและเวลาในการอีกขับรถอีกด้วย
เช้าวันรุ่งขึ้นโซโล เช็คเอาท์แต่เช้า เนื่องจากรถออกเจ็ดนาฬิกาครึ่งเข้าต้องเดินทางให้ถึงสถานีชิจูกุ ก่อนเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมง ส่วนกระเป่าใหญ่เขาเลือกใช้บริการแมวดำ ฝากส่งไปที่โรงแรมแน่นอนว่ากระเป๋ารับประกันส่งถึงภายในครึ่งวันที่โรงแรมปลายทางที่เขาจองและระบุเอาไว้ นับว่าสะดวกสบายทีเดียวเขาออกเดินทางพร้อมกระเป๋าใส่โน๊ตบุ๊คตัวใหม่เพียงใบเดียวหลังจากใช้บริการรถโรงแรม มาถึงสถานีชินจูกุแล้ว ตรวจสอบเวลา
พบว่ามาถึงก่อนเวลาราวหนึ่งชั่วโมงเขาตัดสินใจออกเดินหาอาหารเช้ารองท้องก่อนเดินทาง แต่ร้านค้าแผงลอยนอกสถานีย่านนี้ส่วนใหญ่จะมาขายในตอนเย็น เพราะเป็ย่านกึ่งราตรี หลังจากวนหาอยู่ครู่หนึ่งในที่สุดต้องใช้บริการร้านสะดวกซื้อ เซเว่นอีเลเฟ่นเขาซื้อเสบียงแห้งพวกขนมปังสามสี่ชิ้นและน้ำดื่มขนาด หกร้อยซีซี หลังจากชำระเงินเตรียมกินมื้อเช้าในร้านเซเว่นนั่นเอง
ร้านสะดวกซื้อที่ญี่ปุ่นต่างจากที่อื่นในโลกพอสมควร โดยเฉพาะสองเื่เื่แรกในร้านมักจะมีที่นั่งสามสี่ที่เอาไว้ให้ลูกค้านั่งกินอาหารที่ชำระเงินแล้วเื่ที่สองในร้านจะมีห้องน้ำไว้ให้บริการลูกค้าด้วยหลังจากเก็บของที่ไม่ได้กินในทันที อย่างพวกขนมปังและน้ำเข้ากระเป๋านำขึ้นหลังแล้วเขาถือกล่องมาม่าญี่ปุ่น ที่มีสารพัดเครื่องราคาประมาณแปดสิบบาทไทยเดินไปเติมน้ำร้อนที่ทางร้านเตรียมไว้ให้ บะหมี่ยี่ห้อนี้ มีน้ำซอสเป็พริกคล้ายซอสน้ำสุกี้ ซองใหญ่พอสมควร เขาถือบะหมี่ด้วยมือซ้าย เดินกลับมาที่นั่งรับประทาน
ยังไม่ทันนั่งลง ชายฉกรรจ์หน้าเหี้ยมบอกยี่ห้อสองคน ปราดเข้ามาประชิด พวกมันแต่งตัวเนี๊ยบมากปราดแรกที่เห็นคือสูทสีดำสนิท บนปกเสื้อปักไปด้วยดอกกุหลาบขาวดอกหนึ่งระยะห่างเพียงหนึ่งเมตร ซ้ายขวา มันมองหน้าเขาหน้าตาเ็าในมือคนด้านซ้ายถือมีดสั้นยกแขนท่อนล่างขึ้นมาครึ่งหนึ่งปลายมีดห่างจากตัวเขาไม่เกินสิบเิเ!
“บัดซบ นี่มันเื่อะไรกัน” ทำไมซวยซ้ำซวยซ้อนขนาดนี้ั้แ่เดินทางเข้าญี่ปุ่นมีเื่ราวเกือบทุกวัน โซโลลอบด่า ความซวยของตนเอง
ไม่รอให้เกิดคำสนทนา เขาไม่รู้ว่าพวกมันมีวัตถุประสงค์อะไรแต่การชักมีดออกมาจ่อนี้ เป็เื่ที่เขารับไม่ได้ตวาดสั้นๆคำหนึ่งแล้วขยับตัวอย่างว่องไว
“พรวด...”
