การลงมือของปีศาจโลหิตเบเฮมอทที่เต็มไปด้วยความหยิ่งทะนงและอหังการ์เหนือผู้อื่นนั้น มันไม่ได้เพียงแค่ทำลายเวทย์มนตร์ัโบราณของโอดินในพริบตาเดียว แต่กลับจุดประกายความคิดบางอย่างขึ้นภายในหัวของโอดินทันที
ั์ตาสีเงินที่เคยสงบนิ่งบัดนี้สว่างวาบขึ้นมาเป็ริ้วแสงสะท้อนที่แสดงถึงห้วงอารมณ์อันเคร่งเครียด
เขาไม่หลับตา ไม่ขยับตัว เพียงแค่ปล่อยให้สายตาเยือกเย็นจับจ้องไปยังร่างั์เบื้องหน้า
พร้อมกับวิเคราะห์ถึงระดับพลังอันมหาศาลที่อยู่ในร่างของอีกฝ่ายอย่างแเี
“ฮ่าฮ่าฮ่า! ถูกต้องแล้ว! ไอ้เด็กน้อยที่กล้าเรียกตนเองว่าเป็จักรพรรดิหมื่นเผ่าพันธุ์น่ะ สำหรับพวกข้าแล้ว มันไม่อยู่ในสายตาเลยว้อย!”
“ช่างไร้สาระจริงๆ เป็แค่ผู้วิวัฒน์ระดับ 10 ขั้น 1 กลับกล้าเรียกตนเองว่าผู้อยู่จุดสูงสุด ฮึ!”
วาจาดูแคลนนั้นดังกึกก้อง
ขณะร่างอันมหึมาของเบเฮมอทกระโจนลงมาสู่ซากที่พังทลาย จนแผ่นดินแตกแยกกลายเป็หลุมลึกหลายร้อยเมตร ฝุ่นและสะเก็ดหินฟุ้งกระจายขึ้นสู่ฟ้า รอยร้าวแผ่กระจายออกไปราวกับใยแมงมุม มันยืนอยู่กลางหลุมราวกับจักรพรรดิแห่งการกวาดล้าง
แต่ก่อนที่กลิ่นอายแห่งการฆ่าฟันจะขยายตัวมากไปกว่านี้ จู่ๆก็มีเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นกลางอากาศ
เขาคือชายหนุ่มรูปร่างโปร่งระหง ผมสีเงินยาวระย้า ใบหน้าหล่อเหลาเยือกเย็นราวกับภาพวาดของเซียนยุทธผู้สง่างาม เสื้อคลุมสีขาวปลิวไสวไร้ร่องรอยของฝุ่นผง บนแผ่นหลังของเขานั้นมีสัญลักษณ์รูปเสี้ยวจันทร์สลักสว่างอยู่ดั่งเครื่องประดับชิ้นใหญ่ที่สะท้อนแสงเงาจากพลังจักรวาล
พอมาถึงตัวของเขาก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอันหยอกเย้า
“พูดบ้าอะไรของเ้าน่ะ เบเฮมอท เด็กคนนี้ไม่ได้อยากมีสมญานามนั้นซักหน่อย! เขาถูกเรียกขานโดยพวกเผ่าพันธุ์ที่อ่อนแอกว่ามาก มันก็ไม่แปลกหรอก เพราะพวกเราส่วนใหญ่ในอดีตไม่เคยที่จะลงมือหรือสำแดงพลัง”
“ว่าแต่ที่รักนี่ช่างหลงใหลจริงๆ ถึงขั้นใช้เวทย์มนตร์ัโบราณได้ด้วยนะ”
คำว่าที่รักของมันทำให้โอดินขมวดคิ้ว ั์ตาของเขากระตุกเล็กน้อย ในหัวของเขายิ่งเต็มไปด้วยคำถามและความระแวดระวัง
เพราะพลังจากชายหนุ่มผู้นี้หาใช่พลังสามัญธรรมดา เต็มไปด้วยแรงกดดันที่แม้แต่ลมยังสะกดนิ่ง
กระทั่งในพริบตาเดียวที่เสียงจางหายไป อาณาเขตโดยรอบก็สั่นะเืพร้อมกับการปรากฏตัวของตัวตนที่ยิ่งใหญ่มากมายนับไม่ถ้วน พลังงานที่แฝงไว้ในมิติหลายชั้นทะลักออกมาไม่หยุด
โอดินล่องลอยอยู่กลางอากาศกลางวงล้อมของเหล่าผู้ยิ่งใหญ่ ั์ตาของเขากวาดมองทุกทิศทุกทางอย่างประหลาด
“พวกเ้า.. ข้าเคยได้ยินถึงตำนานมากมายที่ถูกบันทึกเอาไว้ในดินแดนทรินิตี้เซเว่น”
“เพราะข้าเองก็เป็คนชอบศึกษาประวัติศาสตร์ รวมถึงการทดลองอะไรหลายๆอย่าง จึงทำให้ข้าได้รับรู้ถึงบางสิ่งที่ควรไม่รู้!”
