การเลือกยุทธวิธีเช่นนี้แสดงชัด นักพรตเฉินซื่อเชื่อมั่นในพลังลมปราณแห่งสำนักตนยิ่ง!
ฟางเสวี่ยเฟยกล่าวอย่างเสียใจ
“ตอนนั้นข้าพ...”
อี่ไป๋เฮ่อรีบชิงสอดขึ้น มันไม่ต้องการให้ฟางเสวี่ยเฟย พะวงกับการสนทนา
“น้องเสวี่ยเฟยเจ้ามิต้องเสียใจ...ครั้งนั้นเจ้ามิได้ผิดท่านนักพรต...มาถึงวันนี้ ข้าพเจ้าขอกล่าวอย่างตรงไปตรงมา...พ่ายแพ้คือพ่ายแพ้ไม่ว่าใช้กลยุทธ์หรือพลังฝีมือ มีที่ใดแตกต่างกัน น้องเสวี่ยเฟยใช้ปมเด่นของตนเอาชัยปมด้อยของพวกท่านนับว่าถูกต้อง
“ในเวลานั้น ลำพังพลังฝีมือของท่าน หรือศิษย์พี่ของท่านเพียงคนเดียวหากประลองกับน้องเสวี่ยเฟย ย่อมสามารถชนะได้อย่างแน่นอนข้อนี้พวกเราทั้งสี่คนย่อมรู้ดี หากขึ้นเขาอู่ตัง แล้วขอประลองกับสองเซียนเทิดฟ้าเท่ากับหาเรื่องขายหน้าให้ตนเอง ผู้ใดจะกระทำเช่นนั้นเล่า เมื่อคิดขึ้นเขาอู่ตังพวกเราย่อมต้องค้นคิดวิธีการ เพื่อให้ได้ชัยชนะต่อพวกท่าน”
อี่ไป๋เฮ่อน้ำเสียงยิ่งกล่าว ยิ่งหนักแน่นกังวานเนื่องเพราะมันเชื่อมั่นว่า การขึ้นเขาอู่ตังเมื่อแปดปีก่อนพวกมันมิได้กระทำสิ่งใดผิด การที่ฟางเสวี่ยเฟยชนะ ค่ายกระบี่เจ็ดดาวได้ยิ่งเป็นความสามารถอันแท้จริง
“ค่ายกระบี่ใด ๆ จะเปล่งอานุภาพได้ คำว่า ‘สอดคล้องกลมกลืน’ต้องมาอันดับแรก พวกท่านเจ็ดศิษย์พี่น้อง แม้พลังฝีมือสูงเยี่ยมแต่ท่านกับศิษย์พี่ มีพลังฝีมือเหนือกว่า ศิษย์น้องอีกห้าคนมากเกินไปหากพวกท่านแสดงฝีมืออย่างเต็มที่ ย่อมส่งเสริมอานุภาพให้ค่ายกระบี่
“ทว่าพวกท่านก็รู้ดีว่าถ้าทำเช่นนั้น ด้วยความแตกต่างของพลังฝีมือจะทำให้เกิดช่องว่างในค่ายกระบี่ ณ ตำแหน่งที่เหล่าศิษย์น้องของท่านประจำอยู่พวกท่านย่อมคิดอุดช่องว่างนี้ ยามใช้ค่ายกระบี่ พวกท่านสองคนจึงกดพลังลมปราณของตนลงให้สอดคล้องกับศิษย์น้องอีกห้าคน เช่นนั้นย่อมมิต่างจาก ถูกมัดแขนไว้ข้างหนึ่ง...”
นักพรตเฉินซื่อกล่าวอย่างเย็นชา
“ถูกต้อง! ดังนั้นทุกฝ่ามือของคุณชายฟางจึงพุ่งจู่โจมมาที่เรากับศิษย์พี่เท่านั้น พวกเรายังเข้าใจว่าคุณชายฟางทระนงตนต้องการทำลายค่ายกลกระบี่ โดยมุ่งเอาชัยเหนือเรากับศิษย์พี่ ตอนนั้นเราคิดว่าชายหนุ่มผู้นี้ช่างโง่เขลานัก เรากับศิษย์พี่มีฝีมือสูงเยี่ยมแทนที่จะเลือกจู่โจมผู้อื่น กลับมุ่งแต่จะหักหาญ พลังภายในกับเราสองคน...”