ชายหนุ่มก้าวเฉียงเบี่ยงขวาหนึ่งก้าวหลบปลายมีดแล้วเบียดซ้ายหมุนตัวเข้าประชิดตัวมือมีดในพริบตา ใน่ที่หมุนตัว ม่าม่าที่พึงใส่น้ำร้อนมาไม่ถึงสิบวินาทีสาดพรวดเข้าหน้าของสุภาพบุรษทรชนในชุดสูทด้านขวา ในพริบตานั้น ตัวของเขาเข้าไปอยู่ในอ้อมอกของมือมีดด้านซ้ายจากนั้นเสียงดังชัด
“พลั๊ว” พร้อมกับการหมุนตัวศอกขวาตวัดกลับเข้าปลายคางของมือมีดอย่างแม่นยำ มันหลับทันทีที่กลางอากาศพร้อมเสียงแผดร้องอย่างโหยหวนของ คนที่ถูกสาดน้ำร้อนเข้าใส่หน้า แสดงให้เห็นว่าเขาเคลื่อนไหวรวดเร็วเพียงใดร่างของโซโลสะบัดวูบ ปลายเท้าพาดเข้าที่ปลายคางของอีกฝ่ายที่บัดนี้มองไม่เห็นอะไรเพราะยกมือปิดใบหน้าเอาไว้อย่างเ็ป
“โครม โครม เคร้ง”
เสียงดังมาจากร่างของชายฉกรรจ์สองคนที่หลับพล่อยกลางอากาศร่วงลงพื้นพร้อมเสียงมีดสั้น ตกลงเสียงดัง จากนั้นมีเสียงหวีดร้องของพนักงานสาวที่ประจำเคาท์เตอร์คิดเงินและอีกคนที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดสินค้าอยู่ทั้งสองคนใเพราะเห็นคนร่วงลงไปนอนกับพื้น และเห็นมีดยาวหกนิ้วตกลงออกมา
ชายหนุ่มส่ายหัวพูดเสียงดัง “Call Police Please”
ราวกับอยู่ในภาพยนต์ ไม่ถึงสามอึดใจรถตำรวจพุ่งปราดมาจอดที่หน้าร้าน แหมทันใจจริงๆ! ตำรวจห้านายพุ่งเข้ามาลากตัวคนร้ายทั้งสองออกไปอย่างรวดเร็วมีนายตำรวจหน้าตาดุดัน ดูจากเครื่องหมายแสดงว่าเป็ผู้กองคนหนึ่งเขาไม่สนใจชายหนุ่ม แต่ปราดเข้าไปสอบปากคำพนักงานสาวทั้งสองคน และขอเชื่อมต่อกับกล้องวงจรปิด
โซโลถอนใจ นี่เขาจะต้องตกรถเมล์อีกแล้วหรือ นี่มันเื่บัดซบอะไรถึงดาหน้าเข้ามาทำให้เขาเดือดร้อนขนาดนี้ พนักงานสาวให้ข้อมูลอย่างรวดเร็วนายตำรวจคนนั้น ผู้กองอิบูกิ กดโทรศัพท์มือถืออย่างรวดเร็ว หลังจากดูแล้วพยักหน้ายื่นมือถือให้กับนายทหารคนหนึ่งที่เดินเข้ามาทีหลัง
เขาดูอยู่ไม่นาน ก็หันมาทักทายโซโล นายทหารญี่ปุ่นคนนี้คือ ผู้กองโยชิดะที่เคยอยู่เมืองไทยมาก่อนนั่นเอง เขายกหน้ามือถือให้ดูนี่เป็ภาพวีดิโอของกล้องวงจรปิดในร้าน มุมของกล้องมองเห็นชัดเจนเล่นย้อนหลังั้แ่ ชายฉกรรจ์ทั้งสองคนเข้ามาพร้อมมีดจากนั้นทุกอย่างจบลงอย่างรวดเร็ว ผู้กองโยชิดะถาม