ขณะที่กล่าว โอดินก็หลุบตาลงเล็กน้อยราวกับกำลังนึกถึงคำจารึกโบราณ แล้วจึงกล่าวต่ออย่างชัดถ้อยชัดคำ
“ปีศาจโลหิตเบเฮมอท มารโลหิตจันทรา เทพเหนือาโซดิแอ็ก ัดำเนบราไซออส เทวะสิงขรธรณี ัเทพอัคคีซูเรนอส เทพมรณะอาธูร์ ัาโซลดราซาร์ อสูรแห่งความกลืนกิน เทพพฤกษ์อาเมเทียร์ เทพจักรพรรดิอาร์กานอส.. ”
“พวกเ้าทั้งหมด ถือได้ว่าเป็ผู้วิวัฒน์ระดับ 10 ขั้นสูง อาจเป็ระดับ 7 หรือ 8 จุดสูงส่งของการวิวัฒน์ ผู้ที่กำลังจะบรรลุไปเป็เทพเ้า!”
แววตาของชายหนุ่มเริ่มเปล่งแสงเข้มขึ้น พลางเอ่ยอย่างสงสัย
“แล้วมีจุดประสงค์อะไรถึงได้ทำการทำลายล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งหมด?”
“ทั้งๆที่พวกมันเองก็อ่อนแอจนเทียบไม่ได้กับเผ่าพันธุ์ใต้อาณัติของพวกเ้าเลยสักนิด?”
คำถามนั้นไม่ใช่เพียงแค่ถามออกไปอย่างไร้เหตุผล เพราะในคำพูดของเขาไม่มีแม้แต่ร่องรอยของความหวาดกลัวต่อความตาย ไม่ได้มีแม้แต่การสั่นไหวในน้ำเสียงหรือแววตา มีเพียงความนิ่งสงบ ความเข้าใจ และความจริงใจ
พวกมันเมื่อได้ยินคำถามดังกล่าวก็แสดงท่าทางอันประหลาดใจออกมา แววตาหลายคู่สอดประสานมองหน้ากันเหมือนกำลังมึนงง
“เ้านี่.. ไม่กลัวตายเลยเหรอ?”
ในเวลานั้นร่างแดงเพลิงของัเทพอัคคีซูเรนอสก็เคลื่อนตัวออกมาด้านหน้าอย่างสง่าผ่าเผย
เกล็ดสีเพลิงของมันส่องสว่างสั่นระริกพร้อมกับเปลวไฟที่ลุกโชนรอบร่าง อุณหภูมิสูงถึงระดับที่ทำให้พื้นผิวบิดเบี้ยวราวกับภาพลวงตา สองดวงตาสีทองเข้มจ้องมองมายังร่างอันเล็กจ้อยของโอดินอย่างแน่วแน่ ก่อนที่มันจะเอ่ยคำพูดด้วยเสียงต่ำอันทรงพลัง
“ในเื่นี้.. ให้ท่านผู้นั้นบอกกับเ้าเองละกัน โอดิน”
คำพูดนั้นไม่ใช่แค่คำตอบ แต่มันคือจุดเริ่มต้นของปริศนาที่ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งใด
นามของท่านผู้นั้นที่แม้แต่ตัวตนระดับจักรพรรดิยังมิกล้าเอ่ยนาม คือผู้ที่แม้แต่โอดินก็ไม่อาจคาดเดาได้ว่าคือใคร
และเพราะประโยคนั้นเอง มิติทั้งหลายก็เริ่มสั่นไหวพร้อมเปิดทางให้กับการปรากฏตัวของตัวตนที่เหนือความเข้าใจ ผู้ซึ่งอยู่เหนือทุกสรรพสิ่งที่โอดินเคยพบเจอ ผู้ที่อยู่เหนือกระทั่งแม้แต่ตำนาน