“กว่าพวกท่านจะรู้ตัว ก็มิทันกาลแล้ว...”
“ใช่...ยิ่งต่อสู้ ยิ่งรู้สึกว่าเรากับศิษย์พี่มิอาจต้านพลังฝ่ามือของคุณชายฟางได้ นั่นเพราะหากเราใช้ลมปราณหักหาญเอาชัยศิษย์น้องที่เหลือ ย่อมไม่อาจโคจรลมปราณ ให้เทียบเท่าเรากับศิษย์พี่ได้เช่นนั้นรูปขบวนเจ็ดดาว ย่อมสูญเสียสมดุลไป
“จังหวะนั้นหากเป็นผู้อื่น ย่อมไม่อาจฉกฉวยจู่โจมได้แต่ฝ่ามือลมปราณซ่อนกระบี่ ท่วงท่าล้วนอยู่เหนือการคาดหมายหากคุณชายฟางสามารถฉวยโอกาส เปลี่ยนทิศทางฝ่ามือ ฟาดใส่ศิษย์น้องของเราผู้ใด เฮอะถ้ากระทำสำเร็จ ค่ายกระบี่เจ็ดดาวจะสลายลงโดยพลัน...”
“พวกท่านเลือกรักษาค่ายกระบี่ไว้ เนื่องเพราะเชื่อมั่นในรูปขบวนเจ็ดดาวอย่างยิ่งจึงยอมรับฝ่ามือของน้องเสวี่ยเฟยอย่างหักโหม...แต่สุดท้าย...”
“สุดท้ายกระบี่ของศิษย์พี่ ไม่อาจต้านความกล้าแข็งของฝ่ามือลมปราณซ่อนกระบี่ได้! เรารับประกัน เหตุการณ์เช่นครั้งก่อนไม่มีทางเกิดขึ้นอีกเด็ดขาด!”
สิ้นประโยค นักพรตเฉินซื่อชักกระบี่ออกจากฝักแล้ว!
ทว่าในช่วงพริบตานั้นเอง ฟางเสวี่ยเฟยก็วาดฝ่ามือทั้งสองข้างซัดไปเบื้องหน้าอย่างหักโหม ลมปราณกล้าแข็งแผ่พุ่ง ตรงเข้าซัดจู่โจมใส่นักพรตเฉินซื่ออย่างรุนแรง!
กระบี่พอหลุดจากฝัก ยังมิอาจก่อเกิดกระบวนท่า ลมปราณมหาศาลจากพลังฝ่ามือครอบคลุมทั่วร่างนักพรตเฉินซื่อแล้ว “เยี่ยมมาก!” นักพรตร้องชมพลางปาดฝักกระบี่ขึ้นด้านบน ขณะที่กระบี่ในมืออีกข้างปาดลงล่างสลายลมปราณซึ่งครอบคลุมทั่วร่างในทันที
ฟางเสวี่ยเฟยพลิ้วร่างเข้าประชิด ฟาดฝ่ามือออกชิงเป็นฝ่ายรุกเงาฝ่ามือพร่างพราย ครอบคลุมจุดสำคัญบนร่างนักพรตผู้นั้นทุกฝ่ามือล้วนเป็นลีลาแท้จริง! ไม่มีกระบวนท่าหลอกล่อแม้แต่ลีลาเดียว!