“ดูเหมือนคุณกำลังจะตกรถบัส เชิญคุณออกเดินทางได้เลยเื่ราวทางนี้เดี๋ยวผมจัดการให้ พวกเรารู้ว่าคุณจะเข้าพักที่ไหน ไม่ต้องวิตกเที่ยวให้สบายใจ”
ท่าทางของเขาแสดงว่ารู้ทุกเื่ที่เกิดขึ้นกับเขาใน่สองสามวันที่ผ่านมา
โซโลส่ายหัวขอบคุณเบาๆ แล้วรีบไปที่ชั้นขายอาหารแช่เย็นเนื่องเพราะไม่มีทางกินมาม่าได้ทัน เลยซื้อข้าวปั้นขนาดใหญ่ กับแซนด์วิสแซลม่อนไปกินบนรถแทน
พอร่างของชายหนุ่มออกจากร้านไป ผู้กองอิบูกิ ปราดเข้ามา
“นี่มันไม่ธรรมดาแล้วนะ ไอ้สองคนนี้ผมรู้จักดี มีคดีติดตัวหลายคดี พวกมันเป็ยูยิดสูสายน้ำตาลหกดั้งเชียวนาคิดไม่ถึงว่าจะถูกโจมตีด้วย มาม่ากับศอกกลับ ตกลงไอ้หมอนี่เป็ใครกันแน่”
ผู้กองโยชิดะยิ้มเย็น มองตามหลังเขาไป
“ยูยิดสูรึ มันไร้ผลกับมวยไทย โดยเฉพาะกับคนที่สามารถใช้ทุกอย่างเป็อาวุธผู้กอง คุณเคยคิดบ้างไหมว่า คุณสามารถใช้ไม้กวาดขนแข็ง กับน้ำร้อนในกระป๋องมาม่าโค่นคู่ต่อสู้ได้หึๆๆๆ ยิ่งมายิ่งสนุกสนาน หวังว่าคุณคงจะพอใจกับเพื่อนร่วมทาง ที่ผมส่งไปนะ...”
โซโลเดินไปอีกสามร้อยเมตร เขามาขึ้นรถตามเวลาได้ทันระหว่างที่รอผู้โดยสารคนอื่นจนเกือบจะเต็มคันรถนั้น เขาที่นั่งด้านขวาแถวที่สี่ติดริมหน้าต่างเตรียมที่จะกินแซนดิวิสเพราะเกรงใจที่นั่งข้างๆ ที่ยังไม่ขึ้นมา ทีแรกคิดว่าไม่มีคนแล้วแต่ก็ต้องชะงักกึกเมื่อจู่ๆ รู้สึกว่ามีคนตัวโตเดินขึ้นมาแล้วนั่งโครมลงที่ว่างด้านข้างเขาหันหน้าไปมอง
ทั้งคนที่มาใหม่ที่พึ่งขึ้นมาและคนเก่าที่นั่งอยู่แล้ว มองหน้ากัน ชะงักนิ่งไปชั่วครู่ก่อนที่ชายฉกรรจ์ร่างโตที่เป็ชาวตะวันตก จะกัดริมฝีปากเค้นเสียงออกมา “ชิท... นี่แกเองรึ”
โซโลไม่พูดอะไรออกมา แต่สบถออกมาในใจ
“เวรเอ๋ย ไอ้หมีควายตัวนี้ ไปไหนไม่ไป เสือกจะไปฮาโกเนะด้วยแล้วเสือกมานั่งข้างๆ อะไรมันจะดวงซวยขนาดนี้ว่ะเนี่ย...”
ฝรั่งร่างั์ ที่พึ่งขึ้นมานั่งคือ โรเบิตร์ ทหารร่างั์ที่ถูกชายหนุ่มเตะกลับหลัง สลบไปนั่นเอง เื่มันจะซวยซ้ำซวยซ้อนไปถึงไหนแทนที่จะได้เที่ยวอย่างสบายใจ ต้องมานั่งระแวงมันอีก ชายหนุ่มตั้งใจในทันทีว่าเมื่อไปถึงจุดหมายสิ่งแรกที่เขาจะทำก็คือ หาวัดทำบุญล้างซวย!