แม้ดูภายนอกไร้ซึ่งความพิสดาร ทว่าในทุกลีลาแฝงพลังลมปราณกร้าวแกร่งหนักหน่วง หากโดนฟาดสักหนึ่งฝ่ามือ แม้เป็นสองเซียนเทิดฟ้า ก็ยากจะประคองตัวต่อสู้สืบไปทั้งมีกระบวนท่าต่อเนื่องตามติด มากมายมิขาดสาย ไม่ยอมเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายมีจังหวะตั้งตัวตีโต้กลับได้
นักพรตเฉินซื่อวาดลีลา กระบี่ไท่จี๋อย่างรัดกุม มิคาดว่าฝ่ายตรงข้ามจะยังมีลมปราณแท้กล้าแข็งเพียงนี้ เมื่อครู่มันใช้ลมปราณ ผสานเพลงกระบี่ไท่จี๋สร้างสภาวะกดดันคุกคาม กระทั่งฟางเสวี่ยเฟยไม่อาจ ใช้ฝ่ามือลมปราณซ่อนกระบี่
คิดมิถึงฝ่ายตรงข้ามกลับอาศัยจังหวะ ยามกระบี่ของมันหลุดจากฝักลมปราณไม่ราบรื่นเพียงเล็กน้อย แม้เป็นวิชากระบี่ไท่จี๋จะอย่างไรยามกระบี่หลุดจากฝัก ลมปราณย่อมต้องกร้าวแกร่ง กระด้างกว่าเดิมครู่หนึ่งฟางเสวี่ยเฟยฉวยจังหวะนั้น ใช้พลังฝ่ามือทะลวงฝ่าม่านลมปราณ ของมันออกมาได้
เจ็ดปี...พลังฝีมือบุรุษผู้นี้ ก้าวหน้าขึ้นเพียงนี้แล้ว!
นักพรตเฉินซื่อกลับสบอารมณ์ยิ่ง มันมุ่งมั่นเก็บตัวฝึกวิชามิสนใจเรื่องใดเจ็ดปีเต็ม วันนี้จึงพบคู่มือที่ทัดเทียม ยิ่งวาดลีลากระบี่ยิ่งคึกคักอักโข
เงากระบี่ก่อเกิดเป็นรูปวงกลม วงแล้ววงเล่าครอบคลุมทั่วร่างฟางเสวี่ยเฟยดุจใยไหมคิดใช้ลมปราณหยุ่นเยียบแห่งกระบี่ไท่จี๋ผูกรัดมิให้บุรุษหนุ่มสามารถใช้พลังฝ่ามือได้ดั่งใจ
ทว่าฝ่ามือลมปราณซ่อนกระบี่ ยิ่งใช้ออกยิ่งแสดงให้เห็นความเลอเลิศเงาฝ่ามือพร่างพราย มิยิ่งหย่อนกว่าเงากระบี่ พลังฝ่ามือบ้างคมกริบ บ้างหนักหน่วงใช้ทั้งตัดเฉือน ทั้งกระแทก สลายวงกลมอากาศ อันเกิดจากพลังกระบี่ฝ่ายตรงข้าม
ทีแรกดูเหมือนต้องใช้แรงหนักหน่วงยิ่ง จึงสามารถสลายวงกลมแต่ละวงได้แต่ยิ่งเนิ่นนานคล้ายยิ่งมีเปรียบ ตอนนี้เพียงปาดฝ่ามือวาดลีลาก็สามารถสลายลมปราณกระบี่ได้แล้ว
นักพรตเฉินซื่อเห็นเช่นนั้น รีบปรับเปลี่ยนเพลงกระบี่หันมาใช้เพลงกระบี่อู่ตัง ซึ่งเน้นใช้ความกล้าแข็งของลมปราณ หมายเอาชัยโดยการปะทะลมปราณอย่างหักโหม!
นี่กลับเป็นโอกาสซึ่งฟางเสวี่ยเฟยกำลังรอคอย
เพลงกระบี่ไท่จี๋เน้นพลังลมปราณหยุ่นเยียบตั้งรับมากกว่าการรุก ฝ่ายตรงข้ามยิ่งเข้มแข็ง พลังไท่จี๋ยิ่งล้ำลึกตามกระแสลมปราณสามารถใช้ออก โดยไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งนานยิ่งกดดันจนฝ่ายตรงข้ามมิอาจใช้พลังลมปราณของตนเข้าต้านรับได้ หากประลองกันด้วยวิธีนี้ ในที่สุดพลังการฝึกปรือของฟางเสวี่ยเฟยไหนเลยเทียบนักพรตผู้นี้ได้ ต้องพ่ายแพ้แน่นอน
ดังนั้นเมื่อเริ่มต้นวาดลีลาฝ่ามือ ฟางเสวี่ยเฟยจึงรีบใช้กระบวนท่ารุกรุนแรงฉับไวตั้งแต่แรก ทั้งยังโคจรลมปราณเร่งเร้า พลังฝ่ามือหนักหน่วงขึ้นเรื่อย ๆ
มันต้องการกระตุ้น ความคิดเอาชนะของนักพรตผู้นี้จุดมุ่งหมายก็เพื่อให้นักพรต ปรับเปลี่ยนมาใช้วิธีปะทะลมปราณอย่างหักโหมด้วยวิธีนี้มิแน่นักว่า พลังฝ่ามือของมันจะด้อยกว่า
นักพรตเฉินซื่อปรับเปลี่ยน เพลงกระบี่ตามจริง ๆฟางเสวี่ยเฟยย่อมไม่ยอมละทิ้งโอกาสนี้
มันรวมลมปราณทั้งหมดเป็นจุดเดียว ฟาดฝ่ามือจู่โจมทันที!
พลังฝ่ามือหนักหน่วง เปี่ยมลมปราณ พุ่งลิ่วเข้าปะทะ ลมปราณกระบี่ของนักพรตเฉินซื่ออย่างหักโหม!
มิคาด! ขณะลมปราณกำลังจะปะทะกันนั้น ลมปราณของนักพรตเฉินซื่อกลับถอยร่นกลายสภาพจากแข็งกร้าว เป็นอ่อนหยุ่นอีกครั้ง ทั้งยังรีบปรับท่าร่างปักปลายกระบี่ลงพื้น หยิบยืมแรงสะท้อน เปลี่ยนกระบวนท่า พลิ้วร่างออกห่างหลายวา
ลมปราณหนักหน่วง รุนแรงของฟางเสวี่ยเฟย ถึงกับมิอาจจู่โจมถึงตัวนักพรตผู้นี้ได้!
เช่นนี้เป็นเพราะ เมื่อนักพรตเฉินซื่อแทงกระบี่ออกก็รู้ว่าหลงกลฝ่ายตรงข้ามแล้ว พลังฝ่ามือนี้หนักหน่วงรุนแรงยิ่ง หากต้านปะทะตรง ๆแม้พลังลมปราณของมัน จะต้านลมปราณฝ่ายตรงข้ามได้ แต่กระบี่ในมือเล่มนี้ไม่อาจทานแรงปะทะจากลมปราณทั้งสองสายได้
กระบี่ของมันมิแคล้วต้องหักสะบั้น ดังนั้นมันมิอาจต้านรับฝ่ามือนี้อย่างหักโหม จึงรีบเปลี่ยนกระบวนท่า จากรุกเป็นรับทันที
การเปลี่ยนกระบวนท่ากลางคันเช่นนี้ นับว่าสูงส่งนักระดับเพลงกระบี่ของมันสูงยิ่งจริง ๆ !
เมื่อเป็นเช่นนี้ ฝ่ามือเปี่ยมลมปราณของฟางเสวี่ยเฟย จึงทำได้เพียงคุกคามให้ลมปราณทั้งสอง ตรึงกันอยู่ในสภาพก้ำกึ่งเท่านั้น
ประมุขตระกูลฟางปาดมือ ใช้ลมปราณสลายลมปราณ พลิ้วร่างออกห่าง หลายวาเช่นกันทั้งคู่ยืนห่างกันกว่าเดิมอักโข
ฟางเสวี่ยเฟยกล่าวว่าอย่างจริงใจว่า
“ลมปราณตระกูลฟาง ไหนเลยเทียบลมปราณไท่จี๋ของอู่ตังได้ข้อนี้ข้าพเจ้าทราบดีตั้งนานแล้ว ไม่เช่นนั้นแปดปีก่อนไหนเลยคิดมีชัยพวกท่านด้วยกลยุทธ์ ตระกูลฟางสำนึกตัวอยู่เสมอด้านความแข็งกล้าของลมปราณ มิอาจเทียบได้กับวิชาในคัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็นของเส้าหลินด้านอ่อนหยุ่นบริสุทธิ์ลึกล้ำ ย่อมไม่อาจเทียบได้กับลมปราณไท่จี๋ของอู่ตังกระนั้นลมปราณตระกูลฟางเรา ย่อมมีปมเด่นอยู่เล็กน้อย...”
นักพรตเฉินซื่อไม่สนใจ คำกล่าวของมัน กระบี่ในมือวาดลีลาพุ่งตรงเข้าจู่โจมอีกครั้ง!
ฟางเสวี่ยเฟยยืนนิ่งมิตอบโต้ คล้ายตั้งใจรอรับคมกระบี่
นักพรตเฉินซื่อเห็นเช่นนั้น ยิ่งเร่งเร้าพลังกระบี่ พุ่งจู่โจมสุดกำลัง!
ลมปราณกระบี่ปะทะใบหน้า คมกระบี่แน่วนิ่งไม่เบี่ยงเบน แทบถึงตัวบุรุษหนุ่ม!
ฉับพลัน ลมปราณของฟางเสวี่ยเฟยพลัน สลายวับไป!
ฟางเสวี่ยเฟยคิดฆ่าตัวตายหรือ?
ทำเช่นนี้ มันไยมิใช่ต้องรับลมปราณกระบี่ของนักพรตเฉินซื่อที่ถาโถมเข้าใส่ตรง ๆ !
ทว่าคราวนี้ผู้ตกตะลึงพรึงเพริด เป็นนักพรตเฉินซื่อ!
จู่ ๆ ลมปราณของฟางเสวี่ยเฟย กลับสลายไปราวไร้ร่องรอยแม้ร่างมันยังยืนนิ่งกับที่ ทว่าคล้ายกลายสภาพเป็นวัตถุโปร่งใสไปแล้ว!
ฟางเสวี่ยเฟยเบี่ยงร่าง หลบทิศทางกระบี่อย่างลอยชาย ทั้งคู่อยู่ในระยะประชิดกันไม่มีทางที่ระยะแค่นี้ จะปรับเปลี่ยนกระบวนท่าได้ อีกทั้งกระบี่เปี่ยมลมปราณมุ่งจู่โจมที่ลมปราณ ทว่าจู่ ๆ พลังลมปราณฝ่ายตรงข้ามสลายไปสิ้นแม้เห็นร่างฟางเสวี่ยเฟยอยู่ชัด ๆ กลับไม่อาจเปลี่ยนทิศทางบังคับกระบี่ให้จู่โจมตามได้!
ลมปราณของนักพรตเฉินซื่อ มีสภาพดั่งเขื่อนบรรจุน้ำอยู่เต็มเกิดพังทลายในพริบตา ลมปราณเปี่ยมล้นเสียสมดุล จนไม่อาจบังคับควบคุมสภาพเช่นนี้อย่างน้อย ๆ แขนทั้งสองของมัน ต้องหักสะบั้นในทันที!
นักพรตเฉินซื่อไม่เสียที เป็นสองเซียนเทิดฟ้า ในสภาวะเช่นนี้ไม่ว่าผู้ใดต้องคิดรั้งลมปราณกลับ ทว่านั่นทำให้ต้องรับบาดเจ็บสาหัสนักพรตเฉินซื่อกระทำในสิ่งแตกต่าง ไม่เพียงไม่รั้งพลังกลับคืนซ้ำยังโคจรพุ่งแผ่กระแสลมปราณออกไป
เบื้องหน้ามีต้นไม้ขนาดใหญ่ มันยึดถือไม้ต้นใหญ่เป็นเป้าจู่โจมกระบี่ใส่สุดแรง!
ต้นไม้ขนาดใหญ่ หักครืนลงในทันที!
เวลานี้หากฟางเสวี่ยเฟยฉวยจังหวะ กระแทกลมปราณใส่ อีกเพียงหนึ่งฝ่ามือนักพรตเฉินซื่อต้องรับบาดเจ็บช้ำใน อย่างไม่ต้องสงสัย
ประมุขตระกูลฟางมิได้ทำเช่นนั้น มันทราบที่สามารถชิงมีเปรียบเป็นเพราะปฏิภาณโดยแท้ ด้านพลังการฝึกปรือของมัน ยังไม่อาจเทียบนักพรตผู้นี้ได้...
เสียงอี่ไป๋เฮ่อหัวเราะลั่นกล่าวว่า
“ครั้งนี้ท่านยังจะว่าน้องเสวี่ยเฟย เล่นลวดลายอีกหรือไม่?”
แม้สูญเสียพลังแท้ไปมากมาย ทว่าจังหวะการหายใจ นักพรตเฉินซื่อคงเป็นปกติไม่มีอาการเหนื่อยหอบ พลังการฝึกปรือเช่นนี้ หาได้ยากยิ่งจริง ๆ
ใบหน้าแม้รักษาความเยือกเย็นไว้ หากดวงตามิอาจปกปิดความขุ่นข้องได้...มันครุ่นคิด
‘พลังการฝึกปรือของมัน ความจริงยังไม่อาจทัดเทียมเราไฉนสามารถเร่งเร้าดึงรั้งลมปราณ ได้ฉับพลันตามใจปรารถนาเช่นนี้? หากคิดกระทำเช่นนี้ต้องอาศัยการฝึกปรือ ไม่ต่ำกว่าสามสิบปี! ไฉนบุรุษหนุ่มเช่นมันจึงสามารถ...ลมปราณตระกูลฟาง ช่างยอดเยี่ยมนัก!’
อี่ไป๋เฮ่อกล่าวอีกว่า
“พวกเรายอมรับว่า วางอุบายเล็กน้อยต่อพวกท่าน แต่ความจริงที่ว่าน้องเสวี่ยเฟยอาศัยตัวคนเดียว ทำลายค่ายกระบี่เจ็ดดาวของสำนักท่านเป็นเรื่องซึ่งผู้ใดมิอาจปฏิเสธ”
นักพรตเฉินซื่อเพียงแค่นเสียง
“เฮอะ...”
ฟางเสวี่ยเฟยประสานมือคารวะ กล่าวอย่างจริงจัง
“ขออภัยท่าน ข้าพเจ้ามีเรื่องสำคัญเร่งด่วน ขอไปสะสางก่อนแล้วจะขึ้นเขาอู่ตัง ไปขอคำชี้แนะจากท่านนักพรตในภายหลัง ส่วนเรื่องพี่ไป๋เฮ่อ...”
นักพรตเฉินซื่อพยายามระงับอารมณ์ ปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติ
“ไม่ทราบคุณชายฟาง มีธุระรีบร้อนอะไรหรือ?”
“เวลานี้เกิดความเข้าใจผิด ระหว่างตระกูลทั้งห้ากับหมู่ตึกบูรพาข้าพเจ้าต้องรีบเดินทางไปหมู่ตึกพันอักษร เพื่อยับยั้งเหตุ”
“หากหมายถึงเรื่องของโยชิโอกะ ริวจิ อย่างนั้นคุณชายฟาง ไม่ต้องเป็นห่วงแล้วเวลานี้ศิษย์ของห้าสำนักใหญ่จำนวนหนึ่ง เร่งรุดเดินทางไปสะสางเรื่องราว ณหมู่ตึกพันอักษรแล้ว”
ฟางเสวี่ยเฟยรู้สึกฉงนฉงาย ระคนแปลกใจเหตุการณ์เกิดขึ้นไม่ทันข้ามวัน ทำไมสำนักใหญ่ทั้งห้าจึงทราบข่าวทั้งสั่งเคลื่อนไหวรวดเร็วเช่นนี้?